ครูขา...หนูโดนผีหลอก

ครูขา...หนูโดนผีหลอก

 

                  

                   โรงเรียนของครูวรางค์ภรณ์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัด โดยเฉพาะอาคารหลังใหม่นั้น สร้างทับไปบนพื้นที่ที่เคยเป็นป่าช้าเก่าของวัด ยังมีฐานของเชิงตะกอนให้เห็นตอนที่ปรับพื้นที่ก่อนทำการก่อสร้าง

                   เมื่อแรกเริ่มลงมือก่อสร้าง ผู้รับเหมาเจอปัญหาจุกจิกตลอดเวลา ปัญหาใหญ่เลยคือไม่สามารถตอกเสาเข็มได้ ทั้งที่เป็นดินบริเวณริมแม่น้ำลพบุรี หน้าน้ำหลาก น้ำจะท่วมเป็นประจำ จนครูเก่าครูแก่ในโรงเรียนต้องทำพิธีขอขมา บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง เหตุการณ์จึงดำเนินต่อไปได้

                   พอมีอาคารใหม่ ผู้บริหารให้เป็นห้องเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ห้องพักครู ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โดยห้องเรียนของนักเรียนจะอยู่ชั้นที่ 2 ชั้นล่างเป็นห้องพิเศษต่าง ๆ ทั้งนักเรียนและครูก็อยู่กันเป็นปกติสุขดี

                   ระยะหลังที่มีเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยเรียบร้อย ข่าวการทำลายทรัพย์สินของทางราชการมีบ่อยขึ้น การอยู่เวรรักษาการณ์โรงเรียนจึงเข้มงวดมากขึ้น จากที่เคยอยู่แต่ครูชาย ครูหญิงต้องมาช่วยแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบด้วย เวลาครูหญิงมาอยู่เวรมักจะนอนห้องที่ตัวเองประจำชั้น เพราะรู้สึกคุ้นเคยและได้ทำงานในหน้าที่ไปด้วย ซึ่งงานของครูส่วนมากก็จะอยู่ในห้องที่ตัวเองประจำชั้น

                   ข่าวจากครูเวรเริ่มหนาหูขึ้นว่าเมื่อมานอนเวรที่อาคารหลังใหม่ จะได้พบได้เห็นในสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร จากปากสู่ปาก รายละเอียดเริ่มมากขึ้น บ้างก็ว่าเห็นที่ห้องม.2 บ้างก็ว่าเห็นในห้องคอมพิวเตอร์ จนคนที่ไม่เคยเห็นอะไรอย่างครูวรางค์ภรณ์ทำท่าจะเห็นไปด้วยอีกคน

                   จนเมื่อสองสามวันก่อน ช่วงพักกลางัน นักเรียนหญิงชั้นม.2 ห้องครูวรางค์ภรณ์ 4 คน วิ่งและร้องกริ๊ดเสียงดังแข่งกันลงบันไดมาที่ชั้นล่าง จนถูกผู้บริหารเรียกไปตำหนิเพราะท่านนั่งทำงานอยู่ตรงห้องข้างบันไดชั้นล่างพอดี ครูวรางค์ภรณ์ก็พลอยโดนได้ด้วยฐานะครูที่ปรึกษา  พอจะหันไปสำทับเด็กกลุ่มดังกล่าว หนึ่งในนั้นก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือขึ้นว่า ครูขา...พวกหนูโดนผีหลอกค่ะ  แล้วพวกเธอก็ช่วยกันเล่าด้วยใบหน้าซีดขาว ปากคอสั่น บางคนน้ำตาคลอด้วยยังอยู่ในอาการที่ตกใจอยู่ พวกเธอเล่าว่าหลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วจึงชวนกันขึ้นไปทำงานบนห้องเรียน ซึ่งในขณะนั้นบนชั้น 2 ของอาคารเรียนไม่มีผู้ใดอยู่เลยนอกจากพวกเธอ 4 คน ขณะที่นั่งทำงานอยู่นั้น คนที่นั่งติดประตูทางเข้าด้านหลังของห้องก็เห็นเงาดำก้อนใหญ่ลอยผ่านไปเข้าประตูหน้าของห้องอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจจึงกระซิบถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่าเห็นอะไรไหม แต่เพื่อนไม่ตอบ เพราะอยู่ในอาการตกใจเช่นกัน แล้วทุกคนก็เล่าว่าเห็นเหมือนกันทั้งสี่คน เงานั้นลอยผ่านกระดานดำหน้าห้องแล้วออกไปทางหน้าต่าง ตั้งสติได้พวกเธอก็พร้อมใจกันวิ่งร้องโวยวายลงบันไดมา

                   พวกเราทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องนี้ไม่อาจสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ ๆ ขวัญของนักเรียนคงจะกระเจิดกระเจิงไปพอสมควร จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะครูวรางค์ภรณ์ซึ่งเป็นเจ้าของห้อง ในชั่วโมงพบครูที่ปรึกษาของสัปดาห์นั้น จึงได้พูดคุยกับนักเรียนในชั้นม.2 บอกกับนักเรียนว่าตั้งแต่สร้างอาคารมา ยังไม่มีใครได้พบเจออะไรเหมือนที่เพื่อนเธอเจอ แสดงว่าในปีนี้นักเรียนชั้นม.2 คงจะมีอะไรที่ไม่เหมือนในปีที่ผ่าน ๆ มา มีใครไปทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามไว้บ้างหรือเปล่า เจ้าที่เจ้าทางท่านจึงไม่ชอบ ท่านคงออกมาเตือน

               หัวโจกของห้อง 2-3 คน หลบตาครู ทำให้ครูได้ทีพูดต่อว่าแม้แต่การพูดจาด้วยคำหยาบคาย พูดคำด่าคำนั้น เราก็ไม่รู้ใช่ไหมว่าใครได้ยินบ้าง บางทีผู้ที่เราไม่เห็นตัวเขาอาจได้ยินและคิดว่าพวกเธอพูดคำหยาบ ด่าใส่เขาก็ได้ ลงท้ายด้วยคำถามที่ว่าใครมีอะไรอยากแสดงความเห็นไหม....

              ไม่น่าเชื่อ เด็กชายหัวโจกคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วบอกครูว่า ผมสูบบุหรี่ในส้วมครับ ครูดีใจในผลสำเร็จแต่เก็บอาการไว้ ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงธรรมดาว่า มันเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีล่ะ   เขาตอบไม่ดีครับ  เข้าทางครูพอดี...แล้วเธอว่าเจ้าที่เจ้าทางท่านจะชอบไหมล่ะ ลูกหลานท่านทำตัวอย่างนี้....ไม่ทันได้คำตอบ เด็กชายอีกคนก็พูดว่า ผมก็เหมือนกันครับ ครูรู้เลยว่าเขาจะพูดว่าอย่างไร เพราะเด็กคนนี้เวลาพูดอะไรกับใครเขาจะติดคำว่าไอ้เอี้ยเอ๊ย....ที่ครูพยายามแก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ครูจึงบอกว่านั่นไง ครูบอกแล้ว ให้พูดจาดี ๆ เธอหรือเปล่านะ ที่เป็นตัวชักพาเขามาให้เพื่อนเห็น เขาอึ้งไป ครูก็ไม่ได้คาดคั้นอะไร เพราะดูทีท่าแล้วเด็กทั้งห้องค่อนข้างจะคล้อยตามครู จึงปล่อยให้พวกเขาเก็บไปคิดกันเองว่าเขาจะต้องทำอย่างไรกันต่อไป

                   หลังเกิดเหตุการณ์ ตามข้อสังเกตของครู นักเรียนชั้นม.2 พูดจากันเรียบร้อยขึ้น อาจจะมีหลุดบ้าง แต่ความเอะอะมะเทิ่งนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กที่สูบบุหรี่ เอาเป็นว่าตอนนี้เขาไม่สูบในห้องส้วมของโรงเรียน ครูก็พอใจแล้ว หน้าที่ต่อไปของครูคือทำอย่างไรเขาจะไม่สูบบุหรี่อีกเลย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม.....

                   ขอบคุณวิกฤตในวันนั้นที่ทำให้เกิดโอกาสในวันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ทั้งนักเรียนและครูได้มีโอกาสเปิดใจพูดคุยกัน ขอบคุณอีกครั้ง