แถลงการเพื่อเหตุการณ์
   ทุกวันนี้คนเข้าใจการปฏิบัติธรรมแตกต่างกันมากโดยไม่คำนึงถึงกรรมฐาน สติปัฏฐานที่แท้จริงตามหลักพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า
  แม้แต่ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ) ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)ในอาริยมรรคมีองค์ ๘ก็แตกต่างกันไปมากโดยเฉพาะคำที่คนเข้าใจและใช้กันอยู่ทั่วไป เช่นปฏิบัติธรรมแล้วก็บอกว่าไปนั่งสมาธิบ้าง ไปนั่งภาวนาบ้าง เป็นต้น โดยหลักและเหตุผลแล้วในโลกนี้มีศาสดาเป็นบรมครูองค์เดียวกันหมด(แต่มีหลายศาสนา)สำหรับพุทธบริษัทควรจะหันมาสนใจในเรื่องนี้ให้มาก เพราะหลักธรรมทุกๆศาสนาเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยโลกทั้งนั้น แต่ขอให้มองศาสนาพุทธให้ลึกซึ้งละเอียดลงไปกว่านี้ให้ถี่ถ้วนจริงๆ
   คนทั่วโลกต่างก็นับถือศาสนาเว้นเสียแต่บางคน บางพวกบางกลุ่ม อาจจะไม่เชื่อ เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก ไม่มีอิสระ
ไม่ได้ทำตามใจชอบฯลฯ
   สำหรับพุทธบริษัท๔เรามาปรึกษาหารือหรือพูดกันจริงๆว่า การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องได้มรรค-ได้ผลจะทำอย่างไร?     

            


   ก่อนอื่นเรามาพูดถึงการสอนของเกจิอาจารย์ผู้มีพระคุณในสำนักต่างๆกันก่อน บางสำนักสอนให้บริกรรมว่า "พุทโธๆๆ"โดยนั่งหลับตาเป็นหลักซึ่งเป็นแบบของฤาษีโยคีตั้งแต่สมัยก่อนมีพระพุทธเจ้า ถ้าใครเข้าไปเป็นศิษย์ก็ต้องสอนหลักหลับตา สูตรกดข่มอารมณ์ต่างๆแต่ปากก็บอกว่านั่งสมาธิๆความจริงไม่ใช่เป็นการบริกรรม๓ต่างหากหรือการเพ่งกสิณ คือบริกรรมนิมิตร อุคคหนิมิตร ปฏิภาคนิมิตรเท่านั้น


    สมาธิ คำนี้ในนวโกวาทซึ่งถอดออกมาจากพระไตรปิฎกแปลว่า"ความตั้งใจมั่น"ไม่ใช่แปลว่านั่งหลับตา จะทำงานการใดๆอะไรๆก็ตามต้องมีสมาธิประจำใจอยู่ทุกลมหายใจ"อานาปาณสติ"ใช้ได้ทั่วไป บางสำนักก็บริกรรมว่า"พองหนอ ยุบหนอ"และหลับตาเป็นหลักแต่ก็บอกว่านั่งสมาธิอีก คนรู้ภาษาบาลีเก่งอาจจะเพี้ยนก็ได้ บางสำนักก็บริกรรม"สัมมาอรหังๆ" บางสำนักก็ยกไม้ยกมือ เพ่งลูกแก้วลูกกวาด(เพ่งกสิณ)แต่ก็บอกนั่งสมาธิเหมือนกัน บางสำนักก็ให้สำนึกถึงกรรมเก่าแล้วก็ตีอกชกหัว หัวเราะร้องไห้ก็มี สำนักก็มีมากขึ้น ศาสนาก็มีมากขึ้นๆเช่นศาสนาโยเร จนสงสัยลังเลว่าจะเชื่อใคร จะเข้าถือสำนักไหนเป็นต้นพูดถึงการสอนนี้เพี้ยนไปมากแล้วต้องเข้าใจว่าพระสัทธรรมเลอะเลือนแล้วเริ่มเสื่อมแล้ว


    มาวิเคราะห์ตรงเจตนาของเกจิอาจารย์ในสำนักนั้นๆมีเป้าหมายหลักอันเดียวกันคือ "นิพพาน"แต่พอลงมือปฏิบัติและสอนอาจจะเพี้ยนไป เพราะการละกิเลสเป็นของยากแต่การกดข่มบังคับอารมณ์ง่ายกว่า จึงเลือกเอาแบบง่ายตามนิสัยตามยุคกาลของโลกและไปติดอยู่แค่ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขโลกีย์ ที่มีแต่อามิสสินจ้างเป็นรางวัลเจือปนเลยเข้าไม่ถึงเป้าคือนิพพานที่ตั้งเอาไว้ คนก็เลยหลงเชื่อยึดติดเป็นอุปาทานขันธ์ฝังสมองแน่น จนไม่ยอมเชื่อใครๆทั้งสิ้นทั้งๆที่มีความจริงกว่า ถูกกว่า

              
    

  ผู้จะถึงนิพพานต้องมีสัมมาทิฏฐิตามทางอาริยมรรคมีองค์๘ตัวเดียวกันจนไปสู่อู่ใหญ่หรือก้นบึ้งมหาสมุทรคือโพธิปักขิยธรรม๓๗จริงๆจึงจะครบสูตรซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า
  ความจริงแล้วการปฏิบัติธรรมก็คือการมีสติรู้กรรมคือการกระทำต่อสิ่งนั้นๆคือตัวสติปัฏฐานหรือกรรมฐานที่มีสัมมาอาริยมรรคมีองค์๘เป็นทางได้แก่ปฏิบัติธรรม(สัมมากัมมันตะ)คือการทำงานต่างๆตามหน้าที่ไปพร้อมกันละอบายมุขต่างๆไปพร้อมกัน

                       

  คำว่าสมาธินี้มีผู้สนใจและทำมามากแล้วความจริงแล้ว พุทโธๆพองหนอ ยุบหนอ หรือบริกรรมอะไรที่ต่างๆกันนั้นก็คือสาขาของสติปัฏฐาน๔สัมมาอาริยมรรคมีองค์๘นี่เองเหมือนกับตาบอดคลำช้าง คนที่คลำถูกหูก็ว่าเหมือนกระด้ง คลำถูกหางก็ว่าเหมือนไม้กวาดเป็นต้น ถ้าสมมุติว่าคนทั่วโลกปฏิบัติธรรมนั่งหลับตาเหมือนกันหมดจะได้กินอะไร
   คำว่า การงานของผู้ปฏิบัติธรรมมี๒อย่าง คือทางคดีโลกและคดีธรรมจึงสรุปได้ว่าคนทั้งหมดในโลกนี้ต้องทำงาน เมื่อคนทำงานมีอะไรๆที่ไหนก็เรียกได้ว่าคนนั้นได้ปฏิบัติธรรมตามหน้าที่นั้นๆแล้ว กรุณาทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นในหนังสือสวดมนต์ที่ว่า


   อาทิกัลยาณัง    งามในเบื้องต้นคือ ศีล
   มัชเฌกัลยาณัง  งามในท่ามกลางคือ สมาธิ
   ปริโยสาณกัลยาณัง งามในที่สุดคือ ปัญญา (ญาณทัสนะ)
 ผู้ที่นั่งหลับตาเพื่อให้เกิดสมาธิก็เอากลางเป็นต้น เอาต้นเป็นกลางไม่เรียงลำดับตามหลักศีล-สมาธิ-ปัญญา เหตุนั้นศีล๕จึงเป็นสัมมากัมมันตะของโลกอย่างถูกต้องที่สุด
    เมื่อเว้นบาป๕ข้อได้ ธรรม๕ข้อก็เกิดขึ้นคือ
           เมตตา            คู่กับ    ศีล ๕ ข้อ ๑

          สัมมาอาชีวะ    คู่กับ    ศีล๕ ข้อ ๒
          สังวรในกาม    คู่กับ    ศีล๕ ข้อ ๓
          สัจจะ              คู่กับ    ศีล๕  ข้อ๔
        สติสัมปชัญญะ คู่กับ   ศีล   ข้อ๕

              
   ธรรม ๕เกิด สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)ก็เกิดขึ้นแล้วจึงเกิดสมาธิมั่นในการกระทำจริงๆแล้วปัญญา(ญาณ)ความรอบรู้เหตุผลก็จะตามมา 
   คนที่ไปนั่งภาวนาก็เอาปลายเป็นต้นอีก ภาวนาคือการทำความดีทุกระดับให้เกิดขึ้นแล้วเจริญๆอยู่ตลอดไม่เสื่อมถอย หลักภาวนามีอยู่ ๗ ข้อคือ
๑.ทัสสนา       (การเห็น)
๒.สังวรา        (การสังวร-ระวัง)
๓.ปฏิเสวนา    (การปฏิบัติ) 
๔.อธิวาสนา    (ความอดกลั้น)

๕.ปริวัชชนา    (การเว้นรอบ)
๖.วิโนทนา       ( ความบรรเทา)
๗.ภาวนา         (การอบรมให้มีให้เป็น)


ไม่ใช่จะตีกินกันง่ายๆต้องประกอบด้วยอิทธิบาท ๔เป็นต้น การปฏิบัติจึงต้องเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา ตามลำดับให้สมดุลย์รังสรรค์กันและกัน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเพื่อทำสมาธิเป็นวันๆคืนๆจนกลายเป็นเหมือนกับตอไม้แข็งทื่อ หรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไป..(หมายเหตุยังมีต่อ..อนุโมทนาสาธุ)