ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการโครงการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรภายในองค์กรเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1 รุ่น 2 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม โกลเด้นบีช ชะอำ ในวันที่ 21 - 23 มีนาคม 2549 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ดิฉันมีความประทับใจบางส่วนบางตอนจะขอเล่าให้ฟัง 

    ในช่วงเย็นของวันที่ 21 มีนาคม มีกิจกรรมการถอดความรู้จากหนังเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องจริงของชีวิตครูใหญ่คนหนึ่งเรื่อง " เสียงกู่จากครูใหญ่"  เรื่องมีอยู่ว่า ครูใหญ่คนหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปสอนหนังสือยังหมู่บ้านทุรกันดารที่คนในหมู่บ้านนั้นยังขาดความร่วมมือร่วมใจ เปิดเรื่องเป็นภาพรถเก่าๆ แล่นไปโดยมีเป้าหมายคือหมู่บ้านแห่งนั้นบนเส้นทางอันลดเลี้ยวเคี้ยวคดของถนนลูกรังที่แสนจะขุรขระ  จนกระทั่งถึงปลายทางที่เป็นเป้าหมายของครูใหญ่ คือปากทางเข้าหมู่บ้าน และครูใหญต้องเดินทางข้ามเขาไปอีก 1 ลูกเพื่อไปถึงหมู่บ้านโดยไม่รอคนที่มารับครูใหญ่ ครูใหญ่ต้องการถึงจุดหมายคือโรงเรียนในหมู่บ้านและทันทีที่มาถึงโรงเรียน  ครูใหญ่ก็เดินสำรวจบริเวณโรงเรียนและทักทายนักเรียนก่อนที่จะเรียกประชุมครู ซึ่งมีอยู่แค่ 2 คน และกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนนั่นคือ "การทำงานหนักเป็นดอกไม้งามของชีวิต" และครูใหญ่ได้แสดงวิญญาณนักพัฒนาโรงเรียนให้คนในหมู่บ้านได้เห็น โดยอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อพัฒนาโรงเรียนและชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ตั้งแต่การมุ่งมั่นสร้างโรงเรียนและขอความร่วมมือจากหมู่บ้าน โดยเรียกประชุมคนในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความตั้งใจในการสร้างโรงเรียนใหม่ ให้มีห้องเรียนเพิ่มมากขึ้นเพียงพอต่อความต้องการและมีอุปกรณ์การเรียนที่พร้อมเรียน เพื่อให้ลูกหลานของเขามีการศึกษาที่ดีขึ้น  แต่พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นมีจิตใจคับแคบที่จะช่วยเหลือ เมื่อคนในหมู่บ้านไม่ให้ความร่วมมือ ครูใหญ่ก็ไม่ย่อท้อก็สร้างโรงเรียนด้วยตัวเอง เน้นการพึ่งตนเองจนกระทั่งตนได้รับบาดเจ็บจากการตกเขา ทำให้คนในหมู่บ้านเห็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจก็นำพรรคพวกมาช่วยครูใหญ่สร้างโรงเรียนอย่างขันแข็งทั้งกลางวันและกลางคืนจนการสร้างโรงเรียนเป็นผลสำเร็จ มีห้องเรียนเพิ่มขึ้น จากเดิม 2 ห้องเป็น 4 ห้อง และใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้เด็กและครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเช่น การนำเงินของตนเองไปซื้อไก่ เพื่อเลี้ยงไก่ให้มีลูกไก่จำนวนหนึ่ง และแจกจ่ายไก่ให้เด็กนักเรียนนำไปเลี้ยง และนำไข่มาให้ครูใหญ่ดูเพื่อให้คะแนน เมื่อเด็กได้รับไก่ก็ให้พ่อแม่ช่วยเลี้ยง เพื่อจะนำไข่ที่ได้ให้ครูใหญ่ดู เมื่อครูใหญ่เข้ามาตรวจที่บ้าน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่เด็กและครอบครัว และทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังจากนั้นก็สอนเด็กปลูกพืชผักสวนครัว สอนการเลี้ยงผึ้งเพื่อนำน้ำผึ้งที่ได้ไปขาย และนำเงินที่ได้จากการขายน้ำผึ้งไปซื้อวัว 2-3 ตัวเพื่อมาเลี้ยงและเมื่อมีวัวเพิ่มขึ้นก็นำวัวไปขาย 2-3 ตัวเพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์การเรียนของเด็กเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนเด็กที่เคยไปศึกษาไกลหมู่บ้านหันกลับมาเรียนยังโรงเรียนแห่งนี้มากขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งข่าวการเป็นนักพัฒนาตัวอย่างที่สามารถทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เด็กมีความพร้อมมากขึ้น ไปถึงทางราชการ ราชการก็ส่งเรือมาให้ 1 ลำ เพื่อให้ทางหมู่บ้านได้ใช้งานในการเดินทางไปในเมือง และในที่สุดครูใหญ่ก็ได้รับเหรียญของการเป็นนักพัฒนาตัวอย่างจากประธานาธิบดีเกาหลี  จากโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมทั้งสถานที่ อุปกรณ์ในการเรียน จนกระทั่งมีนักเรียนและครูเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก มีอาคารที่ใหญ่โต มีระบบการเรียนการสอนที่ดีขึ้นและครูใหญ่ได้ทำสำเร็จดังวิสัยทัศน์ที่ให้ไว้ตั้งแต่ครั้งแรกคือ "การทำงานหนักเป็นดอกไม้งามของชีวิต"  

       หลังจากหนังจบเราได้ทำการ AAR (After Action Review) ครั้งนี้ซึ่งมีหลายฉากที่หลายคนมีประทับใจ เช่นฉากที่ครูใหญ่หยิบก้อนหินก้อนแรก ซึ่งเป็นการเริ่มต้นความมุ่งมั่นที่จะทำงาน บ้างก็เป็นฉากที่ภรรยาครูใหญ่มาเยี่ยมครูใหญ่และสัมผัสมือครูใหญ่และร้องไห้ เพราะสงสารที่มือครูใหญ่ที่แทบจะไม่เป็นมือ มีความสากและระบมไปหมดทั้งมือ หรือฉากที่หลังจากตกเขาแล้วได้พักฟื้น เมื่อครูใหญ่มีอาการดีขึ้น ได้เดินทางไปยังสถานที่ที่จะสร้างโรงเรียนก็พบภาพที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านช่วยกันสร้างโรงเรียนต่อจากครูใหญ่อย่างขยันขันแข็ง ตลอดคืนจนกระทั่งสำเร็จ และเบื้องหลังความสำเร็จของครูใหญ่ที่หลายคนในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันคือ การมีวิสัยทัศน์ การมีภาวะผู้นำโดยนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้กับเด็ก และมีจิตใจมุ่งมั่นและทำด้วยใจจริงๆ มีความมานะ บากบั่น และอดทน โดยมีวิธีการสำคัญของความสำเร็จ คือ การร่วมมือร่วมใจในการทำงานเป็นทีมเพื่อไปสู่เป้าหมาย มีความตั้งใจจริงๆ “พัฒนาตลอดชีวิต” มีกิจกรรมเป็นสื่อนำไปสู่ความสำเร็จ และ การสร้างศรัทธา ให้เกิดขึ้นในชุมชน และประโยชน์ที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้จะนำไปใช้ในโรงเรียนคือ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและเริ่มก่อน การหล่อหลอมความสามัคคี การร่วมพลังในการทำงาน ความไม่ย่อท้อ และเน้นทำงานเพื่อชุมชนและสังคม การมีส่วนร่วม ทุกคนเป็นเจ้าของให้เกิดความหวงแหน และนำมาสู่ความตั้งใจจริง  การรู้จักแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง เด็ก พ่อแม่ และครู การจดบันทึกอย่างต่อเนื่อง   

      สำหรับดิฉันฉากที่ประทับใจ อาจจะไม่เหมือนคนอื่นนั่นคือ ฉากตอนต้น คือรถโดยสารจอดปากทางเข้าหมู่บ้านและครูใหญ่ต้องเดินทางไปยังโรงเรียนในหมู่บ้านมีระยะทางถึง 6 กิโลเมตร และไม่รอคนมารับ ซึ่งกระเป๋าของครูใหญ่ก็คือห่อผ้าที่มัดกันคล้ายคนญี่ปุ่นสมัยก่อน ที่แสนจะใหญ่โต แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินไปยังเป้าหมายและการเข้าพบนักเรียนของตน หมายถึงความตั้งใจที่จะทักทายนักเรียนโดยไม่พักเลยหลังจากเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย และครูใหญ่ได้แสดงบทบาทการเป็น “คุณเอื้อ” เป็นอย่างดี ในการพัฒนาเด็ก โรงเรียน ชุมชน การมีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย มีภาวะผู้นำ การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และเน้นการมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ เข้ากับการจัดการความรู้ ทั้งภายในโรเรียนและชุมชน การแสดงความชื่นชมต่อความสำเร็จ มีการจดบันทึก และที่สำคัญคือการสร้างใจถือเป็นหัวใจของ KM

       ตลอดการประชุมของเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1 ครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของการร่วมมือร่วมใจของครูทุกคนที่ช่วยกันระดมสมองการคิดและนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เช่น ในกิจกรรมการเล่าเรื่องเร้าพลัง มีการสร้างมุกตลกขำขันในการนำเสนอ การร้องเพลงก่อนนำเสนอ เป็นต้น ซึ่งหลังจากการนำเสนอ ทุกคนได้รับความรู้ที่ได้จาการแลกเปลี่ยน และยังเล่าถึงความประทับใจที่ได้และที่สำคัญทุกคนบอกตรงกันว่าได้ เพื่อน และเครือข่าย ร่วมสายงานเพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ในการทำงานต่อไป และจะนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายเทให้ผู้บริหาร และเพื่อนในโรงเรียนของตนด้วย  น่าชื่นใจจริงๆ คะ