อะไรคือ “คุณ” อะไรคือ “โทษ” ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับ ค่านิยม ความเชื่อของคนในสังคม ผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นต้น ตรงนี้เองที่ทำให้เราคิดว่า นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องทำงานกับศาสตร์อื่น

เมื่อทำงานกับเพื่อนนอกคณะเศรษฐศาสตร์ เพื่อนสรุปว่า  เราไม่เชื่อเรื่องจัดการความรู้

เมื่ออยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์  เราจะถูกมองว่าอ่อนแอในการใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์  โดยเฉพาะคณิตศาสตร์  เพื่อนที่คณะฯจึงออกจะแปลกใจที่รู้ว่าเราสอนวิชาคณิตเศรษฐศาสตร์ นอกจากสอนเศรษฐกิจชุมชน

 

เรื่องของเรื่องคือ  เพื่อนทั้งสองฝ่ายเข้าใจเราผิด   แท้จริงแล้ว  เราไม่เคยปฏิเสธ เครื่องมือ ใดๆ ไม่ว่า เป็นการจัดการความรู้ หรือ การใช้คณิตศาสตร์  แต่มันขึ้นอยู่กับว่า  เรากำลังจะทำอะไร  และควร เลือกใช้ เครืองมือใด มากกว่า   ใครก็ตามที่  เชื่อ  หรือ ยึดติด ในเครื่องมือหนึ่งโดยปฏิเสธที่จะเรียนรู้เครื่องมืออื่นๆ จึงไม่ค่อยจะฉลาดนัก   

 

แต่โดยธรรมชาติ  คนเรามีขีดจำกัดในการเรียนรู้  แต่ละคนจึงมีเครื่องมือเฉพาะตัว   เพราะฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุด คือ  ทำงานร่วมกันหลายคนที่มีมุมมองและมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือต่างกัน

 

เราจึงไม่ค่อยสบายใจที่การประชุมครั้งล่าสุดในการช่วยเพื่อนทำแผนงานวิจัยชิ้นใหม่   ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายชาติ  เกษตร สิ่งแวดล้อม   เมื่อให้ผู้ประสานงานแต่ละฝ่ายหาต่างคนต่างหานักวิจัยมาเอง   กลับพบว่า  ทุกฝ่ายต่างเชิญนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาร่วมทีม     ทั้งเศรษฐศาสตร์นโยบายมหภาค  เศรษฐศาสตร์เกษตร และเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม   ...ไม่สบายใจเพราะ พวกเราน่าจะหาคนที่มีมุมมองและเครื่องมือที่แตกต่างมาร่วมทีมมากกว่านี้ ....

 

จุดแข็งของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์  คือ  การชั่งน้ำหนัก คุณ และ โทษ  เพื่อหาจุดที่เหมาะสม (optimization) และหา ทางเลือก ที่ดีกว่า    (เศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า ประโยชน์ และ ต้นทุน  ซึ่งเศรษฐศาสตร์มองกว้าง แต่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเศรษฐศาสตร์คิดแต่เรื่องมูลค่าที่เป็นเงิน) อีกประการหนึ่ง  คือ เศรษฐศาสตร์มองว่าสิ่งต่างๆมักจะมีแรงผลักให้เสียสมดุล  แต่ โดยปกติ แล้ว ก็จะมีกลไกปรับระบบให้เข้าสู่สมดุล (equilibrium) ได้  โดยอาจเป็นสมดุลที่จุดเดิมหรือที่จุดใหม่   

 

ความสำคัญกลับมาอยู่ที่การบอกว่า  อะไรคือ คุณ   อะไรคือ โทษ   ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับ  ค่านิยม ความเชื่อของคนในสังคม   ผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์  ประสบการณ์ที่ผ่านมา   เป็นต้น   ตรงนี้เองที่ทำให้เราคิดว่า   นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องทำงานกับศาสตร์อื่น   อย่างเช่น  นักมานุษยวิทยา  นักสังคมวิทยา  นักการเกษตร นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

 

ส่วนเรื่องการจัดการความรู้  เราเคยทำงานทำนองนี้เมื่อเกือบสิบปีก่อนกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  แต่ตอนนั้นไม่เรียกว่า การจัดการความรู้   พบว่า  กลุ่ม best practices  จะมีจุดแข็งใน 3-4 เรื่อง  ไม่ได้เข้มแข็งไปเสียทุกเรื่อง  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มอื่นๆจึงช่วยได้มาก  

แต่สิ่งที่พบเพิ่มเติม  ก็คือ   บางเรื่อง พรมแดนแห่งความรู้ของชาวบ้านทุกกลุ่มรวมกันแล้วก็ยังคงอยู่ในระดับหนึ่ง  แก้ปัญหาไม่ได้ทุกเรื่อง  การจะทะลุพรมแดนนั้นออกไปต้องอาศัยการวิจัยที่ผสมผสานความรู้ท้องถิ่น การจัดระบบข้อมูลใหม่  และการวิเคราะห์ทางวิชาการ เป็น input ผสมกับความเป็นเลิศในจินตนาการและมุมมองที่แหลมคมของปราชญ์ชาวบ้าน  จึงจะสามารถขยับพรมแดนแห่งความรู้  หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้   (เราเพิ่งรู้จากพี่สาวที่สอนวิทยาการจัดการที่ มอ.ว่า  เมื่อประมาณสิบปีก่อน  พี่สาวเคยไปเป็นวิทยากรให้กลุ่มครูชบเกี่ยวกับเรื่องระบบบัญชี การจัดการ อะไรทำนองนี้)

 

การมีกรอบคิด มีเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ทำให้มี หลัก  มี วิธี  แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ดีที่สุดในทุกเรื่อง