ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (Outcome challenges)
เดิมคำๆนี้ เรียกๆกันตามลิ้นไทยๆก็แปลว่า "ผลลัพธ์ที่ท้าทาย" คืออ่านเรียงจากซ้ายไปขวาเลยทีเดียว แต่คราวนี้เรามีครูมาด้วยหลายระดับ รวมทั้งครูสอนภาษาอังกฤษด้วย มีผลทำให้เวลาเราพูดอะไรเกิดอาการเกร็ง (เล็กน้อยพองาม) เหมือนกลับเข้าไปอยู่ในห้องเรียนอีกครั้ง เพราะมีสายตาและโสตประสาทของครู monitor เราอยู่ (ในสมองเราเอง!) อาจารย์ทัศนีย์เป็นครูที่มีจิตเมตตา และ "เป็นครู" จริงๆ คืออยู่ในชีวิตจิตใจ ท่านได้กรุณาแนะนำว่าคำๆนี้มันเน้นใช้ตัวหลังเป็นหลัก และตัวหน้าทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ (adjective) ฉะนั้นแปลตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของภาษาน่าจะเรียก "ความท้าทายเชิงผลลัพธ์" มากกว่า
อ.ทัศนีย์ ไพฑูรย์พงศ์ ติดตาม blog edkm ของอาจารย์ได้ครับ
ในกระบวนการทำ outcome mapping นั้น ข้นตอนย่อยๆก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลย มีลักษณะแห่งการเกี่ยวพันโยงใยยุบยับ แต่ละ session เราจะมีวิทยากรคือ อาจารย์ประพนธ์ ผาสุขยืด มา "wrap-up" ทำการสรุปรวบยอด (แต่อาจารย์บอกว่า อาจารย์ชอบลงมาใส่ "ตัวกวน" มากกว่า เวลาผู้เข้าร่วมทำท่าดีอกดีใจเพราะเข้าใจเกินไป เป็นการชะลอจิตลง มิให้ตะเลิดเถิดเทิงคือเข้าป่ามากไป) ในแต่ละ session
อ.ประพนธ์ ผาสุขยืด วิทยากร กระบวนกร ผู้ส่งตัวกวน ฯลฯ กำลังจดอะไรที่พวกเราพูดเชยๆออกมาก็ไม่รู้
ตั้งแต่การเขียน vision mission แล้ว การเบลอผสมการชัดเจนที่ได้สมดุล เป็นศิลปประการหนึ่งทีเดียวของการทำ outcome mapping และโดยหลักการแห่งการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง (หรือจะเรียก "อิทัปปัจจยตา" ก็น่าจะได้) ทำให้เกิดหลักการเชิงปฏิบัติตามมา อาทิ หนังสือบางเล่มของ OM จะแนะนำเลยว่า ถ้าจะให้ดี ทุกครั้งที่โอกาสเอื้ออำนวย หรือมีความเป็นไปได้ การรวบรวม stake-holders (คำนี้มันออกกว้างๆนะ ผมว่ามันมี sense ปนๆของทั้ง direct partner และ strategic partner อยู่ในคำนี้ ไม่ทราบท่านผู้รู้่ หรือท่านผู้สนใจคิด จะแสดงความเห็นให้หน่อยได้ไหม) ให้มีส่วนร่วมในการร่างเขียน vision & mission ก็จะเกิดคุณานุประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เกิด sense of ownership คือ "ฉันก็มีส่วนร่าง ส่วนความเป็นเจ้าของโครงการ แผน นี้เหมือนกันนะ" แต่จะเป็นการช่วยเสริมให้ทีมทำงาน มองเห็นมิติความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงให้กว้างมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะงานสังคมศาสตร์ หรืองานสาธารณสุข ที่สุขภาวะเป็นอะไรที่ซับซ้อน มีหลากหลายมิติ และผลลัพธ์เกิดจากสมดุล ณ เวลาหนึ่งๆของเหตุปัจจัยทุกประการนั่นเอง
ผมเคยไปทำงานกับหน่วย PCU มากมายหลายหน่วย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนทีีทรงพลัง ความมุ่งมั่นสูง ช่วยกันเขียน ช่วยกันร่าง สิ่งที่เราอยากจะออกไปช่วยไปทำให้แก่ชาวบ้าน ด้วยจิตอาสาอันหนักแน่นมาก แต่บางงานได้ผลลัพธ์ไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งเป็นไปได้หลายเหตุปัจจัย ปัจจัยประการหนึ่งก็คือ สิ่งที่เราอยากไปทำให้่นั้น ในตอนนั้นมันไม่ใช่วาระของเขา (คนรับประโยชน์)ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นเรีืองที่ดีงาม มีประโยชน์ก็จริง แต่การรับรู้ของคนรับไม่ได้อยู่ในสภาวะสูงสุด ก็น่าเสียดาย
ตรงนี้ก็คล้ายกับการเรียนการสอนด้วย (ขออ้างความเป็นครูเหมือนกัน) การเรียนการสอน class ที่สนุก และ class ที่ดูจะได้ประโยชน์มากๆ มักจะเกิดในชั้นที่เกิด "ความพร้อม" ไม่เพียงแต่กาย สมอง แต่รวมไปถึงอารมณ์ร่วมในการเรียนรู้ด้วย
จริงอยู่ที่ความจริงใจ ความหวังดี ทีเป็น drive ภายในของพวกเรา ก็อาจจะช่วยดัน ช่วยลาก กิจกรรมจนลุล่วงไปได้ แต่ก็เหน็ดเหนื่อย ใช้แรง มากกว่าในสถานการณ์ที่ผู้รับมีคลื่นเดียวกับเราเป็นต้นทุนเดิม บางทีเราจะไปทำเรื่องเบาหวาน แต่หมู่บ้านกำลังสนใจเรื่องยุงเพราะไข้เลือดออกระบาด บางทีเราจะไปทำเรื่อง empower เด็กนักเรียน ปรากฏว่าตอนนั้นเป็นช่วงเปิดเทอม เด็กๆออกจากหมู่บ้านไปพักอาศัยในเมืองกันหมดเพื่อเรียนหนังสือ โครงการดีๆหลายโครงการก็สูญเสียประโยชน์เพราะไม่ได้ปรับให้เข้ากับบริบทของผู้รับเสียก่อน เราไม่ได้ใช้ "ข้อมูลเชิงปฏิบัติ หรือเชิงภูมิทัศน์" มาประกอบการเขียนโครงการ เขียนแผน แต่ไปใช้ universal guidelines ว่าทำเรื่องนี้ ได้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้
|
ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (Outcome Challenges)
|
ในขั้นตอนนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ
อันที่หนึ่ง เป็นการพูดถึง Direct Partners หรือ boundary partners ของคนพูด (หรือเจ้าของโครงการ) อย่าข้าม shot ไปพูดถึง partner of partner (เกิดขึ้นบ่อยในบรรดาพวกหมอๆที่ใจลอยทั้งหลาย อิ อิ) บางทีพูดเลยเถิดไปถึง partner of partner of partner ยิ่งพวกที่ทำในระบบสาธารณสุข เราก็อยากจะให้ผลประโยชน์ไปตกที่ประชาชน แต่ในระดับแผน อย่างแผนโครงการโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพนี่ เราได้ identify direct partners ไว้ระดับตัวแทน รร.แพทย์ และ 4 nodes เท่านั้น นักศึกษาแพทย์เองก็จะอยู่ในระดับ partner of partner ของแผนนี้ และถ้าเราพูดเลยไปถึงการพัฒนาคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพ พฤติกรรม อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็จะกลายเป็น partner of partner of partner ซึ่งบุคลากรคนทำงานของแผนนี้ ยังไม่มีโยงใยโดยตรงไปถึง เราต้องฝากให้ partners ของเราเป็นคนจัดการเรื่องเหล่านี้ เพราะเขาจะอยู่ในบริบท ในพื้นที่ ที่มี direct contact มากกว่า
ประการที่สอง พูดถึงศักยภาพและพฤติกรรม ไม่ได้พูดถึงกิจกรรม การเขียนแผนในความคุ้นชินเดิมนั้น เรามักจะเป็นกังวลเรื่องการวัดมากเกินไป จนบางทีคิดถึงแต่ว่าจะเอาวัดได้ วัดง่ายๆ วัดชัดเจน สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบ lottery คือ เป็นตัวเลขไปหมด เช่น จัดอบรมกี่ครั้ง ผู้เข้าร่วมกี่คน มาจากกี่จังหวัดกี่ภาค พึงพอใจกี่เปอร์เซนต์ แต่ value ที่เราอยากให้เกิดจริงๆ กลายเป็น assumption ว่าจากตัวเลขเหล่านั้น น่าจะเกิดอะไรอย่างที่เราหวัง outcome เชิงสังคมศาสตร์นั้น เป็น value ที่เกี่ยวกับ "คน" และเป็นเรื่องของคนกับสิ่งต่างๆในนิเวศ ฉะนั้น outcome mapping จึงให้เขียนความท้าทายเชิงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบของ "ศักยภาพ" และ "พฤติกรรม" เรียกว่าถ้าเราอยากไปถึงดวงดาวล่ะก็ อันดับแรกคนของเราต้องหัดไปเป็นนักบินอวกาศก่อน สร้างจรวดเป็นก่อน เป็นประเภท competency หรือ ability หรืออาจจะเป็น เชิงพฤติกรรม เชิงความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ควรจะมีความยากในระดับ "ท้าทาย" ไม่ใช่เขียนเสร็จ ปรากฏว่าเรามีอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องไปทำอะไรต่อแบบนั้น
ประการที่สาม พูดถึงกรอบเวลาที่มองเห็นได้ในเวลาไม่ยาวนานเกินไป เพื่อที่จะ monitor ว่าเรากำลังอยู่บนมรรคานี้จริงๆนะ ไม่ได้ออกไปกินลมชมวิวจนจะออกนอกประเทศอยู่แล้ว แผนที่ทะลักออกไปชมนกชมไม้ นี่ก็อาจจะมากไป ที่จริงการเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางก็ไม่ถึงกับเสียหาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราได้มากขึ้น แต่อย่างน้อยก็สามารถบอกได้ว่าเรากำลังเบี่ยงอยู่นะ มีสติ มีการรับรู้ตนเองตลอดเวลา
แผนงานโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ
เนื่องจากเรามีตัวแทนของ direct partners ของแผนมาสองคน เราก็เลยเอาสอง nodes สองเครือข่ายนี้แหละมาทำ outcome challenges เป็น model ซะเลย อิ อิ
ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (outcome challenges)
|
โดยมีกรอบการทำงานตามความท้าทายนี้ประมาณ 3 ปี ส่วนของ direct partners อื่นๆ ยังไม่ได้นำมาทดลองใน workshop นี้
การเขียน OC นี้ก็เกิดการเรียนรู้ และมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ "กรอบ achievement" ที่ในตอนแรกเราเขียนเกือบจะเทียบเท่ากับวิสัยทัศน์เลยทีเดียว (เขียนไปเขียนมา มันย้อนกลับขึ้นไปเอง น่ามหัศจรรย์มาก อิ อิ) เช่น ตอนแรกเราเขียนของเครือข่ายนักศึกษาแพทย์ว่า เราจะทำให้ empower เขาได้ขนาด "มีวิถีชีวิตเป็นต้นแบบ" เลยทีเดียว พี่เลี้ยงประจำกลุ่มเรามาเห็นเข้าก็ตาโต โอ้ โฮ เอางั้นเลยนะคะคุณหมอ กรอบทำงานกี่ปีคะนี่? พอถูกจิ้งจก เอ๊ย พี่เลี้ยงทัก เราก็มาสุมหัวคิดแล้วสรุปว่า ชาตินี้่ก็อาจจะทำไม่ได้ขนาดนี้ ก็เลยแก้ wording เอาเป็นเพียง "อยู่บนหนทางแห่งวิถีชีวิต" ก็พอ (ซึ่งก็ยังเว่อหน่อยๆอยู่ดี แต่เบาลงมาเยอะกว่าตอนแรก)
ในขั้นนี้ต้องคอยระวัง เพราะเราพึ่งเขียน vision mission ไปไม่นาน มักจะเผอเรอ เอา outcome challenges ไปอยู่ระดับเดียวกับตรงนั้น มันจะสูญเสียความชัดเจน และทะลักทลายกรอบเวลาการทำงานของเราไปได้อย่างง่ายดาย และเป็นอุปสรรคต่อการ monitor progress ของแผนงานเราเอง