ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกเหมือนปีนขึ้นไปบนกำแพงจนสุดแล้วก็หล่นลงมาอีกด้านหนึ่งของกำแพง จนคิดว่า ทำให้เห็นความหมายของคำต่อไปนี้ครับ

  • เห็นสิ่งหนึ่งในสรรพสิ่ง เห็นสรรพสิ่งในสิ่งหนึ่ง ผมเข้าใจว่า สรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ และอยู่ภายใต้กฏพระธรรมชาติเดียวกัน คือ ไตรลักษณ์ : อนิจจัง-สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง ทุกขัง-สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงเป็นทุกข์ อนัตตา-สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่มีความเป็นตัวเป็นตน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป 
  • ภาวนา / สมรรถะ / วิปัสนา :
    ... กระบวนการเรียนรู้ด้านในที่สมบูรณ์ประกอบด้วยปัญญาสามขั้นแห่งจิตตปัญญาศึกษา นั่นคือ การฟังอย่างลึกซึ้ง (สุตตามยปัญญา) การใคร่ครวญด้วยใจ (จินตามยปัญญา) และการภาวนา (ภาวนามยปัญญา)
    ...ในอีกมิติหนึ่งของการขึ้นสู่ยอดเขา สมรรถะเป็นสมาธิหรือพื้นฐานที่จำเป็นของการวิปัสนาเปรียบเสมือนแบ็ตเตอรี่ ส่วนวิปัสนาหรือปัญญาเปรียบได้กับไฟฉายส่องทางสว่าง คนแต่ละคนจะมีแบ็ตเตอรี่และไฟฉายขนาดแตกต่างกัน มีไฟฉายแต่ไม่มีแบ็ตฯ ก็เหมือนการขัดหินให้ใสเหมือนกระจก ประมาณนั้น
  • เห็นคือรูป รู้คือนาม : อานตนะ 12 เห็น สัญญา รู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เป็นสิ่งสมมุติปรุงแต่งไปตามสัญญา ...

ถ้าบังเอิญท่านทั้งหลายผ่านมาอ่านบันทึกนี้ ถ้ามีอะไรจะแนะนำก็ยินดีครับ