ไม่อยากเอ่ยถึงอายุเลย  เพราะมันเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น แต่จำเป็นที่ต้องเอ่ยถึง  เมื่อคราวที่ป่วย ไม่สบาย ไปหาหมอ  หรือต้องกินยา 

เพราะหากป่วย  ก็ต้องรู้เรื่องอายุ ว่า เกิดมานานเท่าไร  หมอจะได้วินิจฉัยโรคถูกไง แล้ว เราเองจะได้เทียบเคียงกับคนวัยเดียวกับเรา  ให้สบายใจไปบ้าง....

หรือเวลาที่ไม่สบายก็ต้องรู้เรื่องอายุ  อายุน้อยๆ  คงไม่เป็นแบบที่ครูอ้อยเป็นตอนนี้  รู้สึกไม่สบายตัวเลย  ทำอะไรก็หงุดหงิด งุ่มง่าม  ก็เพราะเจ้าตัวเลข หรือ....อายุนั่นเอง  

หรือว่า เวลาไปหาหมอ  ไปซื้อยาที่ร้านที่มีเภสัชกร  ก็จะถามอายุกันก่อน  เพราะหน้าตาของครูอ้อย  ไม่บอกอายุใครถูกสักที  ก็ต้องถามเรื่องอายุ  กันพลาดกันบ้าง 

วัย 50 ปีที่มีการเปลี่ยนแปลง  ทั้งด้านสรีระ และสภาพจิตใจ  แต่นิสัย  ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง  รวมทั้งบริบทรอบข้างก็ไม่เปลี่ยนแปลง 

รวมทั้งเรื่องของหัวใจที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่า...ตัวเลขจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม

ที่เขียนมานี้  เพื่อเตือนท่านผู้อ่านที่มีวัย  คลานตามมากับครูอ้อย โดยเฉพาะท่านหญิง  ส่วนใหญ่  คำนึงถึงความสวยงามเป็นอันดับแรก  เหมือนกับครูอ้อยน่ะล่ะ  ที่แย่แล้ว ทั้งเรื่องน้ำหนัก....ก็ตามมากับอายุ  เส้นผม  ก็ตามมาด้วย  .....ความจำ หรือ memory ยิ่งแย่เลย 

upgrade กันบ่อยๆ ก็ไม่ไหวแล้ว  

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่..ง่าย  และไม่เกี่ยวกับตัวเลขของอายุ...นั่นคือ รอยยิ้ม 

*****

เมื่อเช้านี้  ครูอ้อยมาถึงโรงเรียน  ทั้งๆที่ป่วย  เป็นโรค 50 ปีที่เปลี่ยนแปลง 

ครูอ้อยทาแป้ง  ทาปาก  และลองยิ้มให้กระจกดูซิ 

ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง....ก็ยังมองดูได้นะ...

อยากจะพูดว่า...น่ารัก ก็เกรงใจ 

*****

เอาเป็นว่า..กล่าวโดยรวม  การยิ้มแย้มแจ่มใส  เป็นไปตามใจที่ไม่เกี่ยวกับอายุ  ....ถึงตัวเลขจะสูงขึ้น  น้ำหนักจะสูงตาม  เส้นผมจะตามมาติดๆ  แต่หาก...ยิ้ม  ยิ้ม  ยิ้ม...ทั้ง สามอย่างที่กล่าวมาเบื้องต้น คือ อายุ น้ำหนัก เส้นผม...ทิ้งห่างกระจุย 

แล้ว 50 ปีที่เปลี่ยนแปลง..ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แล้ว..เพราะว่า...ยังน่ารักอยู่...