เช้าวันเสาร์หนึ่งขณะที่ผมกำลังฟังสัมมนา ซึ่งนำเสนอโดยนักศึกษาปริญญาโทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เป็นการนำเสนอรายงานวิจัยจากวารสาร Nature ผมจำหัวข้อที่นำเสนอได้ไม่ชัดเจน แต่จากการอ่านบทคัดย่อแล้ว อาจจะเป็นเพราะอยู่คนละ field หรือภาษาอังกฤษยังไม่แตกฉานพอ เลยอ่านไม่ค่อยจะเข้าใจ รู้แต่เป็นภาษาที่อ่านไม่ง่ายนัก ผมค่อนข้างแปลกใจทำไมสาวญี่ปุ่นคนนี้ถึงเข้าใจเนื้อหาบทความได้ค่อนข้างดี ก่อนที่จะมีคำเฉลยจากสาวไทยตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆว่า "พี่เขาอ่านจาก Nature ภาษาญี่ปุ่นเทียบ" ผมก็เลยถึงบางอ้อ พอเข้ามาดูในห้องแล็บ บนชั้นวางหนังสือของนักศึกษาญี่ปุ่นที่นี่แต่ละคนจะมีหนังสือกันคนละเยอะแยะ แล้วหนังสือพวกนี้เป็นหนังสือวิชาการชั้นสูงเกือบจะทั้งนั้น อย่างเช่น p53 gene, cytokine, interleukin, cancer และอีกอื่นๆ ที่หัวข้อเป็นภาษาญี่ปุ่น หนังสือพวกนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ย้อนกลับไปคิดถึงบ้านเรา หนังสือวิชาการชั้นสูง หรือจะชั้นกลางที่เราใช้เรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัย จะมีกี่เล่มหนอที่เป็นภาษาไทย
     ความที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่พูดภาษาญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่พูดภาษาไทย ภาษาต่างชาติมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พูดได้ ในขณะที่ความรู้สากลถูกเริ่มต้นส่วนใหญ่จากคนต่างชาติ ทำไมเราจะต้องถูกจำกัดการรับรู้ความรู้ต่างๆ ด้วยขีดจำกัดทางภาษา การสร้างอาหารสมอง สอนให้คนรู้ สอนให้คนคิดเป็น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของสถาบันการศึกษา ที่มีอาจารย์เป็นผู้รู้ และพ้นขีดจำกัดนี้ไปแล้ว น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาขีดความรู้ ของคนในชาติได้ อย่างน้อยก็เด็กๆ ที่เรียนกันในมหาวิทยาลัย ด้วยข้อจำกัดทางภาษาของนักศึกษาหรือของคนไทยในภาพรวมอย่างนี้ ไม่น่าจะอยู่ในวิสัยที่สามารถทำความเข้าใจกับความรู้ที่จารึกด้วยภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาไทยได้ ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนให้แปลหนังสือต่างชาติให้คนไทยอ่านแล้วจะทำให้คนไทยไม่สนใจเรียนรู้ภาษาต่างชาติ แต่ผมสนับสนุนให้มีการแปลหนังสือต่างชาติเป็นภาษาไทย เพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้คนไทยเข้าใจความรู้ที่จารึกอยู่ในนั้นได้อย่างถ่องแท้  หรือเอาล่ะถ้าไม่อยากแปล อย่างน้อยก็น่าจะมีการรวบรวมความรู้ชั้นสูง หรือรวบรวมหมวดหมู่ของความรู้เฉพาะทาง เขียนเป็นหนังสือภาษาไทยเองก็ได้ เราคงไม่ปฏิเสธว่าหนังสือเป็นอาหารสมอง แล้วอาหารสมองดีๆเดี๋ยวนี้ หายากกว่าโทรศัพท์มือถือเสียอีก (ยืมคำอาจารย์ธวัชชัยมาใช้)