GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Proceedings มหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๒ (๔๘)_๑

นานาเรื่องราวการจัดการความรู้ (๔)

นครสวรรค์ฟอรั่ม : การเรียนรู้คู่ปฎิบัติของชาวนานครสวรรค์

         (โปรย) การขยายพื้นที่แห่งความสำเร็จ หากทำเพียงจุดเดียวก็ได้แห่งเดียว แต่หากมีจุดเริ่มต้นหลาย ๆกลุ่มกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัดและมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพก็ไม่ยากที่จังหวัดนครสวรรค์จะเป็นแหล่งปลูกและค้าข้าวปลอดสารพิษรายใหญ่ของประเทศ โรงเรียนชาวนากว่า 30 แห่งที่เกิดขึ้นในทุกอำเภอจึงเป็นการขยายเครือข่ายจัดการความรู้ที่รวดเร็วและเห็นผล จากการเรียนรู้คู่ปฏิบัติ ของทั้งผู้สนับสนุนและตัวเกษตรกรเอง 


         เกษตรกรผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าว่า การทำนาสมัยก่อนทำกันอย่างจริงจังมีจิตวิญญาณ เกษตรกรจะเดินออกไปดูแปลงนาแต่เช้าตรู่ ดู โรคแมลง สังเกตในแปลงนาดูแลอย่างทั่วถึง ดูน้ำดูสภาพความเป็นไป แล้วจึงเข้ามาพักผ่อนในตอนบ่าย ตกเย็นก็เดินไปดูใหม่อีกรอบหนึ่ง เกษตรกรจะมีความดูแลเอาใจใส่แปลงนาเป็นอย่างดี จะสังเกตความเปลี่ยนแปลงของแปลงนาตลอด และมีความผูกพันกับข้าวอย่างแท้จริง   ผิดกับชาวนาสมัยนี้จะไม่ค่อยดูแลนาตัวเองเท่าที่ควรบางอย่างใช้เงินจ้าง คล้ายกับเป็นผู้จัดการนา
 
เมื่อชาวนาได้ทบทวนตนเอง
         จากการทบทวนบทเรียนการทำนาที่ผ่านมาของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์พบว่า สภาพดินเริ่มแย่ลง (ดินไม่กินปุ๋ย) เกษตรกรใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่เกษตรกรใช้ปุ๋ย 50 – 70 กก. / ไร่ และคงใช้เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้หน้าดินไม่มีนวลเกิดขึ้น ดินไม่ร่วน และดินแข็งเกินกว่าปกติ นอกจากนี้ยังพบแมลงรบกวนมาก นอกจากระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนไปแล้ว การทำนาปัจจุบันหากไม่มีเงินก็ไม่สามารถทำนาได้ เพราะทุกอย่างต้องซื้อหมด ในขณะที่ทั้งปุ๋ย ยาเคมีทุกชนิด น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง อีกทั้งค่าใช้จ่ายประจำวันภายในครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น     วิถีชีวิตของเกษตรกรมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น บางครั้งท้อแท้ไม่มีความสุข หลายครอบครัวหนี้สิน เกษตรกรส่งลูกไปเรียนหนังสือในเมืองมากขึ้น เมื่อเรียนจบก็หางานทำในเมือง ทิ้งให้พ่อแม่มาทำนาต่อไป และแม้สิ่งอำนวยความสะดวกจะมีมากขึ้นแต่ก็ไม่ช่วยทำให้ชีวิตเกษตรกรมีความสุขขึ้นมาได้


จุดเปลี่ยน : เริ่มหันกลับมาหาเกษตรปลอดสารเคมี
         โรงเรียนชาวนา คือ แบบจำลองการเรียนรู้ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร : กลุ่มนครสวรรค์ฟอรั่ม หรือเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์จึงเกิดขึ้น โดยมีกลยุทธ์ของการดำเนินงานอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า“โรงเรียนชาวนา” ที่เคยทำมาแล้วในหลายพื้นที่มาลองใช้กับชาวนานครสวรรค์ แต่มีกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่การชี้นำหรือสั่งการแต่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกษตรกรจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า การทำนาของเขาในอดีตและปัจจุบันที่ใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆนั้น ความจริงแล้วเขาได้กำไรหรือขาดทุน
         และเมื่อต้นทุนคือปัญหาทำอย่างไรจึงจะลดต้นทุนลงได้ และผลจากการใช้เคมีมาเนิ่นนานได้ส่งผลอย่างไรต่อผืนนาและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพของตัวเอง เหล่านี้คือคำถามและคำตอบที่เกษตรกรจะเป็นผู้ร่วมกันคิดและทำ
         “ความจริงแล้วชาวนาก็เบื่อหน่ายอยากจะหลุดพ้นจากห่วงโซ่ “เกษตรเคมี” แต่จะมีวิธีไหนที่จะทำให้ได้ผลผลิตเท่ากับที่เคยได้ ใครว่าอะไรดีเราก็อยากลอง ชีวภาพเราก็สนใจแต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ผล”
         นี่คือความในใจของชาวนาส่วนใหญ่ และพวกเขาก็อยากจะลองเปลี่ยนวิธีการทำนาจากเดิมหากมีเพื่อนทำ  จุดแรกของการทำงานกับชาวนาคือต้องเน้นการรวมกลุ่ม เพราะพวกเขาจะรู้สึกอุ่นใจถ้ามีเพื่อนทำกันหลายๆ คนเหมือนกับมีเพื่อนร่วมเสี่ยงไว้คอยปรึกษากัน จุดเริ่มแรกของโรงเรียนชาวนาจึงต้องหากลุ่มเกษตรกรที่มีความคิดอยากจะเปลี่ยนและกล้าที่จะลอง โดยแบ่งพื้นที่แปลงนาของตนเองส่วนหนึ่งสำหรับทำการทดลองของตัวเอง ควบคู่ไปกับแปลงนาทดลองของกลุ่มที่เป็นเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
         ประจบ วรรณกุล เกษตรกรหมู่ 5 ตำบลหนองตางู อำเภอบรรพตพิสัย เริ่มทำนาร่วมกับพ่อแม่มาตั้งแต่อายุ 17 ปี ต่อมาได้ไปหางานที่อื่นทำและไม่ปรแสบผลสำเร็จ กระทั่งกลับมาทำนาตามเดิม แต่ก็พบว่าตนเองเริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้สารเคมี เพราะเหม็นและสภาพร่างกายไม่รับสารเคมี จึงอยากพิสูจน์ว่าการทำนาไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทำได้หรือไม่ จึงคิดหาวิธีทำนาแบบใช้สารชีวภาพแทน โดยคาดหวังว่าการทำนาแบบชีวภาพจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าการใช้สารเคมี ซึ่งในระยะแรกเริ่มทดลองแต่กลับถูกล้อเลียนว่าเป็น “เกษตรหมู่บ้านเลิกใช้สารเคมี”
         แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวกลับพบว่าข้าวของ คุณประจบ จะได้น้ำหนักดี เมล็ดสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งอัศจรรย์ของเพื่อนบ้านพอสมควร ผลผลิตของคุณประจบจำนวน 20 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 16 -17 เกวียน ซึ่งคุณประจบก็พอใจเพราะต้นทุนการผลิตไม่สูงมาก นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา เกษตรกรในหมู่บ้านจับตามองคุณประจบ มาวันนี้ทุกคนได้ข้อสรุปจากการทำนาของคุณประจบว่า สามารถทำได้ประกอบกับการรณรงค์ลดใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี จึงมีการรวมกลุ่มกันและคาดว่าการทำนาแบบเกษตรชีวภาพจะทำให้อยู่รอดได้ในสภาพปัจจุบัน

โรงเรียนชาวนาความหวังของการอยู่รอดในภาคเกษตร
         จากสภาพปัญหาที่เกิดกับเกษตรกร จึงมีกลุ่มคนบางกลุ่มในหมูบ้านเริ่มสนใจในการทำนาแบบปลอดสารพิษ โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิตและหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น ซึ่งผลจากการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปรากฏว่า ได้ผลดีทั้งการไล่แมลงศัตรูพืช ลดต้นทุนได้ และที่สำคัญส่งผลให้สุขภาพของเกษตรกรดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากนั้น จึงมีเพื่อนบ้านที่ให้ความสนใจในการทดลองใช้ปุ๋ยชีวภาพจึงเริ่มมาพบปะแลกเปลี่ยนพูดคุยกันมากขึ้น กอร์ปกับทีมวิชาการจากกลุ่มนครสวรรค์ฟอรั่มและมหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ เกษตรตำบลหนองตางู ได้เข้ามามีส่วนร่วมและให้ความรู้ในการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกร (โรงเรียนชาวนา) ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตแมลงที่มีผลต่อพืชไร่ พืชสวนและนาข้าว ส่งผลให้เกษตรกรมีความรู้และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเข้าใจมากขึ้น
          ดังนั้นหลังจากร่วมกันทบทวนบทเรียนของการทำนาที่ผ่านมา ก่อนเปิดโรงเรียนและเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ จึงมีการทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง ว่าโรงเรียนชาวนาเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างกลุ่มเกษตรกรในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำนา ทั้งเรื่องปุ๋ย พันธุ์ข้าว และระบบนิเวศน์  โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่า ประการที่หนึ่ง ภายใน 3 ปี เกษตรกรจะหันมาปลูกข้าวปลอดสารพิษอย่างเต็มรูปแบบ ประการที่สอง เกษตรกรหลุดพ้นจากวงจรที่ต้องกู้เงินคนอื่นมาทำนาในแต่ละปี หรือการหลุดจากหนี้ ประการที่สาม ต้นทุนการผลิตลดลง ประการที่สี่ สุขภาพของเกษตรกรดีขึ้น ประการสุดท้าย ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

การเรียนรู้ของโรงเรียนชาวนาหนองตางู
         โรงเรียนชาวนาของเครือข่ายนครสวรรค์ฟอรั่ม มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่แตกต่างจากที่อื่น นั่นคือเป็นกระบวนการเรียนรู้ครบทุกวงจรของการทำนา โดยมองว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่สภาพผืนดินที่เสื่อมโทรมหลักสูตรแรกจึงต้องเรียนรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินที่เปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยใช้ยามาเป็นการเรียนรู้สภาพดินและบำบัดด้วยแนวทางชีวภาพ ซึ่งก็มีทั้งการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพต่าง ๆ ที่เกษตรกรสามารถทำเองได้
         “แค่ความรู้ที่แต่ละคนเอามาแลกเปลี่ยนกันก็มีหลายสูตร หลายตำรับก็เอาไปลองใช้ดู ใช้เท่าไหร่ใช้อย่างไร ผลเป็นยังไงก็จดบันทึกไว้ให้ละเอียด เพราะในที่สุดเราจะได้สูตรเฉพาะสำหรับพื้นที่ ถ้าแลกเปลี่ยนกันภายในแล้วยังไม่พอ ก็ต้องไปหาความรู้จากข้างนอก ออกไปดูที่เขาทำสำเร็จไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ของตัวเอง”
         เมื่อสภาพดินดีขึ้นศัตรูของชาวนาในลำดับต่อมาคือแมลงศัตรูพืช จากการศึกษาแมลงในแปลงนาของเกษตรกรพบว่า แมลงร้ายต่างๆ เช่น หนอนห่อใบข้าว, หนอนกระทู้ข้าว, เพลี้ยกระโดสีน้ำตาล, เพลี้ยจักจั่นสีเขียวพบไม่มากเพียงกลุ่มละ 4 -5 ตัว ส่วนแมลงศัตรูธรรมชาติ (แมลงดี) เช่น แตนเมียน, จิงโจ้น้ำ, แมงมุม,แมลงปอเข็ม, มวนพิฆาต และแมลงหัวโตพบกลุ่มละประมาณ 7 - 15 ตัวโดยเฉลี่ย
         มีเกษตรกรบางกลุ่มเล่าให้ฟังว่า “เขาเห็นจิงโจ้น้ำวิ่งไล่ตะครุบเพลี้ยกระโดดเป็นอาหารเวลาที่พวกเขาไปสังเกตแมลงในแปลงนา ทำให้เกษตรกรหลายคนเกิดความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยามากขึ้น และรู้ถึงการควบคุมตามธรรมชาติ และเกษตรกรได้ความรู้ใหม่ว่า ถ้าพวกเขาฉีดยาฆ่าแมลงจะเป็นการทำลายทั้งศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ”
         ซึ่งสรุปได้ว่าพบศัตรูธรรมชาติมากกว่าศัตรูข้าว กลุ่มเกษตรกรจึงมีมติร่วมกันว่า “ไม่ต้องฉีดยา” (ซึ่งปกติอายุข้าว 60 วันจะต้องฉีดยาแล้ว 2 ครั้ง) ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องการบริหารศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) จึงเป็นหลักสูตรขั้นที่ 2 ที่นักเรียนโรงเรียนชาวนาจะมาร่วมกันศึกษา สังเกต แยกแยะแมลงดี แมลงร้าย แล้วจัดระบบนิเวศให้แมลงดีกำจัดแมลงร้าย แทนที่การฉีดยาฆ่ามันให้หมดเหมือนที่ผ่านมา
         จากดินดี สิ่งแวดล้อมดี ขั้นตอนต่อมาที่เป็นหัวใจของการทำนา คือ พันธุ์ข้าว ทำอย่างไรชาวนาจะสามารถมีพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตัวเองและเป็นพันธุ์ข้าวที่ตลาดต้องการ  การเรียนรู้เรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวจึงเป็นหลักสูตรขั้นที่ 3 ของนักเรียนชาวนา ซึ่งต้องอาศัยความตั้งใจจริงและอดทน เรียนรู้วิธีการคัดพันธุ์  การทดลองเพาะพันธุ์ การผสมพันธุ์ คือต้องเรียนรู้ ทดลอง และทำซ้ำกันอยู่หลายครั้ง(ฤดูกาลผลิต)จนกว่าจะได้สายพันธุ์ที่แข็งแรงและให้คุณภาพดี  ซึ่งได้มูลนิธิข้าวขวัญมาถ่ายทอดความรู้ให้ รวมทั้งการไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิฯ และแปลงนา แปลงทดลองของผู้ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จทั้งในพื้นที่โรงเรียนชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี และเกษตรกรนักพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่าง คุณสินชัย บุญอาจ จังหวัดพิจิตรและในพื้นที่นครสวรรค์ด้วยกัน
         นพ.สมพงษ์  ยูงทอง ผู้ขับเคลื่อนคนสำคัญของกลุ่มนครสวรรค์ฟอรั่ม กล่าวว่าหลังจากเรียนรู้ทั้ง 3 ขั้นตอน สิ่งทำสำคัญประการต่อมาคือการทำแปลงเล็กๆ ในไร่นาแล้วจดบันทึกรายละเอียดทุกขึ้นตอนของวิธีการและแยกเกี่ยวแยกเก็บ  เมื่อไปทำแล้วให้สมาชิกมาเล่าสู่กันฟัง การแลกเปลี่ยนคือความรู้ทั้งนั้น ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียนในเวลาเดียวกัน

ทำใจและทำจริง นักเรียนชาวนาต้องกล้าที่จะเปลี่ยน
         กลุ่มโรงเรียนชาวนาหนองตางู มีการรวมกลุ่มของนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 30 คน สมาชิกในกลุ่มแรกนี้ สามารถพิสูจน์ให้เกษตรกรบริเวณโดยรอบได้เห็นว่า เกษตรแบบปลอดสารเคมีนั้นสามารถทำได้จริง แต่สิ่งที่เกษตรกรทั่วไปคิดว่าทำไม่ได้ เพราะยังทำใจไม่ได้ต่างหาก
         วีรวัฒน์ นพพันธ์ หรือพี่ตู่ เกษตรตำบลหนองตางู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ และเป็น “คุณอำนวย”มือฉกาจ เล่าว่า กระบวนการสำคัญที่ทำให้นักเรียนชาวนาเหล่านี้หันมาสนใจและลงมือทำ คือการพาให้ความรู้ พาไปดู พาไปทำ ทำให้เกิดตระหนักและเต็มใจที่จะทำ และเมื่อลงมือทำจริงเขาก็ได้ผลผลิตเป็นเครื่องพิสูจน์ทำให้เห็นผลต่างที่เกิดจากการทำเกษตรแบบปลอดสาร คือ ต้นทุนการผลิตน้อยลง และผลกำไรได้มาเพิ่มอีกเท่าตัว ซึ่งสุขภาพของเกษตรกรดีขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 19886
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)