การจำและการลืม

การจำการลืม 

ผศ.ดร สังคม ภูมิพันธุ์
รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ธรรมชาติของการลืม (The Nature of Forgetting)
          นักการศึกษาให้ความคิดเห็นว่าการลืมเกิดจากประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
          1. การไม่ได้ใช้ (Passive decay through discuss)
          2.การจำบิดเบือน (Systematic distortions of the memory trace)
          3. การสอดแทรกกันของสิ่งที่เรียน (Retroactive and proactice
inhibition)
          4. การตั้งใจที่จะลืมหรือลืมโดยจงใจ (Motivated forgetting)

            การไม่ได้ใช้ การลืมชนิดนี้เกิดจากการสลายตัวของร่องรอยการจำ (Memory Trace) ในสมองซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะเกิดจากการเผาผลาญที่เกิดขึ้นเป็น ปกติของสมอง กระบวนการเผาผลาญอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสับสน และลืมได้ในที่สุด ตัวอย่างเช่น เมื่อเราไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ เมื่อกลับมาถึงบ้านสามารถเล่าเรื่องได้อย่าง ละเอียดแต่เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อย ๆ ลืมไป แม้แต่สถานที่หลัก ๆ ก็อาจลืมได้ อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาก็ไม่เห็นด้วยว่ามีการลืม โดยเฉพาะเมื่อคนนั้นถูกสะกดจิตก็สามารถเล่ารายละเอียด ต่าง ๆ ได้แม้กระทั่งรายละเอียดเกี่ยวกับตนเองตั้งแต่วัยเด็ก นั่นแสดงว่า  ร่องรอยของการ จำมิได้สลายไปตามกาลเวลานั่นเอง
          การจำบิดเบือน การลืมประเภทนี้เกิดจากการสับสนของร่องรอยการจำมิใช่เกิด จากการสลายตัว เพราะกาลเวลาเช่นประเภทแรก การลืมชนิดนี้มักจะปรากฎขึ้นบ่อย ๆ จนทำ ให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ เช่น เมื่อเราได้รับรู้เรื่องของคนใดคนหนึ่งมาแล้วเอาไปเล่าต่อ
บางครั้งก็ตัดทอนบางครั้งก็เพิ่มเติม เนื่องจากการจำเกิดความสับสน จนอาจทำให้เข้าใจ ผิดกันได้
          การสอดแทรกกันของสิ่งที่เรียน การลืมประเภทนี้เกิดจากการสอดแทรกกันของสิ่งที่ เรียนเก่าและใหม่ เข้าทำนอง "ได้หน้าลืมหลัง" หรือ "ได้หลังลืมหน้า" และยิ่งสิ่งที่เรียน ใหม่มีความคล้ายคลึงกับที่เรียนมาแล้วยิ่งสอดแทรกกันมาก  ซึ่งได้กล่าวในทฤษฎีการ รบกวนข้อมูล (Inference Theory)แล้ว
          การลืมโดยจงใจ การลืมประเภทนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ลืมจงใจ  หรือตั้งใจที่จะลืมหรือ ถูกบางสิ่งบางอย่างกดดันให้ลืม เพราะหากไม่ลืมแล้วอาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ความรู้สึก ที่ไม่ค่อยดี นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ บางครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกระทบกระเทือนใจ อย่างรุนแรงมาก อาจทำให้ผู้นั้นลืมแม้กระทั่งชื่อของตนเอง การลืมแบบนี้เรียกว่า เป็นโรคลืม (Amnesia) ซึ่งต้องได้รับการรักษาทางจิตวิทยา

 

ชนิดของการจำ (Kinds of Remembering)
ชนิดของการจำจำแนกได้ดังนี้
           1. การปะติปะต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา (Redintegrative Memory) วิธีการจำแบบนี้
เกิดจากการรวบรวมหรือปะติปะต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาโดยอาศัยสิ่งเร้ามาดลใจ เช่น ในขณะที่เรา
ไปท่องเที่ยวเกิดพบหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับคู่รักของเราในอดีตเมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้วทำให้ภาพเหตุการณ์ที่เราเคยมีสัมพันธไมตรีกับหล่อนปรากฏขึ้นมาได้
           2. การระลึกได้ (Recall) วิธีการจำแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเร้าหรือสิ่งบอกแนะ
(cues) ก็จะนึกออก เช่นการท่องบทอาขยาน การท่องสูตรคูณ การท่องโคลง ฉันท์ กาพย์กลอน การร้องเพลงเป็นต้น การคำนวณหาว่าระลึกได้เป็นปริมาณมากน้อยเท่าใดนั้น ใช้ร้อยละของคำที่ระลึกได้หรือตอบได้ถูก เรียกว่าคะแนนการระลึกได้ (Recall Score)
           3. การรู้จักหรือจำได้ (Recognition or Recognize) วิธีการจำแบบนี้ ผู้จดจำ
ต้องมีความคุ้นเคยหรือได้สัมผัสสิ่งนั้น ๆ มาก่อนแล้ว แต่พอเห็นหรือได้สัมผัสอีกครั้งก็จำได้เรียกว่า
มีการรู้จักนั่นเอง แม้นว่าจะเป็นการรู้จักธรรมดา แต่ก็มีกระบวนการที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่พอ
สมควร ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น เราเคยพบคน ๆ หนึ่ง ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
แต่พอพบกันอีกครั้งหนึ่งก็มีความรู้สึกว่าคน ๆ นี้เราเคยพบที่ไหนมาก่อนแน่ ๆ แต่จำชื่อไม่ได้และจำ
สถานที่ ๆ เคยพบไม่ได้ วิธีจำแบบนี้นำไปใช้มากกับการชี้ตัวผู้ต้องหา โดยก่อนที่จะชี้ตัวผู้ต้องหานั้น
ตำรวจจะนำผู้ต้องหาไปยืนปะปนอยู่กับคนอื่น ๆ แล้วให้เจ้าทุกข์เข้าไปดูและชี้ตัว ถ้าชี้ตัวถูกแสดง
ว่าจำได้ นักจิตวิทยาใช้วิธีการเช่นนี้ในห้องทดลองเพื่อหาคะแนนการรู้จัก โดยครั้งแรกให้ดูรูปภาพ
25 รูป หลังจากดูจนคุ้นตาแล้ว จึงเพิ่มภาพเข้าไปอีก 25 ภาพรวมเป็น 50 ภาพ เอาภาพทั้งหมด
คละกันแล้วให้ผู้ถูกทดลองเลือกและแยกภาพออกมาว่า ภาพใดที่ดูเมื่อครั้งแรก การคำนวณหาคะแนนการรู้จักใช้สูตรดังนี้



คะแนนการรู้จัก=100(จำนวนที่เลือกถูก - จำนวนที่เลือกผิด)
                                           จำนวนทั้งหมด