เมตตา มิตร ไมตรี สามคำนี้ เป็นคำอันเดียวกัน

เจริญพร โยมสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน

สุจริตให้ผลอย่างไร ทุจริตให้ผลอย่างไร คิดให้รอบคอบ ก็จะเห็นได้ในปัจจุบันนี้เอง ผู้ประพฤติสุจริต ย่ิอมเป็นผู้ไม่มีภัย ไม่มีเวร มีกาย วาจา ใจ ปลอดโปร่ง ส่วนผู้ประพฤติทุจริต ย่อมตรงกันข้าม มีกาย วาจา ใจ หมกมุ่น กังวล แม้จะมียศ ทรัพย์ ชื่อเสียง เท่าใด ก็ไม่ช่วยให้จิตใจสบายได้ ต้องเปลืองทรัพย์ เปลืองสุข ระวังอยู่รอบด้าน ซึ่งท่านทั้งก็เห็นกันอยู่แล้ว

วิธีปฏิบัติสุจริต มีหลักง่ายๆคือ ไม่พยาบาทกับมีเมตตา เมื่อความหงุดหงิด ไม่พอใจ เป็นความฉุนเฉียว หากแรงขึ้นอีก เป็นพยาบาท อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรตั้งสติพิจารณาโดยคิดว่า นี้เท่ากับทำโทษตน มิใช่ทำโทษผู้อื่นเลย เมื่อตนเองผิดใจ จึงมาลงโทษตนเล่า ผู้อื่นที่ตนโกรธนั้น เขาไม่ได้ทุกข์ร้อนไปกับเราด้วยเลย

เมตตา มิตร ไมตรี สามคำนี้ เป็นคำอันเดียวกัน เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข มิตร คือ ผู้มีเมตตา ปรารถนาสุขต่อกัน ไมตรี คือ ความมีเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า " ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย"  ความสุข ย่อมเกิดจากเหตุภายในคือ สุจริตด้วยธรรม

ในชีวิต ปัจจุบันของผู้ประพฤติสุจริตธรรม หรือทุจริตธรรม เกิดขึ้น พึงทราบว่า ในคราวที่สุจริตที่ได้ทำไว้แล้ว กำลังให้ผลอยู่ ผู้ประพฤติทุจริต ย่อมสมบูรณ์ด้วยสุขสมบัติ อาจเย้ยหยัน ผู้ประพฤติสุจริตได้ แต่เมื่อกาลที่ทุจริตให้ผล ต้องประสบทุกข์ เดือดร้อนด้วยประการต่างๆได้เช่นกัน

สุจริตธรรม อำนวยผลที่ดีคือ ความสุข ทุจริตธรรม อำนวยผลที่ชั่วคือ ความทุกข์ เป็นสิ่งที่แน่แท้แล