กลุ่มผู้ผลิตผ้าย้อมครามของจังหวัดสกลนคร ว่าควรจะมาช่วยกันตั้งหลักที่จะสร้างมาตรฐานหรือตกลงร่วมกันในการรักษากระบวนการผลิตให้คงเอกลักษณ์ จิตวิญญาณของผู้ผลิตและชุมชนไว้ ในขณะเดียวกันก็ผลิตให้ได้คุณภาพ-รูปแบบที่ถูกใจผู้บริโภคหรือตลาดด้วย

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสลิ้มรสศิลปวัฒนธรรมในงานเสวนาถึง ๓ งานติดๆกัน ตั้งแต่วันที่ ๖-๗-๘ สิงหาคม เป็นงานมี “ระดับ” ทั้งนั้นด้วยความสำคัญของหัวข้อ และ ผู้ที่เป็นผู้ให้ความรู้/แนวคิด แต่ผู้เขียนขอเลือกนำเสนองานที่ตัวเองชอบที่สุดก่อนก็แล้วกันนะคะ นั่นคือ งานเสวนาเกี่ยวกับผ้าย้อมคราม

**********

วันที่ 8 สิงหาคม 2551 การเสวนา "มาตรฐานผ้าย้อมครามสกลนคร" ผู้ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็คือ

คุณสงบัณฑิต ยศมั่นคง จาก กลุ่มที่ผลิตผ้าย้อมครามและผ้าย้อมสีธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด มีคุณภาพสูงและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในตลาดต่างประเทศ โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ ว่า ละหาแห่ง  สะหวันนะเขต ประเทศลาว

คุณประสาท ตงศิริอดีตประธานหอการค้าสกลนคร ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจรถจักรยานยนต์ที่หลงใหลในความงามของวัฒนธรรมและผ้าย้อมคราม

ผศ.อนุรัตน์ สายทองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นผู้ดำเนินการเสวนาอาจารย์อนุรัตน์เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการวิจัยผ้าย้อมครามมาตั้งแต่ต้น แต่ด้วยความรักและความสนใจ แม้โครงการวิจัยสิ้นสุดลงนานแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่หยุดคิด หยุดทำ ในการพัฒนาผ้าย้อมคราม การเสวนาครั้งนี้ผู้จัดคือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยอาจารย์อนุรัตน์เป็นแม่งาน

จากซ้าย : ดร.บุญธง-คุณสงบัณฑิต ยศมั่นคง และ ผศ.อนุรัตน์ สายทอง

จากซ้าย : ผู้ทำสื่ออิสระ จิ๋ว-ประไพพรรณ(ผ้าย้อมครามแม่ฑีตา) คุณประสาท ตงศิริ

เป้าหมายผู้ฟังที่ตั้งไว้ก็คือสมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมครามทั้งหมดของสกลนคร (ราว6-70 กลุ่ม)

ผู้มาร่วมงานต่างสวมใส่ผ้าย้อมครามมากันแทบทุกคน มีลวดลายงดงาม

งานจัดที่ห้องดุสิตา โรงแรมภูพานเพลส มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

น่าเสียดายที่กลุ่มชาวบ้านที่ทำผ้าย้อมครามในหมู่บ้านต่างๆ ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปร่วมกิจกรรมของจังหวัดที่จัดขึ้นในโอกาส “วันแม่”เหลือมาร่วมงานได้ไม่ถึงสามสิบคน และอีกจำนวนหนึ่งเพิ่งได้รับจดหมายเชิญในวันงานมาไม่ทัน อย่างไรก็ตามคนที่มาร่วมงานก็เป็นคนทำผ้าย้อมครามจริงและหลายคนเป็นผู้นำกลุ่ม

อาจารย์อนุรัตน์กล่าวว่า แต่เดิมนั้นเมื่อเริ่มมีการฟื้นฟูใหม่ๆ การทำผ้าย้อมครามมีความสับสน ซับซ้อน และเป็นความรู้ที่อยู่ในตัวของชาวบ้านผู้ทำผ้าย้อมคราม ไม่ได้มีการจดบันทึก อาจารย์ได้พยายามถอดรหัสจนเข้าใจด้วยกระบวนการทางการวิจัยโดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการทำงานเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน ได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสิ่งใดใช่หรือไม่ใช่ผ้าย้อมคราม และผ้าย้อมครามคุณภาพสูงเป็นอย่างไร เรียกว่า สะสางความรู้เรื่องผ้าย้อมครามให้กระจ่างชัด และทำให้ความรู้นั้นปรากฎเป็นความรู้แจ้งชัด

เมื่อถึงยุคที่ผ้าย้อมครามได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีหน่วยงานมากมายพยายามเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการทำผ้าย้อมคราม เช่น การทำผลิตภัณฑ์โอทอป ที่เน้นผลิตมากๆ ขยายตลาดให้ได้รวดเร็ว บัดนี้ ความพยายามที่จะพัฒนาไปแบบทุนนิยม-บริโภคนิยม ได้ทำให้สิ่งที่ได้ทำไว้อย่างกระจ่างชัดนั้นเกิดการ “ปนเปื้อน” ด้วยทั้งวิธีคิด และวิธีผลิตผ้าย้อมคราม เช่น การมาสอนชาวบ้านโดยที่ตัวนักวิชาการเองไม่ได้รู้จริง มาแนะนำชาวบ้านให้ย้อมครามแบบ"ย้อมร้อน" ซึ่งครามธรรมชาติแท้ ต้อง"ย้อมเย็น" เท่านั้น หรือมาบอกให้ชาวบ้านย้อมแบบผสมสีเคมี โดยบอกว่าเหมือนใช้ผงชูรส ให้สีดีขึ้น

อาจารย์อนุรัตน์จึงคิดว่าน่าจะได้มีความพยายามที่จะทำให้เกิดความกระจ่างชัดอีกครั้ง อย่างน้อยก็ในกลุ่มผู้ผลิตผ้าย้อมครามของจังหวัดสกลนคร ว่าควรจะมาช่วยกันตั้งสติ ตั้งหลักที่จะสร้างมาตรฐานหรือตกลงร่วมกันในการรักษากระบวนการผลิตให้คงภูมิปัญญาดั้งเดิม เอกลักษณ์ จิตวิญญาณของผู้ผลิตและชุมชนไว้ ในขณะเดียวกันก็ผลิตให้ได้คุณภาพ-รูปแบบที่ถูกใจผู้บริโภคหรือตลาดด้วย

นี่จึงเป็นที่มาของการเชิญผู้ที่มีความสำเร็จโดดเด่นจากบ้านพี่เมืองน้อง มาช่วยให้แนวคิดและแบ่งปันความรู้

คุณสงบัณฑิต (ไม่ได้มาคนเดียว แต่นำดร.บุญธง สามีมาด้วย ให้มาช่วยกำกับภาพแสดงขึ้นจอ น่ารักมากๆทั้งคู่) เว้าลาว แต่ทุกคนเข้าใจ ผู้เขียนก็เข้าใจส่วนใหญ่ เดาเอาบ้าง หากใครเคยชมรายการ Spirit of Asia ของช่อง Thai PBS มีตอนหนึ่งกล่าวถึงการทอผ้าของชาวภูไท และการมาตั้งบ้านแปงเมืองของชุมชน “บ้านละหาน้ำ” ประเทศลาว เขากล่าวถึงกลุ่มทำผ้าที่คุณสงบัณฑิตเป็นผู้จัดการอยู่เต็มๆเลย ชมสารคดีแล้วต้องนับถือในความคิดและความพยายามของเขาจริงๆ เข้าไปดูรายละเอียดของบริษัทเขาได้ที่www.lahasinh.com

เธอเล่าว่าเกิดมาก็เห็นผู้เฒ่า ผู้แก่ย้อมผ้ามือดำ เธอเคยรับราชการ แล้วไปพัฒนาชนบทส่งเสริมชาวบ้านให้ทำผ้า ชาวบ้านก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจะให้ทำไปขายใคร หลังจากนั้นเธอออกจากราชการมาทำของตนเอง โดยเริ่มแค่การทอผ้าและย้อมครามในหมู่ญาติพี่น้องรอบตัวก่อน เริ่มที่ ๕ คน จนเดี๋ยวนี้มีคนที่มาร่วมเป็นเครือข่ายถึงกว่าสี่ร้อยครอบครัว ในสี่เมือง โดยทำทุกอย่างตามแบบภูมิปัญญาเดิม ตั้งแต่ปลูกฝ้าย ปลูกคราม ย้อมผ้าคราม ย้อมผ้าสีธรรมชาติอื่นๆ ปัจจุบันสามารถทำสีต่างๆได้กว่าหกสิบสี

นอกจากนั้นเธอและสามียังได้ศึกษาเพื่อพัฒนาการย้อมผ้าทั้งสีครามและสีธรรมชาติ รวมทั้งด้านการออกแบบ แฟชั่น-การตลาด กับผู้เชี่ยวชาญหลายชาติ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย สวิทเซอร์แลนด์ เป็นการบูรณาการความรู้เก่าใหม่อย่างยิ่งยวด ทำเรื่องผ้าอย่างครบวงจร จนงานของเธอได้รับรางวัลมากมาย ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ตอนนี้เธอเป็น รองประธานสมาคมพัฒนาหัตถกรรมลาวด้วย

ครั้งหน้ามาติดตามว่า คุณสงบัณฑิต ยศมั่นคง เธอนำความรู้ที่ได้สร้างความสำเร็จให้กับผลิตภัณฑ์ในชื่อ “ละหา” ของบริษัทเธอ มาเล่าสู่แบ่งปันกันกับพี่น้องไทยอย่างไรบ้าง