รถวิ่งไปได้ ๒ ชั่วโมงครึ่ง น้ำจากช่องแอร์ก็หยดลงมาตรงที่นั่งของผม

     เมื่อวานนี้ผมกลับจากการทำธุระที่กรุงเทพฯ ได้ขึ้นรถเมล์วันสุดท้าย (รถร้อน) ก่อนขึ้นราคาจาก 7 บาทเป็น 10 บาท และรถเย็น (แอร์) ขึ้นช่วงละ 1 บาท (เมื่อวานเสีย 13 บาท ต่อไปเสีย 14 บาท)

     ผมมาถึงหมอชิต 2 ตอน ทุ่ม 15 นาที..เดินไปดูวินทัวร์ กับพิษณุโลกยานยนต์ มีเที่ยว 20.30 น.กับ 20.00 น. แต่ผมอยากไปเที่ยวทุ่มครึ่ง..จึงมาดูที่เชิดชัยทัวร์....ปกติเที่ยวนี้จะไม่ค่อยเต็ม...วันนี้เช่นกันยังไม่เต็ม เป็นปอ.๑ เที่ยว 19.40 น. จึงตกลงซื้อ 1 ที่...ครั้งนี้ทางผู้ขายตั๋วเลือกที่นั่งให้ (ถ้าเป็นบขส.หรือทัวร์อื่นจะให้เลือกที่นั่งหรือบอกที่นั่งก่อน) ได้ที่นั่ง 10 A.... ซึ่งปกติผมจะได้ที่นั่งไม่เกินแถวที่ 8..

     ไม่ได้คิดเอะใจอะไร ก็ไปขึ้นรถตอนทุ่มครึ่ง รถยังไม่เข้าชานชลาที่ 32 ก็กลับมาที่ห้องพักผู้โดยสาร จนถึงเวลา 19.40 น. ก็ไปขึ้นรถ...พอสักครู่โอส 2 คนก็ขึ้นมาเ สริฟน้ำคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งมาสอบถามผู้โดยสารว่าจะลงที่ไหน ก่อนที่จะนำไปให้พขร.

      โอสเน้นว่าไม่ได้ไปกับรถด้วย ดังนั้นหากลงในจุดย่อยๆ ให้คุยกับพขร.ด้วย จากนั้นโอสก็ลงจากรถไป วันนี้ 19.50 น. รถก็ออกแล้ว (เพราะว่าคนเต็มรถทุกที่นั่ง) ปกติจะรอให้คนเต็ม รถออกราว ๒ ทุ่มกว่า ๆ พอรถออกไปได้หน่อย ทางเพื่อนคนขับ (อายุมากกว่าเด็กรถ) ก็มาเก็บแก้วเปล่า...วันนี้แจกน้ำกับขนม ไม่แจกน้ำเปล่า..

     รถวิ่งไปได้ ๒ ชั่วโมงครึ่ง น้ำจากช่องแอร์ก็หยดลงมาตรงที่นั่งของผม (ขณะกำลังหลับสบาย)... ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะข้างนอกฝนตกน้ำจึงไหลเข้ามา หรืออาจจะเป็นน้ำจากช่องแอร์ก็ได้ แต่ผมไม่ได้ไปโวยวายอะไร เพราะดูเวลาแล้วน่าจะใกล้เวลาที่รถจะพักที่ร้านอาหารขวัญเรือนแล้ว จึงเอาผ้าห่มคลุมหัว (แต่ผ้าห่มมีกลิ่น จึงมีคำถามในใจที่อยากรู้ว่า ปกติ รถทัวร์ทั่วไป เขามีการ Turn ผ้าห่มไปซักทุกๆ กี่วัน)

     คลุมหัวอยู่ 20 นาที (ระหว่างนั้นก็มีน้ำหยดลงมา น่าจะไม่ต่ำกว่า 100 หยด เพราะหยดตลอดทาง) ก็ถึงร้านอาหารขวัญเรือน...ผมรีบลงไปบอกเพื่อนคนขับ เขาก็บอกว่าเป็นเพราะผู้โดยสารปิดช่องแอร์ น้ำจึงไปกองอยู่ด้านหลัง ผมก็ถามเรื่องเปลี่ยนที่นั่ง เขาบอกว่าไม่มี มีแต่ด้านหน้าสุดข้างคนขับ ผมก็บอกว่าดีกว่าไปนั่งแล้วน้ำหยดใส่

     ตกลงผมก็มานั่งด้านหน้าแทนที่เขา ที่นั่งของเขาเป็นแบบบันได มีที่เช็ดเท้า (ใหม่) วางรองก้นหน่อย ผมไปนั่งแรกๆ ไม่รู้สึกอะไร พอนั่งไปนานๆ ก็เมื่อยเหมือนกัน...ผมนั่งตั้งแต่ร้านอาหารขวัญเรือนมาจนถึงนครสวรรค์..

      ที่สถานีขนส่งนครสวรรค์ รถเข้าท่ามาคันเดียว มีคนรอขึ้นรถที่นี่ 6 คนเพื่อไปลงพิษณุโลก แต่ไปมีคนลงที่สถานีนี้เลย...คนทั้งหมดที่ขึ้นมาใหม่ต้องตีตั๋วยืน (ความจริงนั่งแต่ไม่มีที่นั่ง) ปกติผมไม่เคยเห็นรถแน่นแบบนี้ ในสายที่รถขึ้นจากกรุงเทพฯไป  เคยเห็นแต่สายพิษณุโลกไปเชียงใหม่....ผมคิดว่าจากการที่รถไฟหยุดวิ่ง ได้ส่งผลกระทบมาสู่รถโดยสาร

     ผู้โดยสารหญิง 3 คน มานั่งข้างๆ ผม ๒ คน และไปนั่งด้านล่างอีก ๑ คน กับระยะทางเกือบ 120 กิโลเมตร...เป้าหมายเดียวกันคือหน้า ม.น. ดูจากรองเท้าแล้วน่าจะเป็นพยาบาล ๒ คน และอีก 1 คน เป็นนิสิต..

     เป็นอันว่าเป็นกรรมร่วมกันของผู้โดยสาร 6 คน ที่ต้องเสียค่าบริการเต็มราคา แต่ได้รับบริการไม่เต็มราคา...เป็นการสมยอมกัน ไม่มีใครเรียกร้องสิทธิ์ที่จะได้รับบริการเต็มราคา..อิอิ (แค่รถมาถึงที่หมายเราก็พอใจแล้ว)  ช่วงนี้ใช้เวลาเดินทาง 1.45 ชั่วโมงโดยที่ผมไม่ได้หลับเลย..และเมื่อยก้นชมัด..

     ระหว่างทางมีคนลงไป 2-3 คน คน 3 คน ที่นั่งพื้นก็ไปนั่งเบาะ พอมาถึงหน้ามน. ตอนตีหนึ่ง ก็ไม่มีใครนั่งพื้นอีก (เพราะคนที่นั่งพื้น ลงที่นี่หมด) และรถโดยสารก็มุ่งหน้าไปอุตรดิตถ์ต่อไป....

     ส่วนผมยังมีวิบากกรรมอีกเล็กน้อย คือต้องเดินจากหน้ามอ. มาถึงหอพัก ในระยะทางประมาณ 1 กิโลครึ่ง (เดินประมาณ 25 นาที) ถือว่าได้ออกกำลังกายหลังจากทานข้าวต้มรอบ 5 ทุ่มมา..อิอิ

 

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)