....ส่อแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายโกลาหลอยู่ในตอนนี้ ต้นเหตุสำคัญคือความล้มเหลวของสภาเอง ทั้งฝ่ายรัฐบาลที่ใช้อำนาจของตนในทางมิชอบโดยไม่ฟังเสียงของสภา ส่วนฝ่ายค้านทั้งที่ก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตามระบบระบอบที่ถูกที่ควรตามครรลองประชาธิปไตย แต่ฝ่ายค้านเองกลับทำหน้าที่ของตนล้มเหลว ....

เราค่อนข้างรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับพฤติการณ์ “ตีฝีปาก” ของนักวิชาการหลายคนหลายฝ่าย ที่พยายามหาคำพูดสวยหรูเพื่อแกล้งปลอบใจประชาชนและเพื่อสร้างภาพให้ตนเองดูดีว่า สถานการณ์วุ่นวายและตึงเครียดที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้ เป็นการสะท้อนภาพพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย สะท้อนบทบาทหน้าที่ของการเมืองภาคประชาชน แสดงถึงความก้าวหน้าไปอีกขั้นของเสรีภาพในประเทศไทย

                ให้ตายเถอะ... ถ้าสถานการณ์วุ่นวายไร้ระเบียบแบบนี้ถูกสนับสนุนว่าเป็นสถานการณ์แห่งความดี เป็นทางแห่งอารยะ คือความประเสริฐสูงสุดแล้วล่ะก็ ตัวเราเองคงต้องมองหาที่อยู่ใหม่ ในดินแดนที่เขาเป็นอนารยะแต่ไม่มีเหตุการณ์สถานการณ์แบบนี้ คิดว่าน่าจะมีความสุขดีกว่าอารยะเยอะแยะ

                ใช่เราอาจจะยอมรับ และเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพัฒนาการในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนสามารถชุมนุมกันแสดงพลังอำนาจได้ตามกรอบของสิทธิพลเมืองในรัฐธรรมนูญ แต่เราจะไม่ยอมเห็นด้วยเป็นอันขาดกับคำพูดที่ว่า “นี่คือนิมิตหมายที่ดี” เพราะคำว่านิมิตหมายที่ดีไม่ควรจะหมายถึงสิทธิอันตั้งอยู่บนความขัดแย้งทางความคิด มันน่าจะใช้กับความสงบเรียบร้อยดีงามมากกว่า

                ตั้งแต่เกิดขึ้นมา จำความได้ และรู้จักใช้สมองในการคิด การเมืองระบบรัฐสภาของไทยไม่เคยสร้างความประทับใจให้เราแม้แต่ครั้งเดียว รัฐสภาของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แม้ได้ชื่อว่าครองอำนาจอยู่ได้นานและมีเสถียรภาพที่สุด ก็เป็นเพียงรัฐบาลจัดตั้ง มีทหารและคณะปฏิวัติครองอำนาจอยู่เต็มส่วนของสภา สภาของรัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ สภาของรัฐบาลชวน หลีกภัย สภาของรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ สภาของบรรหาร ศิลปะอาชา ทุกหน้าประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย เต็มไปด้วยภาพของการตอบโต้ ทุ่มเถียงกันเอาชัยชนะอย่างเอาเป็นเอาตาย การโจมตีเพื่อให้อีกฝ่ายเสียหายหรือได้รับความเชื่อใจลดน้อยลงมากที่สุด เป็นระบบสภาแบบพวกเรา พวกเขา ถ้าเราอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน เราจะไม่ทำอะไรนอกจากโจมตีฝ่ายตรงข้ามให้แหลกลาญ ผลที่สุดเขาก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภา แล้วเมื่อนั้นแหละจะเป็นโอกาสของพวกที่เคยเป็นฝ่ายค้าน จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลแทนบ้างแบบเสียไม่ได้

นี่คือธรรมชาติของระบบรัฐสภาไทยนับตั้งแต่เราจำความได้ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากนี้

                ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันครั้งแรกระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ากระทรวงกลาโหม จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๑ ราย และบาดเจ็บอีกประมาณ ๔๐ คนนั้น มีผู้ประสงค์ดีความคิดความอ่านมีหลักการ อุตส่าห์เสนอทางออกของวิกฤติชาติด้วยกระบวนการทางรัฐสภา ด้วยถือว่าสภาทั้งสองล้วนเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งสองฝ่ายซึ่งพวกเขาไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ทุกอย่างแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น สภาจึงควรเป็นความหวังอันสูงสำหรับการแก้ปัญหานี้

                ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน หรือสภานิติบัญญัติ ทุกคนล้วนเป็นตัวแทนของภาคประชาชน และความแตกต่างระหว่างขั้วความคิดสองฝั่งอยู่ในระยะกระชั้นชิดที่จะเกิดการสปาร์กกันทำให้เกิดระเบิดตูมตามขึ้นได้ สิ่งที่ทั้งสองสภาควรทำอย่างเร่งด่วนคือร่วมมือกันเพื่อยุติความรุนแรงที่มองเห็นอยู่ต่อหน้านั้นให้ได้อย่างทันท่วงที

                การเปิดสภาอภิปรายทั่วไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติประเทศชาติในวันนั้นมีถ่ายทอดสดทั่วประเทศ แม้เราเองจะไม่มีโอกาสได้นั่งฟังโดยตรง แต่ก็พอเดาออกไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการอภิปรายในวันนั้น ภาพการเมืองแบบเดิมๆ เวียนกลับคืนมาอีกครั้ง ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ต่างลุกขึ้นซาดโคลนใส่กันจนเลอะเต็มสภา ต่างฝ่ายต่างมุ่งเอาชนะ และโจมตีอีกฝ่ายให้เสียหาย โดยไม่คำนึงถึงสักนิดว่าในช่วงเวลาคับขันเช่นนั้นเป็นเวลาที่ควรจะรวมหัวกันเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่มาเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมทำตามสิ่งที่ตนเองคิดว่าจะเอาชนะ สุดท้ายสันดานเดิมๆ ของนักการเมืองก็ปรากฏให้เห็นจนนาทีสุดท้ายของการอภิปรายคือการตอบโต้กันด้วยวาทะเผ็ดร้อนเพื่อหวังเอาชนะ แต่หาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

                ส่อแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายโกลาหลอยู่ในตอนนี้ ต้นเหตุสำคัญคือความล้มเหลวของสภาเอง ทั้งฝ่ายรัฐบาลที่ใช้อำนาจของตนในทางมิชอบโดยไม่ฟังเสียงของสภา ส่วนฝ่ายค้านทั้งที่ก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตามระบบระบอบที่ถูกที่ควรตามครรลองประชาธิปไตย แต่ฝ่ายค้านเองกลับทำหน้าที่ของตนล้มเหลว กระบวนการตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพ เพราะมัวมุ่งแต่จะไปทุ่มเถียงเอาชนะอย่างเดียว ไม่ยอมทำหน้าที่ตรวจสอบตามระบบรัฐสภาที่ประชาชนมอบให้ กลับออกไปเล่นเกม “ล้มรัฐบาล” อยู่นอกระบบ ซึ่งนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้แต่นักการเมืองเองยังไม่เคารพระบบรัฐสภาที่ตนทำหน้าที่อยู่ แล้วดังนี้จะให้มีเกิดประโยชน์ มีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งของประประชาชนอย่างไรได้

                ระบบรัฐสภาไทยในขณะนี้จึงเป็นได้เพียง “สภาโต้วาที” ที่ให้สมาชิกออกมาตีฝีปากโชว์เพื่อเอาชนะกันเล่นๆ ในแต่ละคราวไป แล้วปล่อยให้ชะตากรรมของประชาชนที่เขาเลือกตัวเองมาลอยเคว้งคว้างไปตามเรื่อง

                ท้ายที่สุดเมื่อเห็นว่าระบบรัฐสภาไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ ประชาชนจึงจำเป็นต้องรวมตัวกันเองเพื่อแสดงพลัง เป็นการป่าวประกาศให้พวกนักการเมืองอาชีพทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้รับรู้ว่า พวกเขาจะไม่ยอมให้ชะตากรรมของบ้านเมืองตกอยู่ภายใต้เกมการเมืองแบบไร้สาระของตัวแทนฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว ตัวพวกเขาเองพร้อมที่จะแสดงพลังถ้าระบบที่ถูกต้องล้มเหลวลง

                โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน เราไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาหลงมีความระรื่นดีใจได้อย่างไรเมื่อเกิดการเมืองภาคประชาชนขึ้นแบบนี้ เราเองมองว่าเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตอย่างนี้ขึ้นพวกที่น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุดไม่ใช่รัฐบาล แต่ควรเป็นฝ่ายค้านเองต่างหาก เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนต้องออกมาเองเพราะ “ฝ่ายค้านทำงานไม่ได้เรื่อง” ประสิทธิภาพการตรวจสอบผ่านสภาล้มเหลวเพราะบุคลากรไร้ฝีมือ สมควรพิจารณาตัวเอง

แต่น่าแปลกใจยิ่งนักที่พวกเขานอกจากจะไม่รู้สึกรู้สาถึงความบกพร่องของตัวเองแล้ว ยังกลับหน้าด้านกระโดดจากหน้าที่ตามระบอบรัฐสภาที่ประชาชนเลือกให้ไปทำอย่างถูกต้องชอบธรรม ลงมาเล่นการเมืองข้างถนนกับประชาชนหน้าตาเฉย ยิ่งเป็นการประจานความโง่ของตัวเองหนักเข้าไปอีก

คิดดูสิมันน่าอนาถขนาดไหนระบบรัฐสภาประเทศไทย