การเมืองภาคประชาชน

... สังคมไทย ก้าวเดินบนพื้นฐานที่หลากหลายแห่งวัฒนธรรม ซึงถือเป็นมรดกที่งดงามยิ่ง..ที่สืบทอดกันมายาวนานรุ่นต่อรุ่น หลากหลายชั่วชีวิตแห่งบรรพชน..บางจังหวะแห่งสังคมเหมือนดนตรีชีวิต...ในบางจังหวะชีวิตก็ราบเรียบ..ในบางจังหวะชีวิตก็เร่าร้อน สลัลบสับเปลี่ยนในแต่ละห่วงแห่งกาลเวลา  และนำพาคนในสังคมก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น งดงามในสายตาของอารยะนานาประเทศ และที่สำคัญยิ่ง...เรามีพ่อหลวงของแผ่นดินดูแลพวกเราด้วยความรักและห่วงใยเสมอมา... ปัญหาต่างๆมากมายในอดีต..เราต่างหาทางออกและค้นพบอุโมงค์ที่มีแสงสว่างส่องทางให้เราเสมอ?  แต่เวลานี้..สังคมไทยเดินทางถึงปลายฟ้าที่ไร้แสงสว่างอีกครั้ง และมืดบอดแห่งปัญญากระนั้นหรือ?...ทำไม...เราคนไทยถือธงชาติไทย..วิ่งไล่..ฟาดฟันกันเอง...เพื่อใคร?  นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลในฐานะผู้นำของประเทศ...จะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไร???  ยิ่งนานวันยิ่งมองเห็นสภาวะที่ไร้ระเบียบ ไร้กฏเกณฑ์ในการแก้ปัญหา...และไร้ภาวะผู้นำ...ไร้คุณธรรม จริยธรรมมากขึ้น...สุดท้ายรัฐบาลควบคุมอะไรไม่ได้..นับเป็นเหตุปัจจัย.."อารยะขัดขืน" ที่น่าศึกษาและหาสาเหตุที่เป็นแก่นของปัญหาอย่างยิ่ง

....ชาติ บ้าน เมือง..เป็นของพี่น้องไทยทุกคน...วันนี้ไม่มีใครผิดหรือถูก...เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีเหตุผลในมุมมองของตนเองด้วยกันทั้งนั้น...สิ่งที่เป็นภาพแห่งความขัดแย้งที่เด่นชัด รัฐบาลคงปฏิเสธไม่ได้ในฐานะผู้นำที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะประสานประโยชน์  หลอมรวมความคิดของคนทั้งชาติให้เป็นพลังร่วมในการพัฒนาชาติได้  ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงที่รัฐบาลต้องกระทำ  ที่ผ่านมาเรามองว่าการที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  และเป็นหน้าที่โดยตรงของประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลในฐานะผู้แทนปวงชน ....ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองกลับไม่ยอมรับการตรวจสอบของประชาชน  ประชาธิปไตยไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่วันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง..ประชาชนรับรู้โดยทั่วกัน...ดังนั้นการกระทำของฝ่ายการเมืองไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ให้กับประชาชนได้จริง...การก้าวเดินของนักการเมืองในทุกย่างก้าวอยู่ในสายตาของประชาชนเสมอ...ทำให้นักการเมืองเริ่มอึดอัด และไม่สามารถกระทำตามใจที่ปรารถนาได้  สืบเนื่องจากความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนและอิสระภาพแห่งสื่อต่างๆทั้งสิ้น

.....ถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปนักการเมืองครั้งใหญ่สำหรับการเมืองเมืองไทย  การปลี่ยนผ่านทั้งองคาพยพเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการแบบคู่ขนาน  แต่ในภาคการเมืองกลับก้าวเดินแบบเชื่องช้า  นักการเมืองมีจิตอาสา(จิตสาธารณะ)น้อยลง มองผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องมากขึ้น นำไปสู่การคอร์รับชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคอร์รับชั่นเชิงนโยบายและขยายรวมไปถึงท้องถิ่นและชุมชนต่างๆมากมาย แล้วชาติไทยจะเหลืออะไรที่เป็นมรดกที่ดีงามให้ลูกหลานในวันนี้ เราสูญเสียแม้แต่ต้นแบบที่ดีงามและความถูกต้องในการดำเนินชีวิต...การจัดการศึกษาในทุกระดับไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตและความเป็นไทยได้....เกิดอะไรขึ้นในสังคมต่างคนต่างเอาตัวให้รอด..สุดท้ายก็ตายหมดเพราะไร้ซึ่งสติ ปัญญา ยิ่งหาทางออกยิ่งเจอแต่หุบเหว  จะโทษใครถ้าไม่โทษรัฐบาล..ในฐานะผู้นำประเทศ หรือจะโยนความผิดไปให้กลุ่พันธมิตรฯซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกระนั้นหรือ...ทำไมผู้นำรัฐบาลไม่รู้จักถอดบทเรียนชีวิตดูบ้าง

.....ผู้เขียนไม่ได้เป็นฝ่ายใดๆ เป็นประชาชนคนไทยตัวเล็กๆคนหนึ่งที่มองการกระทำของผู้แทนปวงชนมาค่อนชีวิต...การเมืองทั้งนั้นที่ทำให้ระบบต่างๆเสียหาย...ไร้ระเบียบ...ไร้รูปแบบ...ไร้วัฒนธรรม..ไร้ความจริงใจ...ไร้มิตรแท้ฯลฯ  เราไม่ได้มองในแง่ร้ายแต่มองความจริงที่ผ่านมา...เป็นตัวชี้วัดที่เห็นชัดเจนและพิสูจน์ได้...ที่ใดมีนักการเมืองครอบงำที่นั้นไร้ธรรมาภิบาล...ไร้การมีส่วนร่วมเสมอ? ...คนที่คิดเห็นแตกต่างคือศัตรู สุดท้ายจะพัฒนาชาติได้อย่างไร?

....เราเปิดประเด็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในปัญหาการเมืองไทยในเวลานี้..ครับ  ช่วยกันหาทางออกให้สังคมโดยรวมร่วมกันครับ....