การวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร
การฟังสัมมนาครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นภาค 2 ของความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์และอธิปไตยของชาติ ก็ว่าได้ เพราะเป็นการชี้ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าในอนาคตประเทศไทยอาจต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านอาหารหรือความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน หากประชาชนชาวไทยไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะในปัจจุบันความหลากหลายทางชีวภาพของไทยได้ลดลงไปมาก ดังจะเห็นได้จากการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์หลายๆ ชนิด ความอ่อนแอของพืชและสัตว์เศรษฐกิจต่อการระบาดของโรค ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราต้องขวนขวายหาวิธีป้องกันและแก้ไข เพราะการแก้ไขในปัจจุบันอาจจะยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้าอยากทำอะไรดีๆ เพื่อประเทศไทยสักอย่างหนึ่ง อาจจะไม่ถึงขั้นการทำวีดีทัศน์อย่างเรื่อง “An Inconvenient Truth” ที่ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับสภาวะโลกร้อน และช่วยกันแก้ไขปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้ เพียงแค่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจและรับรู้ความเป็นจริงของกฎ กติกา ที่เกิดขึ้นในโลกว่า จริงๆ แล้วเกิดขึ้นเพื่ออะไร และเพื่อใคร เป็นไปเพื่อความยุติธรรมในโลกจริงหรือไม่ หากเราต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยก็มีข้อมูลเบื้องต้นให้ช่วยในการตัดสินใจ และรู้ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้กระทบต่อคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาให้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ให้รู้จักยุคต่างๆ ของโลก เช่น ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคปฏิวัติแดง และยุคปฏิวัติเขียว เป็นต้น เบื้องหน้า-เบื้องหลังของการปฏิวัติ ความเชื่อมโยงของยุคนั้นๆ กับเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น สงครามเย็น การกำเนิด GMOs การวิจัยข้ามชาติ และสิทธิบัตร เป็นต้น การทำความเข้าใจที่มาของนโยบาย ข้อดี และข้อเสียขององค์กรต่างๆ กฎข้อบังคับ หรือสนธิสัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเช่น FTA, FAO, NAFTA, CGIAR หรือแม้แต่ IRRI เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ข้าพเจ้าเกิดความยากลำบากมากขึ้น ในการกำหนดขอบเขตการวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ เพราะจากการฟังสัมมนาครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องคิดให้รอบด้านรอบตัวมากขึ้น ว่าการวิจัยของข้าพเจ้าจะก่อให้เกิดผลดีอย่างแท้จริงต่อการพัฒนาประเทศไทยหรือไม่