เห็นด้วยตารู้ด้วยใจ คำขอโทษที่อยากบอก

อาจารย์ครับผมเองก็มีความรูเพียงแค่ป. 4 เรื่องกฎหมายผมคงไม่มีความรู้ไปสู้ได้หรอกครับ แต่ถ้าเรื่องอื่นถามได้นะครับ ถ้าผมตอบไม่ได้ผมจะไปหาคำตอบมาให้.... เสียงพ่อแวะ พ่อผู้ใหญ่แวะสนใจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่สามบ้านชมภู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก  ออกตัวบ่อยๆหลังจากผมขอเรียนเชิญคุณพ่อมาเป็นวิทยากรให้นิสิตทั้ง 4 หลักสูตรของคณะนิติศาสตร์มามาร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาสิทธิมนุษยชนครั้งนี้

.............................................................

พ่อไม่กลัวเรอครับที่ไปประท้วงหน้าศาลากลางและไปต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลอย่างนั้น...  ผมถามพ่อผู้ใหญ่
ผมก็กลัวเหมือนกันแหละครับอาจารย์ แต่ถ้าพวกเราไม่ออกมาทำก็ไม่มีใครออกมา เพราะคนอื่นๆก็ถูกเงินซื้อไปหมด..คนของเราที่เขาเป็นคนนอกพื้นที่ก็มาถูกยิงตาย..เราเป็นคนในพื้นที่แท้ๆทำไมไม่รักษาบ้านของเรา....

.............................................................

บ้านชมภู เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ในตำบลชมพู ชมภูตัวเรกเขียนไม่เหมือนชื่อตำบล เพราะชมภูตัวแรกแปลว่าบ้านที่เป็นที่ชมภูเขาด้วยเหตุที่รอบๆหมู้บ้านเต็มไปด้วยป่าไม้และภูเขา ส่วนชื่อตำบลชมพูนั้นมาจากเหตุที่ว่าแต่เดิมในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ พื้นที่นี้มีการเคลื่อนไหวของ พคท. จึงได้ถูกเรียกโดยทางราชการตำบลชมพู ซึ่งเป็น NickName ของพื้นที่ในขณะนั้น บ้านชมภูประกอบไปด้วยคนประมาณ 3000 กว่าคน ประมาณ 600 กว่าครัวเรือน เดิมทีชาวบ้านเคยอยู่กันอย่างมีความสุขอย่างพี่อย่างน้อง อย่างคนที่พึ่งพาอาศัยกัน

ต่อมาเมื่อมีโรงโม่หินมาตั้งประมาณปี 36 ถึง 38 ชาวบ้านก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน....

พวกเขาใช้วิธีว่า ...ผู้ใหญ่คนเก่าได้ประกาศขึ้นในงานบุญของหมู่บ้านว่า พี่น้องครับผมมีข่าวดีจะบอกใครไม่เอารงโม่หินขอให้มาลงชื่อที่ผมครับผมจะได้ทำเรื่องเสนออำเภอ... เท่านั้นเองชาวบ้านก็พากันไปลงชื่อ แต่ อนิจจา รายชื่อแผ่นนั้นถูกนำไปแก้ไขในใบประหน้าใหม่ โดยถูกนำประกบกับใบประหน้าที่มีข้อความว่าชาวบ้านดังมีรายชื่อต่อไปนี้เห็นชอบกับการมีโรงโม่หินในหมู่บ้านแทน พร้อมๆ กับทางการก็อนุญาตให้ตั้งโรงโม่หิน2 โรงขึ้นที่บ้านน้ำปาดหมู่สองในพื้นที่ 10 ไร่ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรงโม่หินได้มาตั้งที่บ้านชมพูแทน.......

การเข้ามาของโรงโม่หินเข้ามาพร้อมกับเสียงระเบิด ฝุ่นควัน และคนงานจากนอกพื้นที่จำนวนมากและยาเสพติด ตลอดจนปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดกับชาวบ้านอันเนื่องมาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งเข้าออกทุกวัน นอกจากนี้ผลิตผลทางการเกษตรยังลดลงอย่างเห็นได้ชัด และทรัพยากรน้ำใต้ดินของหมู่บ้านเริ่มได้รับความกระทบกระเทือนอันเนื่องมาจากการระเบิดหินเพื่อนำมาโม่ นั้นได้ทำให้ตาน้ำของหมู่บ้านถูกหินปิดทับไปส่งผลให้ตาน้ำไม่ไหลดังที่เคยเป็นมา ปัญหาทุกๆปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นโดยชาวบ้านชมพูไม่เคยได้รับอะไรตอบแทนในแง่ที่ดีจากการสร้างโรงโม่หินเลย

.........................................................

จุดระเบิดมันอยู่ตรงที่ว่าชาวบ้านจะสร้างวัด ก็ยังต้องไปซื้อหินจากโรงโม่ ทั้งๆที่หินก็เป็นทรัพยากรของหมู่บ้านแท้ๆ นายทุนที่เข้ามาตั้งก็มิได้เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างไรบอกแค่ให้ชาวบ้านมาซื้อเอา

............................................................

ความอดทนที่ถูกบีบมานานส่งผลให้ชาวบ้านรวมใจกันลุกขึ้นมาทวงถามสิทธิ์อันชอบธรรมของตน โดยมีผู้ใหญ่บ้านในอดีตอีกคนหนึ่งเป็นแกนนำ ... แต่พร้อมๆกับเสียงของชาวบ้านที่เริ่มดังขึ้น กระแสเงินของนายทุนก็ได้เข้ามาซื้อตัวและอุดปากอดีตผู้ใหญ่บ้านจนทำให้เสียงของชาวบ้านในพื้นเงียบลงประดุจคนใบ้ เป็นอย่างนี้เรื่อยมาพร้อมกับผู้ใหญ่บ้านที่ผลัดเปลี่ยนไปตามวาระ 2 ราย

..............................................................

ผมเองขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะร่วมแก้ปัญหาโรงโม่หินกับพี่น้องบ้านชมภู  ชาวบ้านก็ยังสงสัยในตัวผมอยู่ว่าจะทำได้หรือเพราะสองรายที่แล้วก็ถูกอำนาจเงินซื้อตัวไปแล้วก็เงียบหายไป.... เสียงพ่อผู้ใหญ่แวะ  สนใจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 แห่งบ้านชมพูเล่าให้ฟังถึงอดีตการต่อสู้ในเส้นทางที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ.... แต่ผมก็บอกว่าพี่น้องครับผมเองก็คนบ้านชมพูนี้ถ้าพี่น้องสู้ผมก็จะสู้ด้วย

จากจุดนั้นเองทำให้พ่อแวะ  สนใจ ถูกเลือกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ประกอบกับมีแกนนำของหมู่บ้านได้เข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านที่เกิดขึ้นและเริ่มมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากโรงโม่หินจากบ้านต่างๆในตำบลชมพู แต่ด้วยความรู้อันจำกัดทำให้ชาวบ้านต้องไปขอความช่วยเหลือจากนักศึกษารามคำแหงแห่งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาดูปัญหาในพื้นที่ ในจุดนี้เองทำให้ พิทักษ์  โตนวุธ หรือ โจ   ซึ่งเป็นประธานชมรมในขณะนั้นได้เข้ามามีบทบาทในการให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน

............................................................

พี่โจเป็นคนบุรีรัมย์ครับ เป็นลูกชาวบ้าน บวชเรียนแล้วก็ลาสึกขาบทมาเรียนรามคำแหงในคณะนิติศาสตร์ ด้วยความที่สนใจเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม และบุคลิกที่เป็นคนพูดน้อยแต่ทำจริง ทำให้พี่โจได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆให้ทำหน้าที่ประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น.... พี่โจเริ่มเข้ามาทำงานในพื้นที่พร้อมๆกับความหวาดระแวงทั้งของชาวบ้านและนายทุน เพราะก่อนที่พี่โจจะเข้ามา เคยมีกลุ่มนักศึกษารามคำแหงอีกกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มสังกัดพรรคการเมืองในรามฯและเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง เข้าดูและเรี่ยรายเงินจากชาวบ้านโดยบอกว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาให้และหายตัวไปพร้อมกับเงินและคราบน้ำตาของชาวบ้าน ทำให้การเข้ามาของพี่โจเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง ถึงกับว่าชาวบ้านขอตรวจเช็คบัตรประจำตัวนักศึกษา เพราะกลัวถูกหลอกอีก... เสียงพี่เทพพิทักษ์  มีไธสง อดีตนักศึกษารามคำแหงที่เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหากับพี่โจย้อนอดีตให้ฟัง

.........................................................

พวกเราใช้วิธีจัดค่ายเด็กอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเริ่มทำความรู้จักกับชาวบ้านผ่านทางลูกหลานของชาวบ้านเองในที่สุดพี่โจก็เข้าไปอยู่ในหัวใจของชาวบ้านอย่างแท้จริง
(อ่านต่อตอนที่สอง)