มหาวิทยาลัยหอการค้า ประเมินสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อนาน 6 เดือน ฉุดจีดีพีโตแค่ 3.2% ชี้การบริโภค-ลงทุนชะงัก เม็ดเงินลงทุนเมกะโปรเจคต้องชะลอออกไป จี้ ทักษิณเว้นวรรคการเมือง ขณะที่ "สมคิด" ยอมรับม็อบชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบการลงทุนระยะยาว
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย   แถลงผลการคาดการณ์ภาวะส่งออก ไตรมาส 2/2549 (ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง) โดยศึกษาเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ว่า การศึกษาได้กำหนดสมมติฐานไว้ 3 กรณี คือ 1.ไม่เกิดปัญหาการเมือง 2.สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองยุติในระยะสั้น และ 3.สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อ    ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองขณะนี้เข้าสู่สมมติฐานที่ 3 คือ การเมืองยืดเยื้อ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ออกไปอีก 6 เดือน โดยไม่สามารถสานต่อนโยบายเมกะโปรเจคได้ ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนคืนมาได้ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน โดยไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 เงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ 41.50 บาท ทำให้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 1.82%  ทำให้จีดีพีทั้งปีขยายตัวเพียง 3.20% เพราะโครงการเมกะโปรเจคชะงัก คาดว่าจะมีเงินลงทุนเพียง 37.05% จากที่ตั้งเป้าไว้ 2.89 แสนล้านบาท  ขณะที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 13.46% มูลค่า 125,843.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นำเข้าขยายตัว 13.80% มูลค่า 135,687.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าจะขาดดุลลดลงอยู่ที่ 10,300 ล้านดอลลาร์
สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 6,912 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว ลดลง 0.99% เหลือ 3.16% เพราะประชาชนกังวล ขาดความเชื่อมั่น ชะลอลงทุนโครงการเมกะโปรเจค เม็ดเงินหายไป   สภาพคล่องครัวเรือนมีปัญหา ทำให้การบริโภคภาคประชาชนลดลง ส่วนการบริโภคภาครัฐ ลดลง 0.18% ขยายตัว 5.73% เพราะชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่วนการลงทุนเอกชนลดลง 2.25% เหลือเพียง 7.61% เนื่องจากต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ทำให้จีดีพีขยายตัวลดลง
"ก่อนถึงวันเลือกตั้งการประท้วงจะดำเนินไปต่อเนื่อง และหลังการเลือกตั้งคาดการณ์ว่าจะมีการเลือกตั้งอีกภายใน 30-45 วัน จากการลาออกของส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และในพรรคไทยรักไทยพื้นที่เขตสมุทรสาคร   ไม่มีผู้ลงสมัคร รวมถึงสัดส่วนการเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึง 20%" ดร.อัทธ์ กล่าว   ทั้งนี้ ผู้ที่จะขึ้นมา

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ถ้าเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การประท้วงจะยังมีต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่จะไม่เต็มที่ เพราะการประท้วงนโยบายรัฐบาลยังมีอยู่
ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งหลังเลือกตั้ง การประท้วงจะหยุด ทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นทางการเมืองกลับมา และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจด้วย ทำให้เศรษฐกิจดีกว่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกฯ อีก โดยควรเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อไปเคลียร์ตัวเองจากนั้น จึงกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง   "สถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้นโยบายข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ต้องหยุดชะงักโดยเฉพาะกับสหรัฐ ทำให้แผนที่จะเจรจาให้เสร็จในปีนี้ล้มเหลว จนฝ่ายสหรัฐไม่ต้องการเจรจาต่อ   ขณะที่เอฟทีเอญี่ปุ่น แม้จะเจรจาเสร็จแล้ว แต่ก็ต้องเลื่อนวันลงนามออกไปไม่มีกำหนดส่งผลให้การติดต่อธุรกิจที่มีอยู่ก่อน
ต้องเลื่อนออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมจะกระทบกับการส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจขณะนี้อย่างแน่นอน" ดร.อัทธ์ชี้
ดร.อัทธ์ ยังชี้ว่า หากเป็นสมมติฐานที่ 1. คือไม่เกิดปัญหาการเมือง อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เดินหน้าได้ 75.3% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะทำให้จีดีพีขยายตัว 5.02%   การส่งออกขยายตัว 13.14% มูลค่า 125,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   การนำเข้าโตชะลอลง 14.25% มูลค่า 136,224.85 ล้านดอลลาร์ ดุลการค้าขาดดุล 11,249 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5,781 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   ส่วนสมมติฐานที่ 2.สถานการณ์ความไม่แน่นอนการเมือง สามารถยุติได้ในเวลาสั้น (ตั้งแต่มีนาคมออกไปอีก 3 เดือน และสามารถสานต่อนโยบายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้คาดว่า จีดีพี ลดลง 1.04% เหลือ 3.98% หากชะลอลงทุนเมกะโปรเจคเหลือ 56.17% ของเป้าที่ตั้งไว้ การส่งออกโต 13.14% มูลค่า 125,496.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า มูลค่า 135,960.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าขาดดุล 10,947 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 5,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ขณะนี้ ตัวเลขการลงทุนมีแนวโน้มลดลง เพราะเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงและสถานการณ์การเมือง ว่า ต้องรอรายงานตัวเลขบีโอไอ ก่อน แต่ส่วนตัวยังคิดว่าทุกอย่างยังปกติ
แต่ก็ยอมรับว่าหากการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อต่อไป อาจมีปัญหาในระยะยาว แต่ถ้าเหตุการณ์สงบโดยเร็วก็ไม่น่ามีปัญหา    ส่วนกรณีที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ออกมาระบุว่า ขณะนี้ ประชาชนจับจ่ายใช้สอยลดลงจากปกติ 4-5% นั้น ดร.สมคิด กล่าวว่า การที่ประชาชนอุดหนุนสินค้าลดลงนั้น อาจเป็นเพราะประชาชนไม่มีอารมณ์    ในการจับจ่ายใช้สอยก็เป็นได้    อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า จีดีพี ไตรมาส 1 ของปี 2549 อาจลดลง 0.5-1% เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง นั้น ดร.สมคิด ระบุว่า รัฐบาล  จะพยายามดูแลให้ดีที่สุด
กรุงเทพธุรกิจ  22  มีนาคม  2549