จากที่รัฐเคยคุ้มครองเงินฝากเต็มบัญชีเป็นการคุ้มครองเงินฝากที่จำกัดวงเงิน โดยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นส่วนที่เกินจากวงเงินคุ้มครองผู้ฝากจะได้รับจากการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจัดการกับทรัพย์สินของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาใช้คืนให้กับผู้ฝาก
สำหรับสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก พรบ.ฉบับนี้คงถูกใจผู้ฝากรายย่อยแต่สำหรับผู้ฝากจำนวนมากคงต้องใช้วิธีการบริหารจัดการ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มวิตกว่าจะส่งผลให้ยอดเงินออมของประชาชนในธนาคารจะลดลง
โครงสร้างเงินฝากจะเปลี่ยนไป การแข่งขันเพื่อหาเงินฝากจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะแบงค์ขนาดเล็กที่มีความมั่นคงต่ำกว่าแบงค์ขนาดใหญ่จะต้องหาวิธีการ เช่น เสนอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เพื่อดึงเงินฝาก นอกจากนี้ แบงค์จะต้องบริหารงานให้ดีขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่สาธารณชน เพื่อดึงดูดให้ประชาชนนำเงินมาฝากที่แบงค์
พฤติกรรมการออมจะเปลี่ยนไป หากประชาชนรับรู้ว่า เงินฝากไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงอีกต่อไป โดยเฉพาะเงินฝากในส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อการฝากเงินมีความเสี่ยง และยังให้ดอกเบี้ยในระดับต่ำอยู่ ผู้ฝากจึงต้องสรรหาแหล่งการลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ ประกันชีวิต กองทุนรวม ตั๋วแลกเงิน เป็นต้น ดังนั้น อาชีพการให้คำปรึกษาด้านการเงินส่วนบุคคล (financial planner) จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก การฝากเงินจะเป็นเพียงรุปแบบการลงทุนแบบหนึ่งซึ่งต้องมีการวางแผน ไม่ใช่ฝากเงินไว้แล้วก้อมั่นใจนอนกินดอกเบี้ยไปได้ตลอดอีกต่อไป
และดิฉันคิดว่า จะส่งผลดีต่อการลงทุนในหุ้นก็คือ ประชาชนที่ฝากเงินรายปานกลางขึ้นไป ก็จะนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การลงทุนในหุ้น ประกันชีวิต เพื่อลดความเสี่ยง