ระยะนี้มีเรื่องราวหลายอย่างน่านำมาบันทึกเช่นเคยครับ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดคงต้องเลือกมาเพียงบางเรื่อง แต่อยากสรุปกิจกรรมที่ทำและได้ใช้ ประสบการณ์ ความคิด และ ทาสิท นอลลิจ ในการแก้ปัญหามากบ้าง น้อยบ้างดังนี้
- ไปสอนป.บัณฑิตวิชาชีพครูที่ปากน้ำ เสาร์ที่สาม
- จัดหาและดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อจัดเป็นชุดเข้ากับคอมพิวเตอร์ให้ท่านครูบาสุทธินันท์
- สอนนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษ ใช้ Blog ให้นักศึกษาบันทึกการทำงาน ช่วงที่ไปเชียงราย -เชียงรุ้ง
- ไปโม้เรื่อง KM กับการพัฒนางาน ให้อาจารย์คณะวิทยาการจัดการฟัง
- พูดเรื่อง KM ให้ คนกันเอง คืออาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ฟัง ก่อนเดินทางไปเชียงราย
- ร่วมทีมกับคณะ ไปว่าเรื่อง KM นอกสถานที่ ที่เชียงราย เชียงของ
เรื่องสอนที่ปากน้ำได้เขียนถึงไปแล้วใน บันทึกนี้
เรื่องจัดหา ดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องเสียง ได้พบว่าของดีไม่ต้องแพงก็ได้ถ้ารู้จักเลือกและดัดแปลง ผลลัพธ์ที่ได้คือชุดตู้ลำโพงขยายเสียง 2 ตู้ กำลังขยาย 40x40 วัตต์ ใช้ต่อขยายเสียงจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเสียงอื่น พร้อมกับใช้ไมโครโฟนได้ 2 ตัว
ชุดเครื่องเสียง ตัวเครื่อง OK แต่สายไฟ AC.และสายสัญญาณที่ให้มาดูเปราะบาง จึงจัดสายใหม่ที่ทนทานกว่าแทน ส่วนไมโครโฟนเสียงดีที่ราคาถูกก็จัดซื้อมา แต่ทิ้งสายและปลั๊กหัวท้าย จัดซื้อสายที่ใหญ่กว่าและทนทานมาแทน ปลั๊กทั้ง 2 ด้านก็หาซื้อที่แข็งแรง มั่นคงมาบัดกรี จัดทำขึ้นใหม่แทนของเดิม แม้ชุดสาย ราคาจะสูงพอๆกับตัวไมค์ก็ต้องยอม เพราะที่เราคิดว่าไมโครโฟนเสีย เสียงขาดๆหายๆ ดังๆ หยุดๆ นั้น ราว 90 % เป็นความบกพร่องของปลั๊กและสาย .. งานนี้ก็ได้มีโอกาสดึงเอาความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน ผ่านประสบการณ์ภาคปฏิบัติของตนเอง เลือกของอย่างไร ตัด-ปอกสาย และบัดกรีอย่างไร ไม่อาจเขียนบรรยายได้หมด เพราะมันคือ ทาสิท นอลลิจ นี่ครับ
เรื่อง การพูดคุยเกี่ยวกับ KM ให้คณาจารย์ 2 กลุ่มฟังนั้น กลุ่มแรกเป็นอาจารย์จากคณะวิทยาการจัดการ จัดโดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์ แต่เขาเอื้อให้อาจารย์ทั้งคณะที่สนใจเข้าฟัง พูดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กย. 51 เวลา 13.00-16.30 น. แม้ว่าผู้ฟังจะน้อย ประมาณ 10 กว่าคน เนื่องจากติดภาระงานสอนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมรู้สึกได้ถึงพลังในใจ ของอาจารย์หลายท่าน สังเกตเห็นถึงความเป็นแนวร่วมของผม ในมุมมองและความมุ่งมั่นที่จะทำเกี่ยวกับ KM ท่านเหล่านั้นตอบรับ ทั้งด้วยวาจา และสีหน้าท่าทาง และดูเหมือนว่าผมคงได้มีโอกาส ไปช่วย ไปแชร์ กับคณะวิทยาการจัดการอีกเป็นแน่ ในภาคปฏิบัติ หลังจากไปกระตุ้นให้ "อยาก" ด้วย "ปัญญา" ไปแล้วในวันนั้น
สำหรับของคณะศึกษาศาสตร์ซึ่งเป็น "บ้าน" ของผมเองนั้น พูดไปเมื่อวาน 3 กย. 51 ผมไปถึงตั้งแต่ 8.30 น.ยังไม่มีสมาชิกมากัน ก็รอๆไป จนไปเริ่มคุยจริงจังได้ประมาณ 10 โมง แต่ผมก็ไม่เคร่งเครียดกับเวลาที่หดหายไป ว่าไปจนถึงใกล้เที่ยงก็จบและก็ได้พูดอะไรๆตามที่ตั้งใจจะบอก เป็นการเล่าแนวคิดและเรื่องราวที่ควรรู้ก่อนก้าวสู่ถนน KM
งานนี้มีต่อครับ คือเราจะออกเดินทางไปพูดคุยกัน และเริ่มวางแผนการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในวันนี้ และอีก 2-3 วัน ที่เชียงราย แล้วจะมีรายการผ่อนคลายด้วยการไปทัศนศึกษาในประเทศจีนตอนล่างอีก จนถึงวันที่ 6 จึงจะเดินทางกลับครับ
ผมรู้สึกพอใจที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ให้ความสนใจ และตอบรับแนวคิดและเรื่องราวที่ผมนำเสนอเกี่ยวกับการทำ KM ในคณะ สิ่งที่ผมพูดให้ทั้งสองกลุ่มฟัง ไม่ใช่การ Lecture แต่เป็นการชวนคุย และเล่าเรื่องราวที่พบมา ผนวกกับความเชื่อ ความคิดที่ผมกลั่นกรองแล้วว่า "ใช่" นำเสนอต่อกลุ่มเพื่อจะได้ใช้ประกอบการกำหนดทิศทาง การดำเนินงาน เกี่ยวกับ KM ให้เป็น KM ที่มีชีวิต และ สถิตย์อยู่ในงาน ตามที่ผมเคยพูดถึงบ่อยๆ
ประเด็นหลักๆที่นำมาพูดคุยได้แก่ ...
ความรู้เป็นสิ่งที่ต้อง "จัดการ" อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพียงพอ และ ทันการณ์ เพราะ การดำเนินกิจกรรมในชีวิตคนเราทั้งเรื่องทั่วๆไป และในหน้าที่การงาน ล้วนต้องอาศัยความรู้เป็นฐาน ในการแก้ปัญหา ดังคำที่พูดกันบ่อยๆว่า Knowledge-Based Society .. Economy เป็นต้น
ที่จริงการจัดการเพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ทำงานนั้น มีมาแต่โบราณ บรรพบุรุษของเราก็ได้จัดการกับความรู้มาแล้ว เพียงแต่อาจไม่ได้ทำอย่างมีระบบ แบบแผน เพราะสังคมในอดีตก็ดูจะไม่จำเป็นอะไรนักที่จะสนใจเรื่องนี้ ลองผิดลองถูก ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้ต้องเสี่ยง หรือเร่งรีบเช่นปัจจุบัน แต่ยุคนี้อะไรๆเปลี่ยนไปมาก สรุปก็คือใครไม่สนใจเรื่องการจัดการความรู้ ก็จะต้องได้รับความทุกข์ และพบความยุ่งยาก ในการทำหน้าที่ และการงานเป็นแน่ เพราะเมื่อจัดการไม่ดี โอกาสที่จะได้ความรู้ที่ไม่เหมาะ ไม่พอต่อการแก้ปัญหา ย่อมมีได้เสมอ KM จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมี ควบคู่อยู่กับชีวิต และงาน ของเราทุกคน
KM ระดับปัจเจก ควรใส่ใจทำให้เกิด ให้ก้าวหน้าในตัวเราให้ได้ ทำตัวให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สามารถสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนความรู้ และทำไปโดยพยายามมองออกไปนอกตัวให้มากๆ เล็งไปที่ผลอันจะเกิดต่อผู้อื่น และสังคมให้มากขึ้น หลังจากที่อาจเผลอ ทำเพื่อตัวฉันมากเกินไป มายาวนาน ถ้าทำได้ ทำถูก เราจะค่อยๆกลายเป็นคนหาความสุขได้ง่าย จากการมีใจที่เรียกว่า "จิตสาธารณะ" เกิดความรัก และเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกันมากขึ้น
เมื่อผ่านการฝึกตนจนเป็น Learning Person ได้แล้ว จะคิดทำ KM เพื่อองค์กร เพื่อการพัฒนางานอะไรๆก็ย่อมสำเร็จได้ง่าย เพราะต่างมีใจให้กับงาน องค์การก็จะได้เป็นองค์การ มิใช่ "องค์กู" อีกต่อไป
KM แท้ ต้องไม่ใช่ KM เพื่อ KM แต่จะต้องเป็น KM เพื่องาน เคลื่อนไหว มีชีวิต และสถิตย์ อยู่ในงานดังกล่าวมาแล้ว
ควรทบทวนให้เห็นชัดแจ้งอยู่เสมอ ว่า DATA .. Information และ Knowledge นั้นต่างกันอย่างไร
ต้องตระหนักว่าเราพลาดกันมานานมากแล้วทั้งๆที่ตั้งใจสอน ตั้งใจฝึกคนให้มีความรู้ (Knowledge) แต่ที่ทำกันจริงๆ เป็นล่ำเป็นสันนั้น มาติด มาจอดอยู่แค่ จดจำ ข้อมูล จดจำสารสนเทศได้เสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องไม่ลืมว่า Knowledge นั้นคือ Information in Action หรือ อีกนัยหนึ่ง Knowledge นั้นต้องเข้าลักษณะ Information is combined with experience and judgment ลองคิดดูเถิด ที่ทำๆกันมา เราเรียน เราสอนกันจนถึงขั้น เกิด ความรู้ สักกี่มากน้อย
แม้จะมีรูปแบบ มี Model ให้ศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำ KM ก็ไม่ควรไปเคร่งครัด ยึดรูปแบบมาก หรือตึงเกินไป น่าจะให้เข้าลักษณะ KM ธรรมชาติ จะดีกว่า คือไม่ต้องสนใจว่าจะเริ่มจุดใหน เมื่อเห็นว่าเหมาะว่าควรก็เริ่มทำ เหมือนการต่อตัว Jig-Saw จะหยิบชิ้นใหนก่อนคงไม่ผิด ขอเพียงมีเป้าหมายที่ชัดว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร
KM ที่ดี ไม่น่าจะอยู่ในระบบ ไม่ควรเกิดจากการสั่งการของหัวหน้าหน่วยงาน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรให้สะเปะสะปะอยู่นอกระบบ หลุดไปจากระบบ ที่น่าจะทำคือเป็น KM ที่อิงอยู่กับระบบ .. KM อิงระบบ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากเราคิดจะทำอะไร เพื่ออะไร ก็คงจะละเลย ไม่มอง ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายขององค์กรไม่ได้
KM จะต้องไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่มันคือระบบการทำงานที่จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "งานได้ผล - คนเป็นสุข" เป็นสำคัญ
KM ที่ทำ น่าจะมุ่งเน้นการจัดการกับ Tacit Knowledge เป็นสำคัญ แม้ว่าเราจะไม่ทอดทิ้งการจัดการกับความรู้ประเภท Explicit ทั้งนี้เพราะในกระบวนการจัดการกับ Tacit Knowledge นั้น มี มิติทางสังคมและวัฒนธรรม อยู่ด้วย จึงก่อให้เกิดความรัก ความสุขขึ้นในองค์กรได้ไม่ยาก แม้งานยังไม่ได้ผล แต่คนก็สามารถเป็นสุขไปได้แล้วบนเส้นทางแห่งการทำงาน หรือการจัดการความรู้นั่นเอง
ตายแล้ว ! เผลอแป๊บเดียวลากยาวมาถึงขนาดนี้แล้วหรือ ขออภัยด้วยครับ ไม่ได้ตั้งใจให้ยาว .. มันยาวเองครับ .. อิ อิ อิ
อย่าโทษผมเลย ให้ไปโทษการบินไทยโน่น .. ผมรอเครื่องบิน และนั่งเขียนอยู่ที่ดอนเมือง แล้วจู่ๆก็มีเสียงประกาศว่าเที่ยวบิน TG-1132 Y ไปเชียงราย จะล่าช้าไปอีกเป็นชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็คงสิบโมง ไม่ใช่ 8.40 ตามที่ระบุไว้ในตั๋วแต่ประการใด แค่นั้นยังไม่พอ ใกล้สิบโมงมีประกาศใหม่ว่ายกเลิกเที่ยวบินไปเชียงราย ต้องขึ้นรถย้ายสนามบิน ไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ เครื่องออกราวบ่ายโมง เวลามีมากขึ้น ก็ต้องเผลอเขียนยาวขึ้นได้เป็นธรรมดา ใช่มั้ยโยม .. นะจ๊ะ .. นะจ๊ะ ..
พูดเหมือนคนห่มเหลืองจากสำนักอะไร ที่ไหนสักแห่งเลยนิ .. อิ อิ อิ (อีกครั้ง)
สวัสดีค่ะ อาจารย์ Handy.
ได้ความรู้จาก KM ที่อาจารย์สอนมากเลยนะคะ
แต่การสร้าง Blog พยายามดีที่สุดแล้วค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ เลยน๊ะค๊ะ ที่ให้คำแนะนำดี ๆ
และจะเป็นกำลังใจให้น๊ะคะ
สวัสดีเจ้าค่ ลุงแฮนดี้
ลุงจ๋า สบายดีหรือเปล่าค่ะ น้องจิแวะมาเยี่ยมค่ะ คิดถึงๆๆ กอดๆๆๆ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^
สวัสดีจาก Huo Fa Hotel ที่ เชียงรุ้ง สิบสองปันนาครับ
เขาไม่ปิดสนามบินก็ดีเท่าไหร่แล้ว
ไม่ยังงั้นในระหว่างรอ รอ รอ จะไม่มีบันทึกมาให้เราอ่าน
อรุณสวัสดิ์ครับ มาขอเรียน KM ด้วยคน ขอบคุณ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ
ตามมาคารวะครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์
.. วันนี้แวะเวียนมาดู KM อาจารย์
.. ขอบคุณมากค่ะ ที่ช่วยแนะนำ
.. อ่านแล้วได้ข้อคิดดีค่ะ
จากศิษย์
สวัสดีครับ