พรบ.ที่ผิดพลาด..ปรัชญา ความคิด จิตวิญญาณไม่มาด้วย

     พรบ.วิสาหกิจชุมชน  ปี 2548 ในสายตาของ อ.เสรี พงศ์พิศ*

                ประเทศไทยมีหมู่บ้านอยู่  70,000 กว่าแห่ง  แต่ละหมู่บ้านมีกลุ่ม,องค์กร  ที่ตั้งขึ้นมาโดยหน่วยงานราชการและเอกชน  หมู่บ้านละกว่าหนึ่งกลุ่ม บางแห่งมีเป็นสิบกลุ่ม  จึงสรุปได้ว่า ขณะนี้มีกลุ่ม  องค์กรชุมชนทั่วประเทศอยู่ไม่น้อยกว่าแสนกลุ่ม

                กว่าหนึ่งแสนกลุ่มนี้ไม่รวมที่จดทะเบียนเป็น กลุ่มเกษตรกร ซึ่งมีอยู่กว่า 4,000 กลุ่ม และไม่ได้รวมถึง สหกรณ์ ต่าง ๆ อีกประมาณ 4,000 แห่ง  ซึ่งอยู่ในระดับอำเภอหรือจังหวัด  แต่ที่ยังดำเนินการดีอยู่ไม่น่าจะถึงครึ่ง..

                สหกรณ์เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นที่ยุโรป เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนเข้ามาเมืองไทยได้เกือบ 90 ปีแล้ว   เป็นเครื่องมือช่วยให้คนรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน   สร้างสวัสดิการและความมั่นคงในชีวิต  โดยเฉพาะกรรมกรและเกษตรกร  แม้ว่าต่อมาจะขยายออกไปสู่ผู้คนในอาชีพอื่น ๆ

                สหกรณ์ในรูปแบบที่ดำเนินการที่เมืองไทยเป็นกลไกที่ยังมีข้อจำกัดมากมาย   ส่วนใหญ่ยังอยู่ในการควบคุมของรัฐ  ไม่สามารถตอบสนองปัญหาและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป   เหมือนกับรถเมล์ของ ขสมก. ในกรุงเทพฯ ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนกรุงเทพฯได้ทั้งหมด   จึงเกิดรถตู้  รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นมาเต็มเมือง  เป็นหมื่น เป็นแสนคัน

                วิสาหกิจชุมชนเปรียบได้กับรถตู้ในกรุงเทพฯ  ที่เล็ก  คล่องตัว เคลื่อนไหวได้เร็ว  ไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่รถเมล์ไปไม่ได้  ไปไม่ถึง

                และวิสาหกิจชุมชนก็เหมือนรถตู้ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แม้ พรบ.วิสาหกิจชุมชน จะประกาศใช้แล้วเมื่อ มกราคม 2548 มีการปรับไปแก้ไปจนไม่เหลือเจตนรมณ์เดิม  เพราะไม่เข้าใจปรัชญาและจิตวิญญาณของวิสาหกิจชุมชน  กลายเป็น พรบ.ที่ไปส่งเสริม  ธุรกิจชุมชน  และให้โอกาสคนนอกชุมชนที่มีปัจจัยการผลิต  และจำนวนมากกว่าเข้าไปเอาเปรียบชาวบ้านได้เหมือนเดิม......

เมื่อพรบ.ไม่สนองตอบจิตวิญญาณของวิสาหกิจชุมชน ...เพราะไปเน้นที่การรับรองจากภาครัฐ การได้รับการสนับสนุนงบประมาณ  การมีโครงสร้างที่ชัดเจน มากไป  จนกลายเป็นลืม เรื่องสำคัญ...ไป

ทำให้ สถานการณ์ วิสาหกิจชุมชนในประเทศไทย ยังไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนที่ต้องการ รถตู้ ไม่ต้องการรถเมล์ (ต้องการวิสาหกิจชุมชน มากกว่าธุรกิจชุมชน)

เมื่อทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ และขาดมิได้ อันทำให้วิสาหกิจชุมชนแตกต่างไปจากธุรกิจชุมชน โดยปรัชญา  เนื้อหา  และกระบวนการ

ธุรกิจชุมชนถามว่า ทำอย่างไรจึงจะรวย วิสาหกิจชุมชนถามว่า ทำอย่างไรถึงจะรอด

ธุรกิจชุมชนมุ่งกำไร   วิสาหกิจชุมชนมุ่งความพอเพียง

ธุรกิจชุมชนวัดกันที่ตัวเลขเศรษฐกิจ(GDP) วิสาหกิจชุมชนวัดกันที่ ความสุข (GDH)

ธุรกิจชุมชนเอาตลาดเป็นตัวตั้ง  วิสาหกิจชุมชน เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง

ธุรกิจชุมชนเอาวงจรธุรกิจเป็นกรอบ  วิสาหกิจชุมชนเอาวงจรชีวิตชุมชนเป็นกรอบ

ธุรกิจชุมชนแข่งขัน/เลียนแบบ/แยกส่วน วิสาหกิจชุมชน ร่วมมือ/สร้างสรรค์/องค์รวม

ธุรกิจชุมชนใช้เงินและทรัพยากรเป็นหลัก วิสาหกิจชุมชน ใช้ทุนของชุมชนเป็นหลัก

ธุรกิจชุมชนเอาตลาดบริโภคมาก่อน  วิสาหกิจชุมชนเอาตลาดพอเพียงมาก่อน

เอาแค่เรื่องที่ต้องกินต้องใช้มากที่สุด  5 อย่าง คือข้าว  อาหาร สมุนไพร ของใช้ และปุ๋ย ถ้าหากจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะลดรายจ่าย ซึ่งเท่ากันเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างมหาศาลแล้ว..

แต่เมื่อเป็นกฏหมายแล้ว..ไม่มี จิตวิญญาณของวิสาหกิจชุมชน  ปรัชญา  เนื้อหา และกระบวนการก็จะผิดเพี้ยนไป  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ตามแนวคิดวิสาหกิจชุมชนเดิมที่อาจารย์เสรีกล่าวไว้ข้างต้นได้.....ก็เท่ากับว่าวิสาหกิจชุมชนเองก็ไม่ต่างจาก "กลุ่มเกษตรกร" ,"สหกรณ์" ที่ไม่สามารถดำเนินการเองได้อย่างเป็นอิสระ และวิธีดำเนินการที่เป็นมติของชุมชนได้อย่างเป็นอิสระครับ...ลองช่วยกันคิดหน่อยมั้ยครับว่า....เศรษฐกิจชุมชนที่ควรเป็นแบบพอเพียง ควรจัดการกันอย่างไร?

 

*จากหนังสือ วิสาหกิจชุมชน คืออะไร  เขียนโดย ดร.เสรี  พงศ์พิศ  สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน 469 ถ.นครสวรรค์ แขวงจิตรลดา  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ 10300