แด่คนนอนกรน
สืบเนื่องยาวนาน มาตั้งแต่ชาติพันธุ์ของผมครั้งกระนู้น นานไปไม่รู้กี่ชั่วโคตร คาดเดาได้เลยว่าน่าจะมีชายไทยในสกุลนี้ นอนกรน คร่อกๆๆๆ มาหลายคนนัก ผมเองก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นทางสายพันธุกรรมอันนี้ หลายๆครั้งที่ต้องตื่นกลางดึกเพราะถูกเมียปลุก เนื่องจากเธอกลัวว่าผมจะตายไปจริงๆ ครอก..ก่อกๆๆๆๆ....แล้วเงียบหายไปซะอย่างนั้น ลำบากเธอคนที่นอนข้างๆต้องจับหัวผมให้ตะแคง หรือไม่ก็ปลุกสามีเธอให้ซะรู้แล้วรู้รอดไป
ผมรู้ว่านอนกรนมานานแล้ว พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการหาซื้อหมอนราคาแพงๆที่โฆษณาเป็นหนักหนาว่า ใช้สำหรับคนนอนกรนมาใช้บ้างล่ะ แต่สงสัยว่ามันน่าจะใช้กับฝรั่งนอนกรน มากกว่าผมนอนกรน เพราะใช้ได้ไม่นาน อารามปวดต้นคอเพราะความสูงของมัน ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นหมอนกันกระแทกผนังของลูกสาวไปแล้ว พยายามนอนตะแคงบ้าง แต่ก็ลำบาก เวลาจะให้เมียนอนกอด เดี๋ยวจะถูกหาว่าตีตนออกห่าง หันหลังให้กอดบ่อยๆนี่ น่าจะดูไม่ดี (ฮา)
มาถูกทักอีกครั้ง ก็เมื่อครั้งไปอยู่สิงคโปร์ตอนที่ต้องไปขอสิงสถิตในห้องท่านระหว่างที่หาที่พักอยู่นั้น ท่านเต็มศักดิ์ทักว่านอนกรน คราวนี้จึงรู้สึกได้ว่า น่าจะเป็นปัญหาระดับชาติไปซะแล้ว เนื่องจากไปกรนที่สิงคโปร์ (ฮาอีก)
เมื่อกลับมาบ้าน ก็เลยไปปรึกษาอาจารย์ด้านหูคอจมูก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น ท่านหนึ่งก็คืออาจารย์โกวิทย์ อีกท่านหนึ่งก็คุณแมะ เพื่อนของผมเอง หลังจากตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว ท่านก็แนะนำว่า น่าจะลองทำ sleep lab ดูนะ มันก็เลยเป็นที่มาของบันทึกเรื่องนี้
ในวันก่อนที่จะทำ sleep lap หมอแมะแนะนำให้ไปดูห้องตรวจก่อน ผมจึงพาพี่แป้งไปดูด้วยกัน

ห้อง lab ก็คือห้องที่คุ้นเคยมากที่สุดห้องหนึ่ง เพราะว่ามันตั้งอยู่หน้าวอร์ดจิตเวช ชั้น 2 ของโรงพยาบาลนั่นเอง ตรงที่ตั้งนั้น สมัยก่อนเป็นห้องนอนเวรของ extern จิตเวช รวมกันกับห้องที่เคยเป็นห้อง conference สภาพที่เดินไปตอนนั้น ผมก็พบว่า วอร์ดจิตเวชได้ถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว เขาบอกว่าตอนนี้อยู่ที่ตึกร้อยปี เมื่อผมเดินเข้าไปทักทายพี่ๆที่อยู่ในห้องทำงาน lab เขาก็พาไปดูสภาพห้องนอน ซึ่งก็ดูเป็นห้องนอนธรรมดา ที่มีเตียง กล้องวงจรปิด ที่สังเกตของเจ้าหน้าที่ ห้องน้ำ และห้องทำงาน
ไอ้สภาพจิตใจของผมก็ชักจะหวั่นๆ ว่ามาตรวจการนอนหลับ แต่ถ้านอนไม่หลับจะทำอย่างไร ทั้งแปลกที่แปลกทาง อีกทั้งก็มีคนมานั่งมองดูเราตลอดทั้งคืนอีกนี่นะสิ จะหลับลงหรือ แต่ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ ห้องนี้มีที่มาครับ
สมัยที่เป็น extern จิตเวช ผมกลัวที่สุดที่จะต้องมานอนอยู่เวร ทั้งนี้เนื่องจากมักจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผี ที่ชอบมาหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยๆ ปุดโธ่ จริงๆแล้วก็เป็นพี่หลอกน้อง เพื่อนหลอกเพื่อน หลอกกันไปหลอกกันมา ก็เลยกลายเป็นกลัวถูกหลอกซะขี้ขึ้นหัว ไม่อยากนอนอยู่เวรในห้องนี้ ตอนงานเลี้ยงส่ง extern เราเองก็ยังเอาเรื่องนี้ไปหลอกกันบนเวทีอยู่เลย แล้วอย่างนี้ ผมจะนอนหลับลงไปได้อย่างไร
แล้วคืนนั้นก็มาถึง หลังจากที่ผมบอกลาลูกๆบนเตียงนอนที่บ้านมาแล้ว ก็ขับรถตรงมายังโรงพยาบาลทันที เดินขึ้นมายังชั้นสอง ก็ตรงไปยังหน้าวอร์ดจิตเวชเก่า ผมได้พบกับพี่แป๊บ พยาบาลผู้ที่จะดูแลผมในคืนนี้ ผมพบว่ามีคนไข้คนหนึ่งนอนอยู่แล้วในอีกห้องหนึ่ง เธอกำลังนอนหลับ เสียงคร่อกๆดังออกมาถึงนอกห้อง ผมยังได้พบลูกสาวทั้งสองของพี่แป๊บด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่ามาอยู่เป็นเพื่อนกัน (ฮ่า ฮ่า)

พี่แป๊บเตรียมอุปกรณ์อยู่เดี๋ยวหนึ่งก็เรียกผมให้มานั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็จัดแจงขูดหนังหัวของผมเป็นหย่อมๆ เดี๋ยวก่อน กิริยาการขูดนั้นไม่ใช่การโกนผมนะครับ เขาต้องทำความสะอาดหนังหัวก่อนที่จะติดหัวตรวจคลื่นไฟฟ้าลงไป ติดอยู่หลายจุดเชียว ตั้งแต่หัว ลงมาหลังหู คาง หน้าผาก ถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น มีคนเล่นหัวนี่มันก็ทำให้สบายหัว หนังตาก็เริ่มตกจนแทบหัวผงก มาตกใจตื่นจากภวังค์ก็ตอนที่คนไข้ที่นอนอยู่ในห้องพลิกตัว บ่นพึมพำว่าเธอนอนไม่หลับ ฮ่า ฮ่า ไม่หลับก็ไม่หลับครับ เล่นกรนคร่อกๆซะแบบนั้น แต่นี่ก็เป็นเรื่องจริงที่เป็นปัญหาของคนนอนกรนนะครับ เพราะว่าเขานอนได้ทีละนิด ทีละนิด แล้วต้องตื่นเพราะหยุดหายใจนานเกินไป ทำให้แทบจะหลับได้ไม่เป็นสัปปะรดสักทีหนึ่ง

หลังจากสาละวนอยู่กับการติดหัวจับคลื่นไฟฟ้าอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ จากนั้นก็ประคองสายไฟทั้งแผงพาเดินไปยังห้องนอน และยังครับ ยังไม่เสร็จ ยังต้องติดสายที่ปลายขาทั้ง 2 ข้าง ติดตัวจับการเคลื่อนไหวของหน้าอกและพุงอีก 2 ตำแหน่ง ติดตัวจับการหายใจที่จมูกและปากอีกที่ ฮ่า ฮ่า แล้วจะนอนหลับไปได้อย่างไรกันนี่ ผมยังได้ถามไปอีกนิดด้วยความเป็นห่วงตัวเองว่า “แล้วผมจะฉี่อย่างไร” แทนคำตอบ ก็เห็นเลยว่า เขาได้เตรียมที่ฉี่แบบพกพาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อติดทุกอย่างเสร็จ ผมก็ถูกทดสอบให้กรอกตาไปมา ซ้ายขวา บนล่าง (ดีนะ ไม่ให้กรอกหน้าหลัง) เกร็งขา ทั้งนี้ก็เพื่อดูว่าหัวตรวจอยู่ในตำแหน่งที่ดี หรือการติดไว้มีปัญหาหรือไม่ เมื่อพบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไฟในห้องก็หรี่ลงและผมก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว มันจะไม่เร็วไปได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้กาแฟไม่ถึงท้องสักหยด ตอนเย็นก็ตีแบดมินตันกับลูกเมียซะจนเหงื่อท่วม แถมตอนติดตัวจับคลื่นไฟฟ้าที่หนังหัวก็ช่างเพลิดเพลินเสียเหลือเกิน ราตรีสวัสดิ์ครับ

กลางคืนนั้นผมตื่นขึ้นมาหนึ่งครั้ง เพราะว่าได้ยินเสียง ก็อกๆๆ คร่อกๆๆๆ ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่เพราะผีหลอกหรอกครับ แต่มันเป็นเสียงของเพื่อนข้างห้องอีกคนหนึ่งดังฝากมานั่นเอง เธอยังคงบ่นออกมาให้ได้ยินว่า “นอนไม่หลับเล้ย..”
ผมตื่นขึ้นมาราว 6 โมงเช้า พร้อมๆกับที่พี่แป๊บมาปลุกพอดี หลังจากแกะของต่างๆออกจากหัว หน้า พุง อกและขาแล้ว (ดีนะที่ไม่มีหางให้ติด มิฉะนั้นก็ไม่น่าจะเหลือ) แล้วก็ออกมาดูผลการตรวจอย่างคร่าวๆ ก็พบว่าดีครับ ผมกรนไป 2 รอบเท่านั้น หยุดหายใจช่วงสั้นๆ 5 ครั้ง โดยที่ไม่มีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำเลย น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ก็ต้องรอให้อาจารย์และเพื่อนอาจารย์มาดูผลให้อีกครั้ง
ผมบอกลาพี่แป๊บ ขับรถออกไปซื้ออาหารเช้าให้ลูกเมีย แอบเข้าบ้านเงียบๆเพราะกลัวลูกตื่น จิ๋มบอกผมว่า เมื่อคืนราวตี 3 คุณจ้าเธอตื่นขึ้นมาถามหาพ่อของเธอ กว่าจะนอนหลับไปอีกรอบก็เล่นเอาแม่เธอมึนงงไปเลย และเช้านี้ก็เหมือนกัน ทันทีที่เธอตื่นขึ้นมา ก็ถามแม่เธอว่า “แม่ลงไปเปิดประตูให้พ่อแล้วยัง” ลูกเอ๋ย ห่วงพ่อออกอย่างนี้ ทายซิ ว่าพ่อรักลูกมากแค่ไหน
เห็นเครื่องไม้เครื่องมือแล้ว...น่ากลัวครับ
สวัสดีค่ะ
สรุปว่าเครื่องที่ติดตามส่วนต่าง ๆ ที่ร่างกายของคุณหมอนั้น สำหรับไว้บันทึกผลของการกรน ใช่ไหมคะ ยังไม่ใช่ขั้นตอนการรักษาใช่ไหมคะ คนที่บ้านก็กรนเหลือเกิน ยิ่งอายุมากเหมือนจะยิ่งกรนบ่อยครั้งในแต่ละคืนและดังขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามีภาวะหยุดหายใจ การกรนก็อันตรายมาก แล้วมีวิธีการรักษาหรือแก้ไขให้อาการบรรเทาลงไหมคะ...จะเข้ามาติดตามอ่านเรื่องของคุณหมออีก ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับคุณหมอ
สงสัยเราจะมีเชื้อสาย พันธ์มาทางเดียวกันหรือเปล่า ฮาฮาฮา
แต่ผมคงไม่ต้องขึ้นขั้นอย่างที่คุณหมอทำนะครับ เพราะคนข้างๆ ผมเขาบอกว่าทดได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ชินแล้ว เพราะลูกสามแล้ว ฮิฮิ แต่บางทีอ่านบางข้อมูลแล้วกลัวๆ เหมือนกันครับ
คุณเอก
ผมก็กลัว แต่ดูไปทำไปก็สนุกดีครับ แล้วก็นอนหลับจริงๆเสียด้วย
สวัสดีครับ คุณครู วรางค์ภรณ์ เนื่องจากอวน
ที่ติดทั้งหมด เป็นอุปกรณ์ตรวจครับ ไม่ใช่การรักษา ผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชียวชาญเรื่องการรักษานอนกรนครับ เพราะเป็นหมอสูติ (ที่ไม่ทำคลอด)
คนที่มีปัญหามากๆต้องปรึกษาหมอรักษานอนกรนครับ อาจจะเป็นหมอหูคอจมูก หรืออายุรแพทย์โรคปอด ซึ่งการรักษามีหลายวิธีมาก อันนี้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ครับ ที่เห็นจะมาแรงตอนนี้ก็คือการใส่อุปกรณืบางอย่างที่เป่าลมเข้าไปในจมูกเวลานอน เพื่อเปิดทางเดินหายใจเวลานอนหลับครับ
อาจารย์จารุวัจน์ครับ
แบบนี้ไม่เรียกว่าทนครับ เรียกว่าชินดีกว่า ฮ่าฮ่า
หรือไม่ก็หลับสนิทสุดๆ เนื่องจากเลี้ยงลูกจนสลบ
สวัสดีค่ะหมอแป๊ะ
พี่หนิงว่า สงสัยเราจะสายพันธุ์เดียวกัน อิอิ เมื่อก่อนไม่กรน นะคะ
แต่ช่วงหลังสังเกตุตัวเองว่าตื่นมาคอแห้ง และมาช่วงไปอบรม DSS pro ที่ศาลายา ก็เลยสอบถามกับอาจารย์ที่พักด้วยกัน เขาก็บอกว่า ได้ยินเสียงเหมือนหายใจแรงๆ อิอิ เขาไม่กล้าบอกว่ากรน แหงๆ
แต่ยังไม่เป็นปัญหา เพราะไม่มีคนนอนข้าง อิอิ งั้นเอาไว้ก่อนค่อยรักษาก็ได้เนอะ
พี่หนิงครับ
ที่คอแห้ง สงสัยนอนอ้าปากกว้างแน่ๆเลยครับพี่ ฮ่า ฮ่า
ต้องดูว่า เราอ้สนขึ้นหรือไม่ เพราะการอ้สน ทำให้ไขมันที่โคนลิ้นและกล่องเสียงหนักขึ้น เวลานอนหงาย มันก็ลงไปกดทางเดินหายใจได้ไงครับ
อีกอย่าง การไม่มีคนนอนข้าง ไม่ได้บอกว่าเราไม่ต้องสนใจรักษา หากเราตื่นขึ้นมาทำงานไม่ไหว ง่วงทั้งวัน งีบหลับเวลาประชุม ง่วงเวลาขับรถ อันนี้ต่างหากที่บอกว่าเรากำลังเกิดปัญหาเรื่องการนอน
สวัสดีครับพี่ไมโตะคุง
คิดได้อย่างไร ปลุกขึ้นมาฟังเสียงกรน
แต่ผมเคยได้ยินเสียงกรนตัวเองนะ คือไอ้ตอนที่กรนดังจนปลุกตัวเองเนี่ย ได้ยินบ่อยเชียว
อีกอย่าง หากอยากฟังมากนักก็อัก VDO ไว้สิพี่
อ่านแล้วขำนึกถึงแม่ตัวเอง ว่าจะจับไปทำสักวัน
ตอนนี้เล้งใช้ที่อุดหูนอนสบายแต่ยังห่วงอยู่กลัวแม่จะเป็น stroke หรือ dement สักวัน ว่าไปแล้ว dementia นี่ประเมินยากเพราะความจำใกล้เคียงกันแม่ลูก
สรุปพี่แมะวินิจฉัยว่าเป็นไรอ่ะ
ช่องปากช่องคอปกติดีเนาะ
อาจจะเป็นกรนตามธรรมชาติ คือจะแนะให้ลดความอ้วนพี่แป๊ะก็ผ๊อมผอมขนาดนี้
งั้นแนะให้พี่จิ๋มใส่ที่อุดหูละกัน นอนสบายดีนะ
คุณเล้งตัวเล็ก
พี่แมะยังไม่ได้ดูผล แต่พี่บอกเขาไปแล้วว่ามันน่าจะปกติครับ
แปลกดีครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นเพราะหมอนลูกปัจจุบันดีขึ้นก็ได้
นี่ยังนอนกับแม่อยู่เหรอ น่ารักจังเลยน้องพี่
อ้าว ความแตกเลยว่ายังเป็นสาวโฉด
ฮ่า ฮ่า ไอ้ตัวเล็ก
เห็นข้อความนี้ของอาจารย์ เลยนึกถึงอดีตขึ้นมาเหมือนกันว่าเคยไปตรวจ เนื่องจากมีเพื่อน ๆ และอาจารย์ทักว่าเธอช่างหลับได้หลับดีเสียจริง ๆ ไม่ว่าจะพยายามนั่งหน้า ๆ (ให้อาจารย์ช่วยปลุก จนเลิกปลุกไปแล้ว คงคิดว่าเป็นรูปปั้นประจำห้องเรียน ) เรียกว่านั่งเป็นหลับ ขยับเป็นกินอย่างนั้นเลย ตอนนั้นเลยปรึกษาอาจารย์ให้ไปตรวจ sleep lab ผลปรากฎว่าเป็นโรคแบบขากระตุกจนสะดุ้งตื่นกลางคืน แต่เราไม่รู้ตัว ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่มั้งค่ะ เลยมาเล่าสู่กันฟัง
ว่าแต่อาจารย์สบายดีใช่มั้ยคะ
สวัสดีครับคุณหมอชนิกานต์
นั่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน นี่เป็นสโลแกนของทัวร์คนแก่มิใช่หรือครับ
เรื่องของโรคการนอนนี่รักษายากไม่ใช่เล่นเลยนะครับ เพราะหลายๆโรคเราเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเพราะอะไร หรือรู้แต่รักษายาก เช่นการนอนกรน อันที่จริงมันก็อยู่คู่ครัวเรามานานนมแล้วนะครับ เพียงแต่บรรดาเมียๆทั้งหลายเธอชินกับเสียงของสามีเธอซะอย่างนั้น
แต่ความรู้ที่สะสมมาก็เริ่มพบว่า มันเป็นสาเหตุของโรคอีกตั้งหลายอย่าง เราเลยต้องมี test ขึ้นมา
และเมื่อรู้ก็ยังไม่รู้จะรักษาอย่างไรอีก บ้างก็ให้ลดความอ้วน (ยากที่สุดในโลก) บ้างก็ผ่าตัดอะไรก็ไม่รู้ บ้างก็ใส่ CPAP โชคดีที่ของผมไม่มีปัญหาอะไรครับ
เคยทดสอบการนอนที่โรงพยาบาลศิริราช 2 ครั้งแล้ว ห้องน่านอนมาก ไม่เหมือนในรูปที่เห็นนะ ห้องตกแต่งเหมือนห้องนอนที่บ้านเรา มีห้องน้ำในตัว นอนติดอุปกรณ์อย่างในภาพ สนนราคา 8,000 บาท/ครั้ง โชคดีที่เบิกต้นสังกัดได้ ผลการตรวจมีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ คุณหมอก็เลยให้ใช้อุปกรณ์ฯ ตอนนี้กำลังฝึกใช้เครื่อง... จำชื่อไม่ได้ (ประมาณ เครื่องสร้างแรงดันบวก)เวลาใช้มีการเป่าลมออกมา ทำให้ไม่มีการหยุดหายใจขณะนอน เครื่องที่ใช้ไม่น่ารำคาญเหมือนเครื่องที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ได้ซื้อนะ ตอนนี้มีบริษัทต่าง ๆ ให้ทดลองยืมเครื่องใช้ที่บ้านอยู่ พอใจเครื่องของบริษัทไหนค่อยตัดสินใจซื้อ
สามีนอนกรนคะ ตอนเช้ามักบ่นว่ามึนศีรษะ ลุกขึ้นไม่ค่อยไหว ดิฉันกลุ้มใจกังวลว่าจะไม่ดีต่อสุขภาพของเขา จนต้องมาค้นหาความรู้ทางเน็ต โชคดีมากคะที่มาเจอรุ่นพี่แบบคุณหมอ (นอนกรนศาสตร์)555555555+ ประสบการณ์ของคุณหมอมีประโยชน์สำหรับคนนอนกรนเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ที่สงสัยคือ พวกเรา(ดิฉันกับสามี) ควรเริ่มต้นในการบำบัด รักษาโรคนอนกรนนี้ได้อย่างไร เริ่มต้นที่จุดไหน เริ่มต้นอย่างไร ฝากอาจารย์ตอบเมลล์ของดิฉันด้วยนะคะจะเป็นพระคุณอย่างสูง
ขอบพระคุณคะ
พันทิพา
คุณพันธิพา
ปัจจุบันนี้ มีคลินิกนอนกรนหลายโรงพยาบาลครับ ผมหมายถึงโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ลองสืบหาดูนะครับ
ผมเองมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก เพราะเป็นแค่หมอสูติฯธรรมดาๆเท่านั้น ดังนั้นจึงตอบปัญหาเรื่องเริ่มต้นรักษาไม่ได้จริงๆครับ
ปล. รู้ได้อย่างไรว่าผมเป็นรุ่นพี่กว่า ฮา.......