หลวงพ่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณออกบิณฑบาตที่ชุมชน อ.ห้วยราช.จ.บุรีรัมย์

อุปสรรคพื้นฐานของศาสนา

     ทุกวันนี้คนทั่วไปเข้าใจว่า เงินทองเป็นปัจจัย ๔ ถ้าพูดตามพระวินัย เงิน คือวัตถุอนามาส

ส่วนปัจจัย๔ ก็คือ จีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรหรือ         เรียกง่ายๆว่า ข้าว ผ้า ยา บ้าน ระวังพุทธศาสนิกชนอย่าเข้าใจผิดเพี้ยนไปตามอดีตกาลที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา หรือสมัยบางระจัน วัดวา ศาสนา พระสงฆ์ไม่เป็นอันสงบอันเรียนอันสอนเลยมีแต่ทำสงครามกัน ประชาชนไม่เป็นอันทำมาหากิน พระสงฆ์และวัดวาศาสนาตั้งตัวไม่ติด คิดจะะจัดระบบอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้ จนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี กรุงเทพฯพระเถรานุเถระ จึงได้จัดระบบระเบียบการปกครองขึ้น แยกการปกครองการศึกษา ออกเป็น๒ประเภท คือคันถธุระ กับวิปัสสนาธุระ จนมาถึงรัชกาลที๔ก็ทรงแยกพระออกเป็น ๒นิกายคือ มหานิกาย ธรรมยุตินิกาย

พระอาจารย์ฉันทสีโลแห่งสำนักสงฆ์ทับคล้อ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานีนำหมู่คณะออกบิณฑบาตร

       ฝ่ายคันถธุระก็มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม และการก่อสร้างวัตถุ มีโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ มีการท่องสวดมนต์ ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ ทำบุญบ้านบุญเรือน จนถึงสวดถอดสวดถอนฯลฯ  ส่วนพระวิปัสสนาธุระก็ต่างองค์ต่างแสวงหาความสงบแยกออกเป็น ๒คณะอีก คือ หมู่คณะที่หาความสงบ จากศีลสมาธิ-ปํญญาจริงๆ เพื่อมักน้อยสันโดษ ละกิเลสจริง มีผลจริง อีกหมู่คณะหนึ่งยังติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ ทิฏฐิ มานะ หนักอยู่

งานเผยแพร่พระพุทธศาสนาของหมู่คณะที่เราภาคภูมิใจ

   หมู่คณะวิปัสสนาจริงๆจะอยู่ในบ้านในเมือง ป่าช้า ป่าชัฏ ลอมฟาง ที่แจ้ง เรือนร้าง ภูเขาซอกถ้ำ หมู่คณะนี้อยู่ป่าก็ได้ อยู่บ้านอยู่เมืองก็ได้เพื่อสร้างสังคมให้ร่มเย็น วิปัสสนาไม่ใช่ออกป่าหมด ถ้าวิปัสสนาคือการเข้าป่าหมดแล้วคนจะได้ประโยชน์อะไรจากพระ? พระสงฆ์ ๒นิกาย และธุระ ๒อย่าง คือคันถธุระและวิปัสนาธุระต่างฝ่ายต่างแข็งขันกันทำความดีตลอดมา มีวัดวาอารามเพิ่มมากขึ้นเจริญตามโลกวัดทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรมี ๓๐,๖๗๔  โลกก็เจริญในด้านวัตถุและวัตถุมงคลต่างๆยิ่งขึ้น ระบบสงฆ์และระบบฆราวาสก็รุดหน้าสูสีกันมา ต่างคนต่างอาศัยซึ่งกันและกันจนมาถึงปัจจุบันนี้


 

         พระคันถธุระ หรือปริยัติ ก็มีแต่ก่อสร้างวัตถุจนล้นบ้านล้นเมือง(มีการเรี่ยไรประเภทต่างๆเกิดขึ้น)แล้วมีการฉวยโอกาสจากผลงานการก่อสร้างมาแข่งขันกันทำประวัติเพื่อ ลาภ ยศ สมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาส ตำบล อำเภอ ถึงชั้นประทวน สัญญาบัตรขึ้นไปเหมือนกับฝ่ายฆราวาสที่มีเส้นมีสาย หลงใหล ในลาภ อำนาจ ยศศักดิ์ พระก็มีเส้น มีสาย มีของ มีซองขาวถวายเหมือนๆกัน มีแต่รูปแบบให้เห็น ส่วนด้านในจะเป็นอย่างไรไม่รู้


 

      พระพุทธศาสนาจะต้องเป็นแกนนำทุกด้าน เป็นหัวจักรสำหรับนำไปสู่เป้าหมาย แต่บุคคลากรของศาสนากลับเป็นผู้ตามโลกมากกว่า ปัจจุบันนี้โลกนำศาสนาพระสงฆ์ตามก้นโลกเสียแล้ว  พระปกครองโลกไม่ได้ แต่อาศัยโลกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กินข้าวเป็นหนี้ หรือเหมือนกลืนกินถ่านเพลิง พระก็มีหลายประเภท เช่น พระสร้าง พระสวด พระเสก พระศึก พระส่อง พระสอน

เด็กเรียนรู้และปฏิบัติตามวิถีธรรมวิถีไทย

     พระสมถวิปัสสนาที่ไม่ติดโลก เป็นพระอาริยะจริงๆมีน้อย พระผู้ใหญ่เคยประชุม ถกเถียงในเรื่องการศึกษามาแล้วบางหมู่คณะบอกว่าต้องเรียนทั้งฝ่ายคดีโลก คดีธรรมจึงจะสอนคนได้ บางคณะให้เรียนแต่ฝ่ายคดีธรรมจะเรียนโลกเพื่อประกอบการสอนเท่านั้นที่สุดฝ่ายให้เรียนทั้งคดีโลกคดีธรรมแบบผสมกันก็ได้ชัยชนะ แล้วก็เหิมเกริม เรียนโลกก็เหมือนโลกๆ (คบคนประเภทใดก็เหมือนคนประเภทนั้น)ธรรมะก็เสื่อมลงเพราะไหลไปตามกระแสของโลกหมด จนกว่าวัตถุโลกจะหมดพระกับฆราวาสคณะนี้จึงจะหันมาแก้ไขแต่"กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้หมดเสียแล้ว"



       ส่วนหมู่คณะที่เรียนเพื่อละกิเลสแต่ไม่ปฏิเสธโลก เรียนรู้โลกเพื่อประกอบการสอนเท่านั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธจริงๆซึ่งไม่เกี่ยวกับกับ ลาภ  ยศ สรรเสริญ อะไรๆหวังเพียงจะสร้างระบบของพระพุทธศาสนาและสังคมให้ครบวงจรพึ่งตนจนเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่น ได้จริงๆอันเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านพร้อมๆกันไปตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ซึ่งทรงย้ำเตือนไว้เป็นมรดกธรรมแก่พุทธบริษัท๔

วันนี้ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนท่านผู้สนใจโปรดติดตามในโอกาสต่อไปขอให้มีความเจริญ

ยิ่งๆในพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกท่านทุกคนเทอญ






 


.................................................................................................................................