"ดร.โกร่ง" กุนซือด้านเศรษฐกิจของนายกฯยังคงเดินสายยำแบงก์ชาติ ล่าสุดอาศัยเวทีพาณิชย์ ตอกย้ำการดำเนินนโยบายการเงินต้องรอบคอบ หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย อ้างผลข้างเคียงสูง นโยบายการเงิน-การคลัง ต้องสอดคล้องกัน ขืนไปคนละทิศเศรษฐกิจประเทศอาจหยุดชะงัก
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเปิดเผยในการสัมมนา 60 ปีดัชนีไทย ก้าวไกลสู่สากล "เรื่องรู้ทันเงินเฟ้อ รู้ทันเศรษฐกิจ" จัดโดยสำนักดัชนีกระทรวงพาณิชย์ว่าการบริหารเศรษฐกิจประเทศไม่ว่าจะอยู่ในช่วงปกติหรือมีวิกฤติ การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักได้แก่ 1.อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) 2.อัตราเงินเฟ้อ และ 3.เสถียรภาพภายนอกคือดูแลค่าเงินบาทให้มีความมั่นคง เพื่อรักษาดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด นอกจากนี้ยังเห็นว่าจีดีพีของไทยที่เหมาะสมควรอยู่ในระดับ 5% ขึ้นไปขณะที่อัตราเงินเฟ้อควรอยู่ที่ 2-5% หากเงินเฟ้อต่ำกว่า 2% จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตวิทยาเรื่องภาวะเงินฝืด และกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตามควรจะทำให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อโลก
ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ และเข้ามาลงทุนในไทย ที่สำคัญคือ การทำงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหารือร่วมกันและทำงานประสานไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่มีเป้าหมายชัดเจนก็ทำให้การแก้ไขมีปัญหา สิ่งสำคัญหลังจากนี้ทุกหน่วยงานควรจะทำงานประสานกันในเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดมุมมองที่สอดคล้องกัน
นายวีรพงษ์กล่าวว่าการใช้นโยบายการคลังในการดูแลเศรษฐกิจเหมือนเป็นการรักษาโรคด้วยยาหม้อ ซึ่งออกผลช้า แต่เมื่อให้ยาแล้วจะไม่มีผลกระทบต่อคนไข้ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจ แต่การใช้นโยบายการเงินเมื่อใช้แล้วจะเกิดผลกระทบทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การใช้นโยบายการเงินและการคลังสอดคล้องกัน หากเดินไปในทิศทางเดียวกันจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ แต่หากใช้ด้านใดด้านหนึ่งก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักได้ "การใช้นโยบายการเงินต้องระมัดระวัง เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย ไม่เหมือนกับนโยบายการคลังที่ผิดพลาดบ้างแต่ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก คนไข้ไม่แพ้ยา แม้นโยบายการเงินจะแก้ไขโรคได้ชะงักแต่ขณะเดียวกันก็มีผลข้างเคียงสูง" นายวีรพงษ์กล่าว
ด้านนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ไม่ได้มีการทำงานที่ขัดแย้งกับใคร การดูแลเศรษฐกิจจะยังให้ความสำคัญเงินเฟ้อมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ เราไม่ได้หมกมุ่นในการดูแลเงินเฟ้อเช่นที่หลายฝ่ายพูดกัน โดยเราจะต้องอยู่ในความสมดุลหรือไปด้วยกัน คือ เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป เศรษฐกิจ ยังขยายตัวได้ ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง "หากเรามุ่งให้เงินเฟ้อต่ำ แต่จีดีพีชะลอ เศรษฐกิจอ่อนแอ เราก็ไม่รู้ จะทำไปทำไม ธปท.ก็ต้องการให้เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ เราทราบดีการให้ยาหรือนโยบายการเงินมันมีผลกระทบเสมอ แต่เราก็ต้องแน่ใจว่าคนไข้หรือระบบเศรษฐกิจแข็งแรงพอ เราจะไม่ให้ยาแรงกว่าโรคโดยไม่สนใจผลกระทบแน่นอน"นางอัจนากล่าว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลง ตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ จะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ
แนวหน้า ไทยรัฐ ข่าวหุ้น โพสต์ทูเดย์
มติชน ข่าวสด เดลินิวส์ 14 ส.ค. 2551