ชีวิตที่เรียบง่าย ชีวิตสมถะ ชีวิตที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งประดับประดาในที่พักอาศัยเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ในสังคมเมือง และชีวิตที่ไม่ค่อยจะมีปากเสียงเรียกร้องสิทธิและบทบาทกับสังคมมากมายเท่าใดนัก คำนิยามเหล่านี้ซึ่งไม่น่าจะไกลความจริงไปจากคำว่า “ชาวนา” เลย เพราะชีวิตทั้งชีวิตของชาวนาส่วนมากเท่าที่ได้สัมผัสและพบเห็นมามักจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ปลูกข้าวและได้ผลผลิตนำไปจำหน่ายมีรายได้เข้ามาไม่เคยที่จะเพียงพอสำหรับรายจ่ายในครอบครัว เพราะต้องนำไปจ่ายค่าปุ๋ยค่ายาและหนี้สินอื่น ๆ ที่ไปกู้ยืมเขามาล่วงหน้าเสียมากกว่าที่จะเหลือเก็บออมและนำไปฝากธนาคาร โดยเฉพาะอย่างหลังนี้! ชาวนาส่วนมากคงมีโอกาสน้อยมากทีจะได้สัมผัสกลิ่นอายของมัน เพราะรายได้อันแสนจะน้อยนิดนั้นจะต้องนำไปใช้จ่ายในการซื้อข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ของใช้ในครัวเรือน และพันธุ์ข้าวที่จะนำไปใช้ในการผลิตครั้งต่อไป ซึ่งคิดดูแล้วเรียกได้ว่าเป็นการดำรงชีวิตแบบปากกัดตีนถีบก็ว่าได้ เพราะลักษณะการดำเนินชีวิตของพวกเขามักจะชักหน้าไม่ถึงหลัง
สถานการณ์ที่ทำให้ชีวิตของชาวนาเป็นเช่นนี้ ก็เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดมาจากรัฐบาลไม่เคยเข้ามาดูแลและจัดการกับราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างจริงจังและยุติธรรม เพราะการรับซื้อผลผลิตจากไร่คืนต้นทางนั้น เมื่อนำเปรียบเทียบกับราคาที่ปลายทางมักจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กระบวนการต่างๆ ในขั้นตอนนี้น่าจะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่มีศักยภาพเพียงพอเข้ามาดำเนินการแก้ไขให้จริงจังและยั่งยืนต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรและชาวนาชาวไร่ได้มีกำลังใจและความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพของเขา เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นกระดูกสันหลังของชาติต่อไป
ความจริงอาชีพ “ชาวนา” รัฐบาลน่าจะส่งเสริมให้เขาสามารถที่จะประกอบอาชีพจนสามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับพี่น้องประชาชนในสาขาอาชีพอื่นๆ ด้วย คือส่งเสริมให้เขาทำอาชีพปลูกข้าวแล้ว สามารถที่จะมีรายได้เพียงพอและเหลือใช้ในการนำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ ต่าง ๆ จนกระทั่งมีเงินเหลือเก็บนำไปฝากธนาคาร ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนมาไหนหรือถ้าใครถาม “ทำอาชีพอะไร?” ก็สามารถที่จะตอบไดอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าพเจ้าประกอบอาชีพทำนา” ทำไมจะต้องภาคภูมิใจนะเหรอ? ก็เพราะอาชีพทำนา ใครทำแล้วก็สามารถที่จะมีเงิน, มีรถ, มีบ้าน และมีความสุข สามารถลืมต้าอ้าปากได้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่เขาทำกันเหมือนกัน บางคนอาจจะนึกสงสัยว่าทำไมส่งเสริมให้เขาฟุ้งเฟ้อต้องซื้อโน่น ซื้อนี่ที่ไม่จำเป็น ไม่รู้จักให้เขารู้จักการประหยัดมัธยัสถ์และดำเนินชีวิตแบบพอเพียงกันบ้างเลยหรือ แต่เราต้องยอมรับความจริงนะครับว่าสังคมของเรานั้น การดำเนินชีวิตประจำวันส่วนมากนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องหนองยุ่งกับทุนนิยมเสียเป็นส่วนมาก ผนวกกับมีค่านิยมที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ แต่ในที่นี้เรามิได้หมายถึงให้พวกเขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาซื้อนะครับ คือถ้ายังไม่มีเงินเหลือเก็บก็ยังไม่สมควรที่จะซื้อ เพียงเพื่อให้เขาสามารถที่จะดำเนินชีวิตประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าว และขายผลิตผลได้ในราคาที่เป็นธรรมจนสามารถมีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำไปซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ บ้างเท่านั้นเอง
การจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องเกษตรกรจะช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินส่วนหนึ่งไปยังสถานบัน, อาชีพและบุคคลต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกสาขาอาชีพ ทุกคนก็สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ครับ
ทุก ๆ ปีที่ผ่าน ชาวนาก็ยังคงดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายและเมื่อยล้าอ่อนแรงอยู่ตลอดมา เพราะอาชีพของเขานั้นได้แค่เพียงพออยู่พอกิน บางครั้งก็ไม่พอกิน แต่ไม่สามารถที่จะมีรายได้จนเหลือใช้และเหลือเก็บได้เลย แต่ปีนี้! ไม่เหมือนกับทุก ๆ ปี…. ปีนี้เหมือนกับเป็นปีทองของชาวนาก็ว่าได้ เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีปรากฏการณ์หรือได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับราคาข้าวที่จะสูงขึ้นได้ถึงตันละ 12,000 และ 13,000 บาทเลย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับพี่น้องชาวนาทั่วประเทศจะได้มีกำลังใจและตั้งหน้าตั้งตาประกอบอาชีพของตน และพัฒนามาตรฐานของผลผลิตข้าวให้เป็นที่ยอมรับและนิยมชมชอบแก่ผู้คนทั่วโลก
การที่จะทำให้ผลผลิตของข้าวมีคุณภาพที่สมบูรณ์ที่สุดจะต้องดูแลเรื่องดิน น้ำ และอาหารให้ข้าวอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทุกอย่างจะต้องพอดีไม่มากเกินไปและน้อยเกินไป ส่วนสภาพภูมิอากาศที่ร้อนเกินไป หนาวเกินไป และหรือฝนตกมากเกินไป นั้นเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ แต่ก็สามารถที่จะป้องกันและแก้ไขด้วยวิธีที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา
ชาวนาควรจะรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสมาคม เพื่อสร้างพลัง สร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตนเอง มิให้คนอื่นเข้ามาเอารัดเอาเปรียบในอาชีพนี้ได้อีกต่อไป เช่น รวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์ และนำผลผลิตข้าวทั้งหมดภายในกลุ่มมาขายให้สหกรณ์ของตนเอง สหกรณ์ดำเนินกิจกรรมบริหารจัดการในเรื่องการตลาด, การพัฒนาคุณภาพของข้าว อาจจะนำไป อบ ตาก เพื่อนำเป็นขายเป็น “พันธุ์ข้าว” ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งขายให้แก่โรงสีเพื่อต่อไปยังผู้บริโภคต่อไป การที่ผลผลิตหรือเมล็ดข้าวเปลือก ทั้งหมดรวมกันอยู่ที่สหกณ์ ก็สามารถที่จะทำให้มีพลังในการต่อรองเรื่องราคาได้มาก เมื่อสหกรณ์ดำเนินการและมีกำไรให้นำมาจัดสรรและปันผลคืนให้แก่สมาชิก ถ้ามีรายได้มากเพียงพอก็สามารถที่จะจัดตั้งโรงสีชุมชน เพื่อแปรรูปข้าวที่ดีมีคุณภาพเช่น ข้าวสาร, ข้าวสารปลอดสารพิษ, ข้าวที่ยังไม่ขัดสีหรือข้าวซ้อมมือ, รำข้าวแกลบ ทุกขั้นตอนสามารถที่จะสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มได้ทั้งสิ้น กิจกรรมและผลิตผลต่าง ๆ ควรค่อยคิดพัฒนาและนำเสนอสู่สังคมอย่างมีคุณธรรม, ยุติธรรมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์นั่นหมายถึงเราที่อยู่ในส่วนรวมนั้นก็ได้ประโยชน์ด้วยเหมือนกัน เพื่อที่ว่าชาวนาทุกคนจะได้มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ์และขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และเป็นรากฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งคอยค้ำยันเชิดชูและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com