จลาจล จราจร ม.อ.

            แปลกแต่จริง มันเป็นของมันอย่างนี้มาตั้งหลายปีแล้ว ก็ไม่ยักกะมีใครคิดจะแก้ปัญหาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม รถจะเข้าก็เข้าไม่ได้ (ง่ายๆ) แล้วไอ้ที่จะเอารถออกก็ออกไม่ได้ (ง่ายๆ) เพราะติดรถที่พยายามจะเข้า

            ทายซิ ผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

            ทุกปี ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะจัดงานใหญ่ประจำปีขึ้น นั่นก็คือ สัปดาห์ม.อ.วิชาการ งานเกษตร และงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ อาจจะพ่วงมาด้วยงานประชุมวิชาการประจำปีคณะแพทยศาสตร์ร่วมด้วยช่วยกันอีกงานหนึ่ง คราวนี้ลองหลับตานึกภาพต่อไปนะครับ ว่าคนจำนวนมหาศาล ทุกสารทิศ ต่างหลั่งไหลเข้ามาในม.อ.เพื่อร่วมงาน บ้างก็จะมาจับจ่ายใช้สอยในงานเกษตร ซึ่งเขาจัดไว้ในบริเวณคณะทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกินเนื้อที่ตั้งแต่ประตู 109 เข้ามาจนถึงตึกบัญชาการ (เรียกถูกไหมเนี่ย) และยังออกด้านข้างบริเวณที่เป็นตลาดเกษตร งานนี้ชื่อก็บอกว่าน่าจะเป็นสัปดาห์วิชาการของคณะทรัพย์ฯ ในงานน่าจะมีการจัดแสดงเรื่องราววิชาการเกษตรแขนงต่างๆมากมาย แต่นั่นก็น่าจะเป็นแค่ทฤษฎีของผู้จัดเท่านั้น เพราะในขณะเดียวกัน คนที่มาเที่ยวงานเขาน่าจะอยากมาหาซื้อสินค้าเกษตรเสียมากกว่า เพราะร้านรวงกลับมากกว่าพื้นที่จัดแสดงผลงาน ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโชว์รูมรถมาเปิดแข่งกับรถแทรกเตอร์มากมาย ราวสองทุ่มคนก็ล้นหน้าโชว์รูมเพราะอยากดูพริตตี้ (อันนี้เป็นประสบการณ์เมื่อหลายปีก่อน เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง) นี่มองจากสายตาคนนอกที่ไม่ใช่คนจัดงานแบบผมเองนะครับ

            ส่วนหนึ่งมาเป็นทีม นั่นก็คือเหล่าบรรดาครูและนักเรียนของภาคใต้ทั้งหมด ย้ำ ภาคใต้ทั้งหมด เขามาเพื่อร่วมงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ที่ศูนย์จัดน่าจะอยู่บริเวณตึกฟักทองและแทบทุกตึกของคณะวิทยาศาสตร์ งานนี้มีสาระมากกว่ากำไร เพราะนักเรียนที่เขามากันนั้น ส่วนหนึ่งมาแข่งขันทักษะทางวิทยาศาสตร์มากกว่ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสารเคมีหรือบิกเกอร์ ทั้งสนุกทั้งได้ความรู้ แต่นั่นแหละ อย่างที่บอกว่าเขามากันเป็นทีม มากันเป็นคันรถบัส มากันมาก กินก็มาก ถ่ายก็มาก ซากที่เหลือก็คอยดูตามสนามครับ เศษขยะเกลื่อนกลาด จนผู้ที่ขับรถผ่านไปมาต่างก็รัดทดใจ ว่านี่หรือเยาวชนคนไทยของเรา แต่เอ...หรือว่าถังขยะไม่พอกันแน่ ยิ่งเดี๋ยวนี้หาถังขยะสักถังนั้นแสนจะยากเย็น ยิ่งเป็นโรคกลัวระเบิดด้วยแล้ว อย่าว่าแต่ที่อื่นเลยครับ ในโรงพยาบาลผมก็หายากเหลือเกิน

            กลุ่มสุดท้ายนี่ผมไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะว่าไม่ค่อยได้มาเดินร่วมงาน หรือมีงานให้เดินอยู่ตรงไหนก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก นั่นก็คือ งานสัปดาห์วิชาการ ของมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัย ไม่ใช่มหาลัย ซึ่งมหาแปลว่ายิ่งใหญ่ ลัยแปลว่าบรรลัย) กลุ่มลูกค้าเป็นใครผมก็ไม่รู้ เดาว่าน่าจะเป็นบรรดานักเรียนและคุณครูนั่นแหละกระมัง จำได้ว่าเมื่อสักราวๆ 4-5 ปีก่อน เห็นคณะต่างๆ นำบอร์ดมาจัดแสดงศักยภาพการเรียนการสอน ตั้งอยู่ในเต็นท์ร่วมกับงานเกษตร ซึ่งหาคนดูเป็นเรื่องเป็นราวได้น้อยเต็มที จะมีประโยชน์จริงๆก็ช่วงที่ร้อนจัด หรือฝนตก เพราะจะได้หลบฝน ฮา

            แต่เท่าที่เห็นปีนี้ก็คือ มีการตั้งร้านรวงขายของตามทางเดินใต้หลังคา บ้างก็ขายของจุกจิก มีด้วยที่เอาวิทยุมาตั้งขาย จนอดนึกไม่ได้ว่า นี่มันงานอะไร ลอยกระทงหรือไม่หนอ

            มาเข้าเรื่องที่อยากจะพูดถึงบ้างสักนิด นั่นก็คือ การจราจร

            เมื่อวาน วันที่ 16 สิงหาคม 2551 ผมออกจากโรงพยาบาลราษฎร์ยินดี เพราะพาเมียไปตรวจคนไข้ ออกมาราว 15.30 น.เพื่อกลับบ้าน ผมวางแผนเส้นทางเข้าบ้านดังนี้ครับ

            ออกจากโรงพยาบาล เลี้ยวเข้าถนนปุณณกัณฑ์ เข้ามหาวิทยาลัยทางประตูศรีทรัพย์ (109) เขาทำทางเบี่ยงให้เข้าทางถนนด้านขวา ออกทางแปลงเกษตร เลี้ยวขวาผ่านไปทางหน้าคณะอุตสาหกรรมเกษตร เลี้ยวซ้ายขึ้นควน และตรงขึ้นควนมดแดง เข้าอ่างน้ำ และเข้าบ้านตามลำดับ โถ..ไอ้กระผมต้องปฏิบัติตามนโยบายประหยัดพลังงานของชาติสิครับ ต้องวางแผนก่อนออกเดินทางสิ

            15.35-16.15 น. ผมยังอยู่ในถนนปุณณกัณฑ์อยู่เลย ทั้งนี้เป็นเพราะว่ารถในถนนสายนี้มันมากเสียเหลือเกิน กว่าจะเขยื้อนไปทีละเมตรสองเมตร บางคันจะเลี้ยวขวาเข้าซอยบ้างละ ไหนต้องจอดให้รถที่ออกจากทางประตู 108 เลี้ยวออกมาบ้างละ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ถึงประตู 109 แล้ว แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ไอ้ประตูบานที่เคยเปิดด้านหนึ่ง ตอนนี้มันปิดสนิทเสียแล้ว มีป้ายบอกว่าห้ามเข้า ถึงตอนนั้น มันก็เกิดอาการจี๊ดขึ้นที่หัวอย่างรุนแรง ไอ้โง่เอ๊ย ขับมาทางนี้ทำไมวะ รู้อยู่แล้วว่ามันน่าจะปิด (ก็เมื่อกลางวันยังเปิดอยู่เลยนี่หว่า) แล้วนี้อีกกี่โมงจะถึงบ้าน ปวดเยี่ยวจริงโว้ย”“แม่ก็ปวดฉี่จังเลยพ่อ ฮา...เมียผมพูดเพราะกว่าผมเยอะครับ

            ผมต้องไปกลับรถที่หน้าหอประชุมด่านเจดีย์สามองค์ แล้วขับออกมาตามถนนเส้นเดิม เพื่อไปเข้าถนนกาญจนวนิช

            16.15-16.45 น. ผมยังอยู่บนถนนกาญจนวนิช ผ่านวัดโคกนาว ผ่านห้างตราดอกบัว เลี้ยวเข้าบ้าน ค่อยๆกระดื๊บ กระดื๊บไป เพราะตรงไหนที่มีไฟแดง ผมก็ยังคงเห็นรถที่รอตอดไฟแดง (เขียนไม่ผิดครับ ตอดไฟแดง) ไปอีกนิดสิ อีกนิด ส่วนไอ้พวกที่ได้ไฟเขียวก็ออกตัวไม่ได้ เพราะมีไอ้เข้ขวางอยู่เต็มถนน และเมื่อครั้งฝั่งตัวเองได้ไฟแดง คราวนี้ก็ไม่ยอมแล้ว ขอออกบ้าง คิวตูแล้วนี่นา อะไรทำนองนี้ ถ้าคุณเป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย ก็น่าจะนึกภาพอย่างที่ผมบรรยายออกใช่ไหมครับ

            17.00 น. ผมถึงบ้านด้วยอาการปัสสาวะแทบราด แย่งห้องน้ำกับเมียกันสนุก

            เป็นอย่างไรครับ ที่คือบรรยากาศจริงๆ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกปีที่นี่ ที่บ้านเรา อุตส่าห์นึกชมในใจอยู่เมื่อวันก่อน ว่าการเปิดประตู 109 ไว้ด้านหนึ่งนั้นเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง มาตอนนี้ขอคืนคำชมนั้นออกไปจากหัวให้หมด

            ประตูเข้าออกของบ้านเรามีกี่แห่งครับ ลองช่วยกันนับหน่อย

            ประตูใหญ่ หน้าป้ายม.อ.

            ประตูร้าง ทางคณะศิลปะศาสตร์ (เอ..จำชื่อจริงของประตูไม่ได้ ใครรู้ช่วยหน่อยครับ)

            ประตูหน้าวัดโคกนาว

            ประตู 108

            ประตูศรีทรัพย์ (109)

            รวมแล้วก็มี 5 ประตู ไฟว์ฟ ดอร์สสสสสส” !?! แล้วประตูแต่ละแห่งนั้นมีหน้าที่อะไรบ้าง เอ้า มาลองไล่กันอีกรอบ ประตูใหญ่เอาไว้เข้าออก ประตู 108 เอาไว้ให้รถออกอย่างเดียว เช่นเดียวกับประตูหน้าวัดโคกนาวเอาไว้ให้รถออกอย่างเดียว ส่วนอีกแห่งที่เหลือ ร้างแห่งสุดท้ายถูกปิดเพราะถูกจัดงาน

            เห็นไหมเล่า ของมีอยู่ 5 ใช้งานแค่ 3 และไอ้ที่ใช้ก็มีทางเข้าแค่ทางเดียว มันจึงเกิดปรากฏการณ์ปุณณกัณฑ์นรก และหน้ามออกแตก (อ่านว่า หน้า-มอ-อก-แตก) ที่ต้องว่า ปุณณกัณฑ์นรก ก็เพราะว่ามันมีปริมาณรถมากกว่าปกติไม่รู้สักกี่เท่าตัว เป้าหมายของการเข้าออกถนนเส้นนี้ก็คือ มาร่วมงาน กลับบ้าน หลงทาง อยากมาดูสถานการณ์ พอสังเขปครับ ผมเองก็เป็นตัวอย่างของคนหลงทางเสียเวลานั่นปะไร รถติดนั้นเกิดจากปริมาณของรถเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการกีดขวางการจราจร จอดติ๊กแต็ก จอดสองคันซ้อนกัน จอดรอเลี้ยว กลับรถ โอย...นี่แหละครับ ต้นเหตุของนรกในอกผม ส่วนบนถนนกาญจนวนิชก็อีหรอบเดียวกันแน่นอน แต่เพิ่มเติมอีกอย่างก็คงเป็นเพราะสัญญาณไฟแดง อกจะแตกตายเสียหลายรอบ เพราะเห็นประตูเข้าบ้านอยู่ตรงนั้น แต่เลี้ยวเข้าไม่ได้เสียที นี่น่าจะอกแตกตายไหมครับท่าน กรณีของผมก็เป็นตัวอย่างที่ดี นอกจากจะอกแตก ยังจะมีกระเพาะเยี่ยวแตกเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ฮา

            นอกจากรถจะติดนอกบ้านแล้ว มันยังติดในบ้านเราอีกด้วย สังเกตดูดีๆนะครับ ไอ้ที่รถติดน่ะ มันเป็นเพราะอะไร หาที่จอด ค่อยๆขับไป เดี๋ยวก็มีคนออกเอง ติ๊กแต็ก จอดขวาง และอีกมากมาย และรถส่วนใหญ่ที่มาเข้างานจะอยู่บนถนนซะเป็นส่วนใหญ่แทนที่จะได้จอดเป็นเรื่องเป็นราว เห็นไหมครับ ขับรถเข้ามาในมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ขับรถ ไม่ใช่ขับเข้ามาเพื่อจอด

            ใครหนอ ช่างเป็นผู้จัดระบบการจราจรแบบนี้ ทำไมถึงปล่อยให้มันเป็นเยี่ยงนี้ซ้ำซากอยู่ทุกปี ทำไมไม่หาคนมาช่วยกันคิดมากๆ คิดกันนานๆ ตั้งคำถามใส่กันว่าจะเกิดปัญหาอะไรได้บ้างถ้าเปิดหรือปิดประตูนี้ คนเก่งๆมีตั้งมากมายในม.อ. ดอกเตอร์ก็มีไม่รู้สักกี่คน ทำไมไม่ไปเรียกเขามาช่วยกันคิด ถ้าปัญญาเรามีไม่มากพอ ก็ไปขอความช่วยเหลือเขาสิ หรือว่ายังไม่รู้และไม่คิดว่าเป็นปัญหา ตอนนี้หมอธนพันธ์ออกมาบ่นแล้ว ก็กรุณารู้ตัวไว้ด้วยนะครับ

            ในความเห็นส่วนตัวของคนที่ไม่เคยจัดงานอย่างผม (ก็มีความคิดเห็นเป็นกับเขาเหมือนกันนะ) ประตูใหญ่ทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว ประตูหน้าวัดโคกนาวก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้วเช่นเดียวกัน ประตู 108 ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทางเข้ามากกว่าทางออก เพราะลักษณะของถนนมันเป็นถนนที่ขึ้นเนินเพื่อเข้าสู่ปุณณกัณฑ์ เราจัดให้มันเป็นประตูออก มันมีความสุ่มเสี่ยงที่รถจอดรอจะถอยหลังไหลลงมาชนคันอื่นได้ อันนี้ถ้ามีจริงๆก็ยุ่งตายฮ่าฮ่าเลยครับ ถ้าให้เป็นประตูเข้าเสียแล้ว มันก็น่าจะระบายรถจากปุณณกัณฑ์ได้บ้างเป็นส่วนหนึ่ง ก็อย่างที่บอกว่า จะมีคนหลงทางคิดว่าจะมาเข้าทางนี้หลายคน เมื่อไม่ได้เข้าก็ต้องกลับรถ ยิ่งกลับรถก็ยิ่งติด

            ประตูทางด้านคณะศิลปะศาสตร์ ควรจะเปิดให้เป็นทางออกมากกว่าการเป็นสนามตะกร้อ จัดจราจรหรือรปภ.ที่มีความสามารถสักหน่อยมาช่วยอำนวยความสะดวก ตรงนี้มีความสำคัญมากนะครับที่อยากให้ออกทางถนนกาญจนวนิชมากกว่าปุณณกัณฑ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า กว่าร้อยละ 70-80 ที่ออกทางประตู 108 เขาเลี้ยวขวากันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะมีป้ายบอกเขาว่า เลี้ยวซ้ายก็ไปสงขลา ปัตตานี ได้ ก็ไม่มีคนเลี้ยวไปหรอกครับ ก็คนมันไม่ใช่รู้ทิศทางเหมือนเราไปหมดทุกคนหรอก (เราในที่นี้ ก็คงเป็นคนที่คิดเพี้ยนๆให้เขาไปทางที่เขาไม่รู้นั่นแหละครับ) และสุดท้าย รถที่ออกจากประตู 108 ก็ปล่อยรถเข้าปุณณกัณฑ์ไปจำนวนมหาศาลนั่นเอง นี่ไงเล่า รถเข้าก็เยอะ รถออกก็แยะ มันจะไม่เป็นนรกไปได้อย่างไรกัน ลองให้เขามาออกทางกาญจนวนิช ทางโคกนาวและด้านศิลปะศาสตร์บ้างสิ น่าจะพอผ่อนคลายไปได้บ้าง

            ตอนนี้ผมเสนอให้เปิดประตู 4 แห่งแล้วนะครับ เข้ามหาวิทยาลัยได้ 2 ออกได้อีก 3

            อีกเรื่องก็มาถึงรถติดข้างในมหาวิทยาลัยบ้าง ผมคิดว่า เราน่าจะกำหนดพื้นที่จอดรถไว้เลย แล้วจัดรถสาธารณะหมุนเวียนไปรับส่ง ระหว่างที่จอดรถกับภายในงานจุดต่างๆ หรืออาจจะต้องออกประชาสัมพันธ์ให้เขานั่งตุ๊กๆเข้ามาก็น่าจะลองดู หรือจัดรถมหาวิทยาลัยรับส่ง ม.อ.-หอนาฬิกา ม.อ.-โลตัส ม.อ.-ฯลฯ อันนี้ก็มาช่วยกันคิด

            น่าสนุกดีนะครับ มาช่วยกันคิด มาถกเถียงกัน ทะเลาะกันให้เสร็จใน war room ผมเองเสนอความคิดมา ก็เป็นการคิดที่คิดเองคนเดียว คนที่มองมากด้านกว่าก็อาจจะเห็นปัญหา หรือท้ายที่สุดแล้วอาจจะต้องเป็นแบบเดิมไปตลอดชีวิต แต่ถ้ามันเป็นความคิดเห็นอย่างตกผลึก คิดด้วยสมองไม่ใช่คิดด้วยไขสันหลัง อันนี้ยอมรับได้ 100%