พรบ.คุ้มครองเงินฝาก
วันที่ 11 สิงหาคม นี้เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 มีผลบังคับใช้... พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลต่อการลงทุนในหุ้นอย่างไร... ร่วมแลกเปลี่ยนกันนะค่ะ...
วันที่ 11 สิงหาคม นี้เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 มีผลบังคับใช้... พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลต่อการลงทุนในหุ้นอย่างไร... ร่วมแลกเปลี่ยนกันนะค่ะ...
จากที่รัฐเคยคุ้มครองเงินฝากเต็มบัญชีเป็นการคุ้มครองเงินฝากที่จำกัดวงเงิน โดยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นส่วนที่เกินจากวงเงินคุ้มครองผู้ฝากจะได้รับจากการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจัดการกับทรัพย์สินของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาใช้คืนให้กับผู้ฝาก
สำหรับสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก พรบ.ฉบับนี้คงถูกใจผู้ฝากรายย่อยแต่สำหรับผู้ฝากจำนวนมากคงต้องใช้วิธีการบริหารจัดการ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มวิตกว่าจะส่งผลให้ยอดเงินออมของประชาชนในธนาคารจะลดลง
โครงสร้างเงินฝากจะเปลี่ยนไป การแข่งขันเพื่อหาเงินฝากจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะแบงค์ขนาดเล็กที่มีความมั่นคงต่ำกว่าแบงค์ขนาดใหญ่จะต้องหาวิธีการ เช่น เสนอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เพื่อดึงเงินฝาก นอกจากนี้ แบงค์จะต้องบริหารงานให้ดีขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่สาธารณชน เพื่อดึงดูดให้ประชาชนนำเงินมาฝากที่แบงค์
พฤติกรรมการออมจะเปลี่ยนไป หากประชาชนรับรู้ว่า เงินฝากไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงอีกต่อไป โดยเฉพาะเงินฝากในส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อการฝากเงินมีความเสี่ยง และยังให้ดอกเบี้ยในระดับต่ำอยู่ ผู้ฝากจึงต้องสรรหาแหล่งการลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ ประกันชีวิต กองทุนรวม ตั๋วแลกเงิน เป็นต้น ดังนั้น อาชีพการให้คำปรึกษาด้านการเงินส่วนบุคคล (financial planner) จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก การฝากเงินจะเป็นเพียงรุปแบบการลงทุนแบบหนึ่งซึ่งต้องมีการวางแผน ไม่ใช่ฝากเงินไว้แล้วก้อมั่นใจนอนกินดอกเบี้ยไปได้ตลอดอีกต่อไป
และดิฉันคิดว่า จะส่งผลดีต่อการลงทุนในหุ้นก็คือ ประชาชนที่ฝากเงินรายปานกลางขึ้นไป ก็จะนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การลงทุนในหุ้น ประกันชีวิต เพื่อลดความเสี่ยง
ผมคิดว่า 5 แบงก์ใหญ่จะมีต้นทุนเงินฝากที่ต่ำกว่าแบงก์ที่เหลือ เมื่อกฎหมายคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ควบคู่ไปกับกฎเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐานใหม่ (Basel II) และเกณฑ์การบันทึกบัญชีตามมาตรฐานใหม่ (IAS 39) จะทำให้แบงก์ขนาดเล็กขยายธุรกิจได้ยาก เพราะข้อจำกัดในเรื่องการหาเงินฝากและต้นทุนเงินฝากที่สูงกว่า ประกอบกับความสามารถในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าชั้นดีที่อัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้มีจำกัด ทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจสินเชื่อ (ที่มีความเสี่ยงต่ำ) ได้ดีเท่ากับแบงก์ขนาดใหญ่ จึงน่าที่ 5 แบงก์ใหญ่จะขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอีก และน่าจะเกิดการควบรวมกิจการระหว่างสถาบันการเงินขนาดเล็กกันเอง หรือกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั้งของไทยและของต่างประเทศ สถาบันการเงินที่ต้องปรับตัวมากที่สุดเพื่อให้ยืนหยัดกับการแข่งขันได้ จะเป็นสถาบันการเงินขนาดเล็กที่เหลือ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ คงต้องหาพันธมิตรหรือStrategic Partners มาช่วยกันสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและขยายฐานเงินฝาก ส่วนธนาคารของรัฐนั้นคงไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากรัฐบาลเป็นประกันตามกฎหมายอยู่แล้ว
สถาบันการเงินนอกจาก 5 แห่ง ดังกล่าว จะต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างและขยายฐานเงินฝากที่มั่นคง เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยที่จูงใจขึ้น การออกผลิตภัณฑ์เงินฝากในรูปแบบใหม่ๆ ที่จูงใจผู้ออมเงินมากขึ้น อาทิเช่น บัญชีเงินฝากที่ควบคู่กับการประกันสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับเงินฝาก เช่น Money Market Fund หรือเงินฝากที่มีการค้ำประกันเงินต้นแต่อัตราดอกเบี้ยอิงกับผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์
ผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน ผู้ฝากเงินที่เป็นลักษณะผู้ลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเน็ญบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการกเษียณอายุ (RMF) กองทุนรวมโดยทั่วไป ซึ่งมีเงินภายใต้การบริหารการจัดการมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งฝากเงิน
บางส่วนไว้กับสถาบันการเงินเพื่อเป็นการลงทุนและเก็บสภาพคล่องตามระเบียบข้อบังคับและนโยบายของกองทุน นอกจากนั้นยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ มูลนิธิและองค์กรการกุศล ซึ่งมีเงินรวมกันไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท องค์กรเหล่านี้ จะเพิ่มความระมัดระวังและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยถือว่าเงินฝากเป็นทรัพย์สินเพื่อการลงทุน (Asset Class) ประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องลงทุนโดยคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างจริงจังควบคู่ไปกับ Asset Class ประเภทอื่นๆ ผมคิดว่าแบงก์ขนาดเล็กและยังไม่มีฐานผู้ฝากเงินที่มั่นคงพอ จะต้องหันมาพึ่งลูกค้าเงินฝากสถาบันเหล่านี้มากขึ้น โดยระดมเงินฝากในรูปการออกตั๋วเงินฝาก (B/E) หรือตราสารหนี้ในลักษณะที่คล้ายCommercial Paper มากขึ้น
ส่วนผู้ฝากเงินรายย่อยหรือผู้ฝากเงินนิติบุคคลที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท อาจจะมีความกังวลหรือไม่กล้าฝากเงินส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท กับสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียว และกระจายไปฝากยังสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ 5 แห่ง จะได้เงินฝากในส่วนนี้มากกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ ที่เหลือ (ด้วยเหตุผลที่ผมไม่สามารถกล่าวในที่นี้ได้)
แต่โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าทั้งผู้ฝากเงินรายย่อยและผู้ฝากเงินสถาบันจะไม่ค่อยกล้าฝากเงินแบบประจำระยะยาว แต่จะหันไปฝากเงินแบบประจำระยะสั้นๆ เช่น 3 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน เพราะผู้ฝากจะมีการประเมินสถาบันการเงินที่ตนเองฝากบ่อยครั้งขึ้น และอาจมีการเปลี่ยนไปฝากกับสถาบันการเงินอื่นถี่ขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสถาบันการเงินในอีก 3 — 4 ปี ข้างหน้า (ซึ่งกฏหมายคุ้มครองเงินฝากจะทยอยลดการคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป) ว่าจะปรับกลยุทธ์การแข่งขันได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์ขนาดเล็ก แบงก์ที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่เกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่ต้องปรับปรุง แบงก์ใหม่ บริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งหากปรับตัวรองรับกฎหมายและกฎเกณฑ์ใหม่ได้ดี ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งทำได้ ก็จะสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ แต่สถาบันการเงินเหล่านี้ต้องเริ่มปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เพื่อรักษาฐานเงินฝากให้มั่นคง
ในความคิดเห็นของผมการที่รัฐบาลออกพรบ.นี้ขึ้นมาจะทำให้มีการฝากเงินที่ลดน้อยลงโดยเฉพาะนักเก็งกำไรเนื่องจากนักเก็งกำไรนั้นจำเป็นอย่างมากในการฝากเงินเพื่อที่จะเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะต้องมีเงินฝากที่มากพอสมควรเมื่อรัฐบาลออกพรบ.อย่างนี้ออกมาจะทำให้นักเก็งกำไรรายใหญ่ร่วมถึงรายย่อยไม่กล้าที่จะมีเงินในบัญชีมากจนเกินไป
การบังคับใช้ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะทำให้ประชาชนที่มีเงินออมจำนวนมาก ต้องบริหารเงินออม โดยรูปแบบอาจกระจายการออมเงินไปยังธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง หรือกระจายการออมเงินสู่การลงทุนอื่นๆ เพื่อการออมทรัพย์ ส่งผลให้การออมในรูปแบบของการลงทุนในหลักทรัพย์หรือพันธบัตร ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดตราสารหนี้ หรือการซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้รับความสนใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดทุนอีกด้วย
พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อให้ความคุ้มครองเงินฝาก โดยจะมีรายได้จากการเรียกเก็บเบี้ยประกันเงินฝากจากสถาบันการเงิน ที่นำเงินฝากที่ได้จากผู้ฝากเงินมาทำประกันคุ้มครองเงินฝากอีกทอดนั้น
ซึ่งในระยะแรกนั้นสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเรียกเก็บประกันเงินจากสถาบันการเงินเท่ากัน ทุกแห่ง ในอัตรา 0.40 เปอร์เซ็นของเงินฝาก เริ่มตั้งแต่ 11 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป การเก็บเบี้ยประกันเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะเรียกเก็บเบี้ยประกันจากสถาบันการเงินไม่เท่ากัน โดยใช้เกณฑ์เรื่องของฐานะการเงินและการดำเนินงานของสถาบันการเงิน มาเป็นตัววัดในการเรียกเก็บเบี้ยประกัน
ทั้งนี้ จากแนวคิดการเรียกเก็บเบี้ยประกันดังกล่าว ทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินเสียเบี้ยประกันเงินฝากกับสถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตราที่ต่ำ เพื่อหวังให้ต้นทุนในการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ต่ำลงด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีการบริหารการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ต้องควบรวมกิจการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มอำนาจการแข่งขันในกลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ฝากเงิน
โดยความคิดเห็นของข้าพเจ้าแล้วพ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อดี 2 ด้านคือ ช่วยให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดและพัฒนาความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์มากขึ้น จากเดิมที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเลย เพราะ พ.ร.บ.นี้ สถาบันการเงินใดไม่เข้มแข็ง ประชาชนก็ไม่เลือกฝาก และ พ.ร.บ.นี้ยังช่วยให้ ประชาชนมีการพัฒนาระบบการเงินการหาผลตอบแทนมากขึ้นเพิ่มเติมจากการฝากเงินอย่างเดียว.
การค้ำประกันเงินฝาก" ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ เพราะจากนี้ไปการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินอาจมีคำเตือนว่า "การฝากเงิน มีความเสี่ยง" เหมือน "การลงทุน มีความเสี่ยง" เนื่องจากภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หากสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ ผู้ฝากจะได้รับเงินคืนตามจำนวนที่ฝากไว้ แต่ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือ เป็นการจำกัดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก จากปัจจุบันที่
คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน จะทยอยลดลงจนเหลือวงเงินคุ้มครองเงินฝากเพียง 1 ล้านบาท ภายใน 5 ปี โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในปีแรกยังคงคุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน แต่ในปีที่สองจะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 100 ล้านบาท ในปีที่สามจะคุ้มครองเงินฝากในจำนวน 50 ล้านบาท ในปีที่สี่จะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 10 ล้านบาท และในปีที่ 5 จะคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท โดยวงเงินที่ได้รับการคุ้มครองจะได้รับคืนทันทีหรือภายใน 30 วัน หลังจากสถาบันการเงินถูกปิด แต่ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ฝากสามารถขอรับคืนได้จากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น
ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าคิดว่าพรบ. เงินฝากนี้ทำให้เกิดผลดีต่อการลงทุน เพราะจะมีการนำเงินไปใช้ในการลงทุนมากขึ้น (เปรียบการลงทุนเสมือนการออมเงินหรือการฝากเงิน) ทำให้เกิดการขยายตัวในการลงทุน รวมถึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอีกด้วย
การฝากเงินกับสถาบันการเงินเป็นประโยชน์ ในการออมเงินของผู้ฝากในอนาคต เพื่อลดภาวะการคลัง รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันเต็มที่ สมควรนำระบบการคุ้มครองเงินฝากมาใช้ในกลไกการฝากเงิน เพื่อเสริมสร้างความมั่งคงของระบบเงินฝากให้แก่ลูกค้า
พรบ.คุ้มครองเงินฝาก2551 มีผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นอย่างไร
อันดับแรกเลยนะค่ะ. ขออธิบายว่าทำไมถึงต้องใช้พรบ.คุ้มครองเงินฝากฉบับนี้,เพราะการฝากเงินกับสถาบันการเงิน เป็นประโยชน์ในการออมเงินของผู้ฝากในอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นผลให้เกิดภาระการคลังแก่รัฐบาลมากเกินไป ดังนั้นเพื่อลดภาระการคลัง จึงนำระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินมาใช้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น คุณA มีเงิน 10 ล้านบาท ฝากแบงค์ไว้ หากพรบ.นี้บังคับใช้กฏหมายก็จะคุ้มครองเงินของคุณ A แค่ 1 ล้าน อีก 9 ล้านที่คุณ Aฝากไป คุณAต้องทำประกันภัยไว้เองต่างหาก ซึ่งผู้รับทำประกันภัยก็คือแบงค์ที่ คุณAฝากนั้นแหละค่ะ (พูดง่ายๆก็คือเค้าคิดดอกเบี้ยเราส่วนที่ฝากเกิน 1 ล้าน)
ยกตัวอย่าง
กำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองไม่เกินจำนวน ดังนี้
...ปีแรก คุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี
..ปีสอง คุ้มครองรวม 100 ล้านบาท
...ปีสาม คุ้มครองรวม 50 ล้านบาท
...ปีสี่ คุ้มครองรวม 10 ล้านบาท
...ปีห้าเป็นต้นไป คุ้มครองรวม 1 ล้านบาท
*****ในความคิดของดิฉันแล้ว,พรบ.คุ้มครองเงินฝาก2551 มีผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นอย่างแน่นอนค่ะ,เพราะพรบ.คุ้มครองเงินฝากทำให้ผู้ที่มีเงินออมมากๆอยากที่จะกระจายความเสี่ยง โดยการโยกย้ายเงินบางส่วนมาลงทุนในหุ้นมากขึ้น เพราะ พรบ.ฉบับนี้จะทยอยลดการค้ำประกันเงินฝากสำหรับบัญชีที่มีเงินฝากจำนวนมาก จนกระทั่งปีที่ 5 จะค้ำประกันบัญชีเงินฝากทั้งจำนวนที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ต่อบัญชีต่อรายต่อธนาคาร ซึ่งทำให้ประชาชนผู้ฝากเงินทั่วไปมีความสนใจและตื่นตัวในการจัดการด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยในอนาคตค่ะ*-*
โดยส่วนตัวมีความเห็นว่า
พรบ.ฉบับนี้คงถูกใจผู้ฝากรายย่อยแต่สำหรับผู้ฝากจำนวนมากคงต้องใช้วิธีการบริหารจัดการ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มวิตกว่าจะส่งผลให้ยอดเงินออมของประชาชนในธนาคารจะลดลง..
การคุ้มครองเงินฝากมีวัตถุประสงค์ดูแลเงินฝากของรายย่อยเป็นหลัก ในกรณีของคนรวย หรือภาคธุรกิจ เชื่อว่า ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากจริง กลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถเลือกสถาบันการเงินที่มั่นคงในการฝากเงินก้อนใหญ่ หรือบัญชีกระแสรายวันเพื่อหมุนเวียนในการทำธุรกิจได้
ความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในหุ้น คือความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น-ลง ซึ่งอันนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก ที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลง ขณะเดียวกันก็สามารถได้ผลตอบแทนหรือกำไรสูงมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนในหุ้นต้องมีความรู้ความเข้าใจและมีการศึกษาหาข้อมูลมาอย่างดี โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เน้น ลงทุนในหุ้นซึ่งมีเงื่อนไขของการลงทุนให้เลือกหลากหลายได้”
สำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งจัดให้อยู่ที่ยอดของพีระมิด แต่ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงมากเช่นกัน คือการลงทุนในตลาดล่วงหน้าเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า และตราสารอนุพันธ์ อันนี้ไม่ได้แนะนำให้กับผู้ฝากเงินหรือผู้ออมเงินปกติทั่วไป เพราะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญสูง
พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 กับการลงทุนในหุ้น
หลังจากที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.) มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ส.ค.นี้
สาระสำคัญ :ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้การคุ้มครองเงินต้นแก่ผู้ฝากเงินในจำนวนเท่ากันทุกธนาคาร ในช่วงเวลา 4 ปี ทั้งนี้ปีแรกจะรับประกันเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนในทุก ๆบัญชีรวมกัน ปีที่ 2 รับประกันเงินฝาก 25 ล้านบาท ต่อคนในทุก ๆบัญชี ปีที่ 3 รับประกันเงินฝาก 10 ล้านบาท ต่อคนในทุก ๆบัญชี และปีที่ 4 เป็นต้นไปรับประกันเงินฝาก 1 ล้านบาท ต่อคนในทุกๆบัญชี ซึ่งเป็นการเปิดช่องรับมือหาก 4 ปีแรก เศรษฐกิจ-ระบบการเงินปั่นป่วน
ความคิดเห็น:ในระยะเวลา 5 ปีหลังมีการประกาศใช้พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะทำให้มีเงินฝากบางส่วนไหลเข้าตลาดทุนในลักษณะทยอยไหลเข้า ซึ่งจะทำให้ตลาดมีแรงซื้อมากขึ้น และอยากแนะนำให้นักลงทุน ลงทุนในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มี Net Profit ที่สูงขึ้นจากปีก่อนและมีอนาคตที่ดีจากการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
ซึ่งเงินฝากบางส่วนก็จะไหลเข้าอุตสาหกรรมกองทุนรวมและธุรกิจประกันชีวิต ประมาณ 50% จากปัจจุบันมีเงินฝากทั้งระบบ 6 ล้านล้านบาท
*** สำหรับนักลงทุนที่มีความกังวล สามารถตรวจสอบได้จากการดูราคาหุ้นของธนาคาร รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการฝากเงินของรายใหญ่ หากมีความผิดปกติ
พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ 2551
การมีพรบ.คุ้มครองเงินฝากออกมา ก็เพื่อคุ้มครองเงินฝากของรายย่อยรายย่อยในที่นี้คือคนที่มีเงินฝากในทุกบัญชีของธนาคาร 1 แห่งไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึง 98% ของเงินฝากรวมทั้งระบบเนื่องจากรายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความถนัดในเรื่องของการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากแหล่งอื่น เช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันบัตรตลาดตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุนต่าง ๆ นอกจากการฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ยเท่านั้นผิดกับลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาทซึ่งมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายกว่าเนื่องจากมีความได้เปรียบในเรื่องของข้อมูลเชิงลึก อย่างไรก็ตามหากคนที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท และไม่อยากแตกบัญชีไปฝากไว้กับธนาคารหลายที่คงต้องติดตามฐานะการเงินของธนาคารที่มีเงินฝากอยู่เป็นระยะหากฐานะการเงินไม่น่าไว้วางใจก็ยังพอเวลาที่จะถอนเงินไปฝากธนาคารอื่นที่มั่งคงกว่าได้เนื่องจากการสั่งปิดธนาคารแต่ละแห่งที่มีฐานะไม่มั่งคงนั้นทางการจะต้องให้โอกาสธนาคารแห่งนั้นแก้ไขปัญหาของตัวเองไปก่อนหากแน่ใจว่าไม่ไหวจึงสั่งปิด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรที่จะทำให้ลูกค้าที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ไหวตัวได้ทัน
ความคิดเห็นกับการลุงทุน
ข้าพเจ้าคิดว่า พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำให้ผู้ออมคำนึงถึงการบริหารเงินตนเองมากขึ้นและทำให้ตลาดรองตราสารหนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะจากผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่มีความมั่นคงแต่ผู้ลงทุนเองก็จะมีการกระจายการลงทุนไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เช่นกองทุนรวม ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ฝากค่ะ
พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากของไทย มีจุดประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง คือ การให้ความคุ้มครองผู้ฝากเงินรายย่อยซึ่งเป็นผู้ฝากจำนวนมากในสถาบันการเงิน ให้ได้รับเงินคืนเมื่อสถาบันการเงินปิดกิจการหรือไม่มีความสามารถในการจ่ายคืนเงิน โดยมีการกำหนดจำนวนเงินคุ้มครองที่ผู้ฝากจะได้รับคืนจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากไว้ชัดเจน เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนกของผู้ฝากไม่ให้พากันถอนเงิน โดยเฉพาะผู้ฝากที่มีจำนวนเงินฝากอยู่ภายในวงเงินที่ได้รับการคุ้มครองก็จะมั่นใจว่าจะได้เงินฝากคืนจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากอย่างแน่นอน
โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีหลายประการด้วยกัน เช่น การคุ้มครองผู้ฝากเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อหนึ่งสถาบันการเงิน ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทผู้ฝากสามารถขอรับคืนได้จากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น
เมื่อสถาบันการเงินถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อจัดการกับทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกปิดเพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งรวมถึงเงินฝากส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ได้รับการคุ้มครองด้วยส่วนเหตุผลของการออกกฎหมายนี้มาบังคับใช้ก็คือ จากหลักการเดิมที่มีการคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวนนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นผลให้เกิดภาระการคลังแก่รัฐมากเกินไปอีกทั้งยังไม่มีกลไกดำเนินการที่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อลดภาระการคลังจึงมีการนำระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินมาใช้ พร้อมกำหนดกลไกต่างๆ ในการคุ้มครองเงินฝาก อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบ สถาบันการเงิน อันจะเป็นการสนับสนุนการออมเงินของประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินภาพรวม
ขณะนี้สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มทำความเข้าใจกับผู้ฝากเงินแล้วเพื่อเตรียมความพร้อมถ้าหากจะมองในแง่ดีคือต่อไปประชาชนผู้ฝากเงินจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะบริหารจัดการเงินให้มีประเสิทธิภาพ แต่ในช่วงแรกของการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝากอาจจะทำให้ประชาชนมีความสับสนบ้างแต่ก็เป็นการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากที่รัฐเคยคุ้มครองเงินฝากเต็มบัญชีเป็นการคุ้มครองเงินฝากที่จำกัดวงเงิน โดยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นส่วนที่เกินจากวงเงินคุ้มครองผู้ฝากจะได้รับจากการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจัดการกับทรัพย์สินของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาใช้คืนให้กับผู้ฝาก
ข้าพเจ้าคิดว่า การมีพ.รบ.ฉบับนี้ขึ้น จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนรายย่อย ไปอยู่กับการลงทุนอื่นๆมากขึ้นแทนที่การออมทรัพย์ เนื่องจากความสับสนรวมถึงการไม่มีความรู้เรื่องผลกระทบต่างๆ รวมถึงยังไม่มีความรู้เรื่อง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งพ.ร.บ.นี้จะไม่ค่อยมีผลกระทบต่อผู้ออมทรัพย์รายย่อย
พรบ. “คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน” 2551
สำหรับทุกบัญชีที่ผู้ฝากเงินมีต่อสถาบันการเงินที่กำลังจะถูกควบคุมและเพิกถอนใบอนุญาต ดังนี้ .-
ปี1 คุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี
ปี2 คุ้มครองรวม 100 ล้านบาท
ปี3 คุ้มครองรวม 50 ล้านบาท
ปี4 คุ้มครองรวม 10 ล้านบาท
ปีห้าเป็นต้นไป คุ้มครองรวม 1 ล้านบาท
การกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองเงินฝากที่จริงใจและหวังผลเท่าเทียมกันแบบเสมอภาคถ้วนทั่ว ควรกำหนดเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินฝากในบัญชีเงินฝากไปเลย รวยมาก รวยน้อย โดนหมดเท่าเทียมกัน ... เช่น
ปี 1 คุ้มครอง 100% เต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี
ปี 2 คุ้มครองรวม 85 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี
ปี 3 คุ้มครองรวม 60 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี
ปี 4 คุ้มครองรวม 45 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี
ข้าพเจ้ามีความเห็นพรบ.มีผลกระทบต่อผู้ลงทุน เพราะ พรบ.คุ้มครองผู้ฝากรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ ผู้ทีฝากเป็นจำนวนมากในอนาคตก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับเงินคืน ทำให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปอาจจะยอมเสี่ยงโดยหันมาลงทุนหุ้น กองทุนรวม พันธบัตร ซึ่งดูแล้วอาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าก็ได้
****สำหรับความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าพรบ.นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียในหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป พรบ.ฉบับนี้คงถูกใจผู้ฝากรายย่อยแต่สำหรับผู้ฝากจำนวนมากคงต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่มั่นคงกว่าเดิม ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มวิตกว่าจะส่งผลให้ยอดเงินออมของประชาชนในธนาคารจะลดลง****
การคุ้มครองเงินฝาก
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ กองทุนคุ้มครองเงินฝาก เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองและการจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน
ส่วนที่หนึ่ง กองทุนคุ้มครองเงินฝาก
ประกอบด้วย เงินที่สถาบันการเงินนำส่ง ดอกผลของกองทุน และเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการชำระบัญชี ทั้งนี้สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้อง นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง และเมื่อนำส่งเงินเข้ากองทุนแล้วสถาบันการเงินจะไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป หากสถาบันการเงินใดไม่นำส่ง หรือนำส่งไม่ครบ จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนเงินดังกล่าว และให้ถือว่าเงินที่ส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับต่อจากหนี้ภาษีอากรของสถาบันการเงิน
ส่วนที่สอง เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ประกอบด้วย
(1) เงินฝากทุกประเภทของสถาบันการเงินที่นำมาคำนวณยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย และดอกเบี้ยค้างจ่ายที่เกิดจากเงินฝากนั้นจนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และ
(2) เงินฝากดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข คือ ต้องเป็นเงินฝากและ ดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาท ต้องเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากภายในประเทศ โดยต้องมิใช่เงินฝากในบัญชีประเภทบัญชีเงินฝากของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและให้ คณะกรรมการประกาศรายละเอียดประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ในราชกิจจานุเบกษา
ส่วนที่สาม การจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน
ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว จึงเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ตลอดจนสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
(1) กำหนดให้สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินตลอดจนเอกสารทั้งปวงของสถาบันการเงิน และกำหนดให้คณะกรรมการควบคุม หรือผู้แทนนิติบุคคลของสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ดูแลจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินและทรัพย์สิน ตลอดจนเอกสาร ทั้งปวงให้แก่สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สถาบัน การเงินนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาต
(2) กำหนดหน้าที่ของสถาบันที่จะต้องประกาศกำหนดให้ผู้ฝากเงินมายื่นคำขอรับเงินภายในสี่สิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต
(3) กำหนดให้ผู้ฝากเงินมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นคำขอรับเงินและแสดงพยานหลักฐานเพื่อขอรับเงินภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สถาบันประกาศกำหนดให้มายื่นคำขอรับเงิน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนี้ หากรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็น รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน
(4) กำหนดให้สถาบันต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินแต่ละรายผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีหรือทายาทภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฝากเงินยื่นขอรับเงินโดยสถาบันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินที่ฝากไว้สำหรับทุกบัญชีรวมกันในแต่ละสถาบันการเงิน แต่หากเงินฝากทุกบัญชีรวมกันดังกล่าวมีจำนวนเกินกว่าหนึ่งล้านบาท ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่งล้านบาท (มาตรา 53)
ในกรณีที่มีชื่อบุคคลหลายคนร่วมกันเป็นเจ้าของบัญชี ให้สถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีแต่ละคนตามส่วนที่บุคคลนั้นมีสิทธิในบัญชีเงินฝาก หากไม่อาจทราบจำนวนเงินฝากที่แต่ละคนมีส่วนในบัญชี ให้ถือว่าผู้ฝากเงินดังกล่าวมีส่วนเท่ากัน
การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
(5) เมื่อสถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตาม (4) แล้ว ให้สถาบันเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ฝากเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้ว และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินนั้นจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ชำระบัญชี โดยมีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญของสถาบันการเงินนั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้าคิดว่า เป็นการคุ้มครองเงินฝากกับสถาบันการเงินที่เป็นเงินบาท ข้าพเจ้าว่าเป็นการดีต่อประเทศที่คุ้มครองเงินบาทไทยและบัญชีเงินฝากภายในประเทศด้วย ทำให้สถาบันการเงินมั่นใจในความปลอดภัยเพราะมีการคุ้มครองและไว้ว่างใจใน พรบ.นี้ด้วย
พรบ.คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน 2551 สาระสำคัญ 1) กำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันเงินฝากของประชาชนรายย่อยที่ฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 2) ประกันขั้นสูงสุด 1 รายต่อ 1 บัญชีต่อ 1 ล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในปีแรกๆของการบังคับใช้กฎหมายอาจจะทยอยลดวงเงินค้ำประกันลงมา จากปีแรก 50ล้านบาท ปีต่อไปเหลือ 25 ล้านบาท ปีที่สามเหลือ 10ล้านบาท ก่อนจะเหลือเพียง 1 ล้านบาท ในปีที่ 4‐5 ซึ่งจะครอบคลุมบัญชีเงินฝาก 98.5% หรือประมาณ 45.7 ล้าน บัญชี (ตามกฎหมายจะเป็นเจ้าหนี้รายแรกของธนาคารพาณิชย์) 3) สถาบันการเงินแต่ละแห่งต้องส่งเงินเข้าสมทบให้กับสถาบันฯ เท่ากับ 0.4% (flat rate) ของฐานเงินฝากในระยะแรกที่ประกาศใช้กฎหมาย แต่จะไม่เกิน 1% ของฐานเงินฝาก และเมื่อมีความพร้อมจึงจะกำหนดอัตราเงินสมทบ ใหม่ตามเครดิตของธนาคารแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีบริษัทจัดอันดับเครดิตเป็นผู้กำหนด ความคิดเห็น ข้าพเจ้าคิดว่าพรบ.คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน 2551จะทำให้ผู้ที่มีเงินฝากไว้กับธนาคารเป็นจำนวนมาก เกิดความกังวน เนื่องจากสถาบันการเงินจะมีการลดวงเงินค้ำประกันทุกปี ซึ่งผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมากต้องกระจายความเสี่ยงโดยนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่มีความแน่นนอนมากกว่า ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยอย่างหนึ่งของผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมาก แต่ พรบ. ฉบับนี้กับส่งผลดีต่อผู้ฝากรายย่อย โดยการเน้นให้ความคุ้มครองผู้ฝากรายย่อย
พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 กับการลงทุนในหุ้น
หลังจากที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.) มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ส.ค.นี้
สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้การคุ้มครองเงินต้นแก่ผู้ฝากเงินในจำนวนเท่ากันทุกธนาคาร ในช่วงเวลา 4 ปี
ปีแรก จะรับประกันเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนในทุก ๆบัญชีรวมกัน
ปีที่ 2 รับประกันเงินฝาก 25 ล้านบาท ต่อคนในทุก ๆบัญชี
ปีที่ 3 รับประกันเงินฝาก 10 ล้านบาท ต่อคนในทุก ๆบัญชี
ปีที่ 4 เป็นต้นไปรับประกันเงินฝาก 1 ล้านบาท ต่อคนในทุกๆบัญชี ซึ่งเป็นการเปิดช่องรับมือหาก 4 ปีแรก เศรษฐกิจ-ระบบการเงินปั่นป่วน
**ความคิดเห็นของดิฉัน คิดว่า พ.ร.บ.นี้จะส่งผลให้เงินไหลเข้าตลาดทุนมากขึ้น ผู้ออมทรัพย์รายย่อยจะไม่มีผลกระทบมากนัก ส่วนผู้ออมทรัพย์รายใหญ่ก็ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการเลือกลงทุนในหมวดอสังหาริมทรัพย์จะดีกว่า
เงินฝาก จิงๆ แล้ว ไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง (risk-free) เนื่องจาก เงินฝาก มีลักษณะคล้ายตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง (debt instrument หรือ fix income instrument) ดังนั้น ความเสี่ยง (default risk) จึงขึ้นกับผู้ออก เป็นหลัก และผู้ออกตราสารเงินฝากก้อคือ ธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นเงินฝากจึงมีความเสี่ยง ไม่เหมือนกับ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (government bond) ซึ่งจะเรียกได้ว่า ปราศจากความเสี่ยง (default risk free) อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เงินฝากมีความเสี่ยงที่ผันผวนขึ้นกับสถานะของแบงค์ จะทำให้ระบบการเงินไม่มั่นคง โดยเฉพาะในประเทศที่ ตลาดเงินยังอยู่ในช่วงพัฒนา (emerging market)
ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ การกลัวปัญหา การแห่ถอนเงินจากแบงค์ (bank panic) เวลามีข่าวในทางไม่ดีเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ประกอบกับ ปัญหาที่เคยมีสถาบันการเงินล้มไปหลายแห่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลได้มีการให้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เข้ามาทำการประกันหรือคุ้มครองเงินฝากในแบงค์ทุกแห่ง เพื่อเรียกความเชื่อมันในระบบสถาบันการเงินกลับมา โดยมีเงื่อนไขให้แบงค์ส่งเงินสมทบ กองทุนฟื้นฟูในสัดส่วน 0.04% ของยอดเงินฝากทั้งหมด การคุ้มครองเงินฝากของกองทุนฟื้นฟู เป็นแบบ blanket guarantee คือ คุ้มครองเต็มจำนวนเงินฝาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บทบาทหน้าที่ของกองทุนฟื้นฟูหมดลง ดังนั้น จึงควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝากดังกล่าวโดยตรง ทำให้มีการผลักดันออกมาเป็น พรบ คุ้มครองเงินฝาก ใช้เวลาดำเนินการศึกษาแก้ไขกันนานหลายปี จนได้ข้อสรุป เป็น พรบ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 (Deposit Protection Agency หรือ DPA) โดยจะให้ความคุ้มครองเงินฝาก แบบ partial guarantee คือ คุ้มครองแบบจำกัดวงเงิน โดยวางเป้าหมายไว้ที่การคุ้มครองที่วงเงินฝาก 1 ล้านบาท ในแต่ละแบงค์ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ 11 สิงหาคม นี้เป็นไป ในปีแรก ยังมีการคุ้มครองเต็มจำนวน และจะลดวงเงินคุ้มครองไปแต่ละปี จนกระทั่งเหลือ 1 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการปรับตัวให้สอดคล้องกัน จำนวนเงินที่คุ้มครองแต่ละปี มีดังนี้
- ปีที่ 1 คุ้มครองเต็มจำนวน
- ปีที่ 2 คุ้มครอง 100 ล้านบาท
- ปีที่ 3 คุ้มครอง 50 ล้านบาท
- ปีที่ 4 คุ้มครอง 10 ล้านบาท
- ปีที่ 5 คุ้มครอง 1 ล้านบาท
ผลกระทบของจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
- โครงสร้างเงินฝากจะเปลี่ยนไป การแข่งขันเพื่อหาเงินฝากจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะแบงค์ขนาดเล็กที่มีความมั่นคงต่ำกว่าแบงค์ขนาดใหญ่จะต้องหาวิธีการ เช่น เสนอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เพื่อดึงเงินฝาก นอกจากนี้ แบงค์จะต้องบริหารงานให้ดีขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่สาธารณชน เพื่อดึงดูดให้ประชาชนนำเงินมาฝากที่แบงค์
- พฤติกรรมการออมจะเปลี่ยนไป หากประชาชนรับรู้ว่า เงินฝากไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงอีกต่อไป โดยเฉพาะเงินฝากในส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อการฝากเงินมีความเสี่ยง และยังให้ดอกเบี้ยในระดับต่ำอยู่ ผู้ฝากจึงต้องสรรหาแหล่งการลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ ประกันชีวิต กองทุนรวม ตั๋วแลกเงิน เป็นต้น ดังนั้น อาชีพการให้คำปรึกษาด้านการเงินส่วนบุคคล (financial planner) จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก การฝากเงินจะเป็นเพียงรุปแบบการลงทุนแบบหนึ่งซึ่งต้องมีการวางแผน ไม่ใช่ฝากเงินไว้แล้วก้อมั่นใจนอนกินดอกเบี้ยไปได้ตลอดอีกต่อไป
เกร็ดความรู้ - ทำไมเราจึงใช้คำว่า คุ้มครองเงินฝาก แทนคำว่าประกันเงินฝาก เนื่องจาก มองว่า คำว่า "คุ้มครอง" หมายถึงการที่ภาครัฐเข้ามาให้การดูแล และเป็นการคุ้มครองภาคบังคับ ซึ่งผู้ฝากไมได้มีสิทธิเลือก แต่คำว่า "ประกัน" จะหมายถึงการที่ผู้ฝากมีสิทธิเลือกได้ว่า ต้องการให้คุ้มครองมากน้อยแค่ไหน และจ่ายเบี้ยประกันตามอัตราที่เหมาะสม
อาจมีผลดีต่อการลงทุนนะ แทนที่จะเอาเงินไปฝากในธนาคาร แต่เอามาหมุนเวียนในการลงทุน ทำให้การลงทุนมีการเจริญเติบโต
หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากพ.ศ. ... ในวาระ 2 และ 3 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 และล่าสุด พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 โดยพ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วัน หรือ 6 เดือน นับจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็คือกลางเดือนสิงหาคม 2551
สาระสำคัญของพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก
- วัตถุประสงค์ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ ให้ยกเลิกการคุ้มครองเงินฝากจากปัจจุบันที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน คุ้มครอง หรือจ่ายคืนเงินฝากให้เต็มจำนวนทั้ง 100% เป็นให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากที่จะจัดตั้งขึ้น คุ้มครองเงินฝากเพียงบางส่วน ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น และเป็นการคุ้มครองต่อรายต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง รวมทั้งเป็นการคุ้มครองเงินฝากในประเทศทุกประเภทที่เป็นเงินบาท
- วงเงินคุ้มครอง หรือการจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงิน กฎหมายกำหนดไว้ คือ ปีแรก จะคุ้มครองเงินฝาก หรือจ่ายคืนเงินให้ประชาชนผู้ฝากเงิน ในกรณีสถาบันการเงินล้ม หรือเกิดปัญหาเต็มจำนวนตามวงเงินที่ฝาก ส่วนปีที่ 2 ให้ลดลงมาคุ้มครองเพียง 100 ล้านบาท ในปีที่ 3 ลดลงมาคุ้มครองเหลือ 50 ล้านบาท ในปีที่ 4 คุ้มครองเพียง 10 ล้านบาท และปีที่ 5 เป็นต้นไป ความคุ้มครองเงินฝากจะลดลงเพียง 1 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากจ่ายเงินภายในไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้ฝากเงินยื่นขอ
วงเงินที่จะได้รับการคุ้มครองตามช่วงเวลาของการบังคับใช้กฎหมายนี้ *
วงเงินที่จะได้รับการคุ้มครองต่อรายต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง
ปีแรก (เริ่มประมาณกลางเดือนส.ค. 51) คุ้มครองเต็มจำนวน 100%
ปีที่ 2 ไม่เกิน 100 ล้านบาท
ปีที่ 3 ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ปี่ที่ 4 ไม่เกิน 10 ล้านบาท
ปี่ที่ 5 หรือประมาณกลางเดือน ส.ค. 55 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท
* อยู่ในมาตรา 53 และ บทเฉพาะกาล มาตรา 72
อย่างไรก็ตาม การกำหนดวงเงินคุ้มครองอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดย
(1) ในบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 72 ระบุว่า ในช่วง 4 ปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย หากภาวะเศรษฐกิจและระบบการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องกำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นจากที่กำหนด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และ
(2) ในมาตรา 54 กำหนดให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินสูงกว่า 1 ล้านบาท เป็นการทั่วไปหรือ ให้แก่ผู้ฝากเงินประเภทหนึ่งประเภทใดเพื่อความเป็นธรรมได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การนำส่งเงินสมทบของสถาบันการเงิน กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกา แต่ ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งในครั้งแรกอัตราเงินนำส่งจะเป็นอัตราเดียว สำหรับครั้งต่อไปจะกำหนดอัตราดังกล่าวให้แตกต่างกันตามประเภท หรือฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ได้
จากการศึกษาในเบื้องต้น พบว่ากฎหมายฉบับนี้ น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการเงินและผู้ฝากเงินอยู่ในวิสัยที่จะปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารจะต้องเร่งสร้างฐานะการเงินให้มั่นคง ปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันการแข่งขันเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าจะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออก B/E เพื่อระดมเงินทุน, การแนะนำทางเลือกให้ลูกค้าใช้บริการผ่านบริษัทในเครือ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น
น่าจะดีต่อการลงทุน เพราะประชาชนอาจจะเลือกที่จะนำไปลงทุนให้ได้กำไรมากกว่าที่จะนำไปฝากแต่ไม่มีความคุ้มครองให้
พระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝากเมื่อมีผลบังคับใช้ควรทำอย่างไร
กล่าวคือ เป็นการจำกัดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก จากปัจจุบันที่คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน จะทยอยลดลงจนเหลือวงเงินคุ้มครองเงินฝากเพียง 1 ล้านบาท ภายใน 5 ปี โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในปีแรกยังคงคุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน แต่ในปีที่สองจะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 100 ล้านบาท ในปีที่สามจะคุ้มครองเงินฝากในจำนวน 50 ล้านบาท ในปีที่สี่จะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 10 ล้านบาท และในปีที่ 5 จะคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท โดยวงเงินที่ได้รับการคุ้มครองจะได้รับคืนทันทีหรือภายใน 30 วัน หลังจากสถาบันการเงินถูกปิด แต่ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ฝากสามารถขอรับคืนได้จากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฝากเงินควรรู้และทำความเข้าใจเพื่อความไม่ประมาท คือ การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวจะคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กฎหมายกำหนดต่อรายผู้ฝากเงินต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งบุคคลธรรมดา และนิติบุคลคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัท มูลนิธิ กองทุน หรือสมาคมการกุศลใดๆ ก็ตาม จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากเหมือนกันอย่างเท่าเทียม คือ คุ้มครองเงินฝากตามวงเงินกฎหมายกำหนดต่อรายต่อสถาบันการเงิน และสิ่งที่ควรทราบอีกอย่าง คือ ภายใต้กฎหมายนี้หากสามีภรรยาเปิดบัญชีเดียวโดยใช้ชื่อร่วมกัน เช่น มีบัญชีเงินฝากอยู่ 1,800,000 บาท หากสถาบันการเงินนั้นถูกปิด จะได้รับการคุ้มครองทั้งสามีและภรรยา คือ หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนการคุ้มครองตั้งแต่ต้นว่าหากสถาบันการเงินมีปัญหาจะแบ่งสัดส่วนการคุ้มครองกันเท่าไร ให้ถือว่าแบ่งกันคนละครึ่ง กล่าวคือ สามีจะได้การคุ้มครอง 90,000 บาท และภรรยาได้รับการคุ้มครอง 90,000 บาท เนื่องจากภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สามี กับภรรยา ไม่ถือเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงได้รับการคุ้มครองเงินฝากทั้งสองคน หรือกรณีเปิดบัญชีร่วม 3 คน ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าไม่มีการกำหนดสัดส่วนแบ่งการคุ้มครองไว้ให้ ก็ให้แบ่งการคุ้มครองเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน สำหรับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง สาขาธนาคารต่างประเทศ 16 แห่ง บริษัทเงินทุน 5 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง ทั้งนี้ไม่นับรวมถึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน อย่างไรก็ตาม หากธนาคารเฉพาะกิจเกิดปัญหาก็มีรัฐบาลรับผิดชอบดูแล เหมือนสโลแกนที่ติดอยู่หน้าธนาคารออมสินว่า "รัฐบาลเป็นประกัน" ซึ่งมีมานานแล้ว เพราะฉะนั้นภายใต้กฎกติกาดังกล่าว ผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะประชาชนทั่วไป จะรู้ได้อย่างไรว่าธนาคารที่ฝากเงินจะเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ หรือฝากเงินกับสถาบันการเงินใดแล้วมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งความจริงอาจเข้าไปดูที่งบการเงินก็ได้ แต่ตัวเลขในงบการเงินอาจซับซ้อนมาก แต่มีหลักง่ายๆ ที่สามารถวัดความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้ระดับหนึ่ง โดยนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย ได้เสนอวิธีในหลักการง่ายๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ประชาชนควรรู้ คือ 1.ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 2.ตัวเลขการกันสำรองเผื่อหนี้เสีย 3.ตัวเลขเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) โดยธนาคารใดหากมี NPL สูง เมื่อเทียบกับตัวเลข NPL ทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6-7% ให้ถือว่าสถาบันการเงินนั้นอาจมีความเสี่ยง และเมื่อเห็น NPL แล้ว แต่สิ่งที่ต้องดูควบคู่กันด้วย คือ ตัวเลขการกันสำรองเพื่อหนี้จัดชั้น ซึ่งสิ่งที่ควรดู คือ ธนาคารนั้นๆ มีการตั้งกันสำรอง NPL ครบหรือยัง และสุดท้ายที่ควรรู้ คือ BIS ratio ซึ่งตามกฎหมายกำหนดต้องมี BIS ratio ไม่ต่ำกว่า 8.5% ซึ่งปัจจุบัน BIS ratio ของระบบสถาบันการเงินอยู่ที่ 11-12% ซึ่งถือว่าสูง แต่บางแห่งอาจน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สถาบันการเงินทุกแห่งต้องเปิดเผยอยู่แล้ว โดยอาจติดประกาศอยู่ที่สาขาธนาคารพาณิชย์และในเว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่ง ดังนั้นถ้าใครมีเงินมากก็ต้องหาความรู้ทำความเข้าใจว่ามีทางเลือกต่างๆ ทางใดที่จะมีประโยชน์ต่อการลงทุน ถ้าไม่อยากเสี่ยงหรือกลัวมากก็ควรกระจายการลงทุน คือ ฝากธนาคารบ้าง ลงทุนในกองทุน หรือตราสารอื่นๆ แต่การลงทุนในตราสารอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ผลตอบแทนสูง หรือถ้าต้องการความมั่นคง แต่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ก็อาจลงทุนในที่ดิน เป็นต้น
สาระสำคัญของ
พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก 2551 คือการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ราชการและรัฐวิสาหกิจ และมีคณะกรรมการคุ้มครองเงินฝากซึ่งมาจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและการเงินการคลัง โดยจำนวนเงินฝาก 1 ล้านบาทแรกเท่านั้นที่จะได้รับการคุ้มครอง และในระยะแรก ธนาคารต่าง ๆ จะต้องเข้าเป็นสมาชิก และส่งเงินเข้าสมทบให้กับสถาบันฯ แทนการการส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ในอัตราเดียวคือร้อยละ 0.4 ของมูลค่าเงินฝากแต่ละธนาคาร หลังจากนั้นเมื่อมีความพร้อม จะคิดอัตราเงินสมทบตามความเสี่ยง (risk premium rate) ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิตจะเป็นผู้กำหนดตามความน่าเชื่อถือของแต่ละธนาคาร แต่จะให้เวลานานถึง 5 ปีในการทยอยลดวงเงินคุ้มครอง ให้เหลือไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อ 1 สถาบันการเงิน เพื่อให้ทั้งสถาบันการเงินและผู้ฝากเงินปรับตัว ดังนี้ - ปีที่ 1 คุ้มครองเต็มจำนวน - ปีที่ 2 คุ้มครอง 50 ล้านบาท - ปีที่ 3 คุ้มครอง 25 ล้านบาท - ปีที่ 4 คุ้มครอง 10 ล้านบาท - ปีที่ 5 คุ้มครอง 1 ล้านบาท
*****ในความคิดของดิฉัน คือ ในพ.ร.บ.นี้จะคุ้มครองสำหรับผู้ฝากเงินรายย่อย ส่วนผู้ฝากเงินรายใหญ่ก็ต้องกระจายความเสี่ยงซึ่งมีความผิดปกติเกิดขึ้น ก็สามารถถอนเงินออกไปได้ ก็ทำให้มีเงินไหลเวียนเข้าในตลาดทุนมากขึ้น*****
คิดว่าการบังคับใช้กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ดี เนื่องจากผู้ฝากมีความเสี่ยงสูง เพราะบางครั้งผู้ฝากอาจจะไม่รู้ว่าธนาคารที่ฝากเงินนั้นมีความเข็มแข็งหรือมีเสถียรภาพที่ดีหรือไม่
ดังนั้นหลักการง่ายๆที่ผู้ฝากจะตรวจสอบความเสี่ยงจากธนาคารได้ต้องดูจาก
1. NPL
2. ตัวเลขการกันสำรองเผื่อหนี้เสีย
3. ตัวเลขเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
***สรุปแล้ว หากธนาคารไม่มีการแสดงหลักฐานหรืองบการเงินให้ผู้ฝากได้เห็นตามหลักความเป็นจริง หุ้นธนาคารนั้นอาจจะไม่ได้รับความสนใจและผู้ที่ถือหุ้นอาจจะเกิดความลังเลใจและเทขายหุ้น เพราะฉะนั้นธนาคารจึงควรปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับ พ.ร.บ. ฉบับนี้