จอมยุทธแซเอี้ย

อึ้งเอี๊ยซือ จอมยุทธอาวุโสจ้าวเกาะดอกถ้อผู้ที่ทั่วทั้งยุทธภพต่างยกย่องให้เป็นจ้าวแห่งการออกแบบค่ายกลที่แยบยล ได้ประกาศหาผู้กล้าเข้าทดสอบยุทธฝ่าด่านค่ายกลที่ตนสร้างขึ้นมา ใครก็ตามที่สามารถฝ่าด่านค่ายกลเช่นว่านั้นได้ก็จะได้เป็นจ้าวเกาะและได้แม่นางอึ้งไว้ในครอบครอง แล้วก็ปรากฎบุรุษหนึ่งซึ่งรูปงามนามไพเราะ อีกทั้งยศฐาก็สูงส่งเป็นที่ยอมรับในทั่วหล้านามว่าคนแซ่เอี้ย ได้อาสาตนเข้าชิงชัยฝ่าด่านค่ายกลอันเลื่องชื่อนั้น ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องอีกทั้งร่ำรวยทรัพย์สฤงคารทำให้คนแซ่เอี้ย สามารถผ่านด่านค่ายกลอันเลื่องชื่อนั้นไปได้ คนแซ่เอี้ยได้ครอบครองเกาะดอกถ้อและแม่นางอึ้งสมดังมุ่งหมายท่ามกลางความกังขาของเหล่าจอมยุทธ เวลาผ่านพ้นไปกว่า 5 ปี อึ้งเอี๊ยซือกลับพบว่าแท้จริงแล้วคนแซ่เอี้ยมิได้ปกครองเกาะดอกถ้อด้วยความสุจริตธรรม อีกทั้งเต็มไปด้วยความละโมบโลภมากไม่มีที่สิ้นสุด อึ้งเอี๊ยซือผู้ซึ่งเป็นเจ้าของค่ายกลจึงร่วมกับเหล่าจอมยุทธทั่วทั้งยุทธภพคิดจะใช้ค่ายกลที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นมานั้นทวงอำนาจคืนจากคนแซ่เอี้ยผู้หมดความชอบธรรม แต่แล้วก็พบว่าค่ายกลที่ตนเองสร้างขึ้นมานั้นได้ถูกคนแซ่เอี้ยปรับเปลี่ยนแก้ไขและบิดเบือนด้วยอำนาจและทรัพย์สฤงคาร จนแม้แต่ฝ่ายพวกของตนก็จนปัญญาจะหาทางฝ่าค่ายกลนั้นเข้าไปได้ อึ้งเอี๊ยซือได้แต่รำพึงถึงชวนป๋วยบุรุษผู้ต่ำต้อยที่แม้จะซื่อสัตย์และอดทนแต่ยากไร้ อีกทั้งทั่วยุทธภพในเวลานั้นต่างก็โจษขานว่าชวนป๋วยเชื่องช้าไม่มีภาพของความเป็นเอกบุรุษทำให้ครั้งนั้นอึ้งเอี๊ยซือได้ตั้งแง่ปฏิเสธที่จะยกเกาะให้ชวนป๋วยปกครอง เพราะเหล่าจอมยุทธต่างเห็นพ้องกันว่าต้องการผู้นำที่เข้มแข็งเก่งกาจนำพาเกาะดอกถ้อให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว วันนี้คนแซ่เอี้ยใกล้จะปลิดชีพของตนเองลงด้วยอาการจิตวิปริต วิปลาส ทำให้เกิดคำถามภายในใจของอึ๊งเอี๊ยซือขึ้นว่า ภายหลังจากนี้ต่อไปเขาจะจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร เขาควรจะแก้ไขปรับปรุงกลไกลที่เลื่องชื่อในปฐพีของเขาอย่างไรเพื่อป้องกันคนเยี่ยงคนแซ่เอี้ยและวิธีไหนที่จะเฟ้นหาตัวผู้นำคนใหม่ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าจอมยุทธ

คำถามในโจทย์ปัญหาของสังคมไทยที่มักถูกนำมาตั้งเป็นหัวข้อพิจารณาอยู่บ่อยๆคือ ภายหลังวิกฤติการณ์สังคมจะแก้ไข ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสิ่งไหนดี ระหว่างเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่หรือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นช่องโหว่เพื่อป้องกันทุจริตชน หรือจะรณรงค์อย่างไรให้สังคมเฟ้นหาสุจริตชนที่แท้จริงที่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศที่จะสามารถนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วดังใจ ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทยคืออะไรที่กันแน่ จำเป็นหรือยังที่จะต้องล้อมกรอบของปัญหาลงให้แคบลงเพื่อแสดงให้เห็นภาพของปัญหาที่แท้จริงก่อนที่จะหาวิธีแก้ไข โจทย์คำถามที่น่าตั้งข้อสังเกตุประการหนึ่งคือปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่คือการคอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากตัวระบบหรือตัวบุคคลในสังคม

พิจารณาในแง่ของระบบซึ่งมีรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นกลไกหลักที่ใช้กำหนดระบบต่างๆในสังคม นับได้ว่ามีช่องโหว่น้อยกว่าในประเทศที่เจริญแล้วซะด้วยซ้ำ ในหลายประเทศใช้กฎหมายระบบคอมมอนลอว์อยู่แต่กลับไม่มีปัญหาคอรัปชั่นมากมายเหมือนในประเทศไทย จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าเราห่างไกลคำว่าจริยธรรมมากขนาดต้องสร้างกฎเกณฑ์เอาไว้บังคับกันแทบจะทุกลมหายใจเชียวหรือทั้งที่คนไทยประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ แต่กลับต้องสร้างกฎเกณฑ์มากมายขึ้นมาเป็นเครื่องมือควบคุมการกระทำและทุกครั้งที่เกิดวิกฤติของประเทศขึ้นเรากลับแสดงความเบื่อหน่ายโดยไม่เคยสำนึกถึงแก่นคำสอนของพุทธะในเรื่องของการใช้สติพิจารณาปัญหา แล้วแก้ไขปัญหานั้นๆโดยใช้สติ จนถึงขั้นละเลยที่จะปกป้องจริยธรรมเอาไว้ เลือกที่จะหลีกหนีปัญหาด้วยข้ออ้างต่างๆนาๆ ที่สุดก็กลายเป็นเครื่องมือให้ทุจริตชนใช้ฟอกตัวอ้างความชอบธรรมโดยไม่ได้ตั้งใจไปเสียทุกครั้ง แล้วบทสรุปเราก็ลงโทษระบบว่ายังบกพร่อง

พิจารณาในแง่ของบุคคลนอกจากเรากำลังเผชิญกับปัญหาในเรื่องของสำนึกทางจริยธรรมที่ตกต่ำแล้ว ปัญหาในเรื่องของการศึกษาของคนในสังคมไทยก็นับว่าเป็นหลุมดำที่ใหญ่ไม่แพ้กัน ปัจจุบันสิ่งที่เรามองเห็นอาจจะขัดแย้งกับความเป็นจริงเพราะด็อกเตอร์และมหาบัณฑิตในเมืองไทยมีมากมายเสียจนแทบจะเดินชนกันตาย โดยไม่เคยตั้งคำถามขึ้นว่าเราใช้อะไรในการกำหนดกรอบของคำว่าคุณภาพสำหรับคนเหล่านั้น ขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างชนชั้นของคนมีกับคนจน ช่องว่างระหว่างคนมีการศึกษากับคนด้อยการศึกษา ช่องว่างระหว่างโอกาสของคนในสังคม มันมีระยะห่างกันกี่เมตร กี่กิโลเมตรหรือกี่กิโลแสงแล้วเราแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร

บางสิ่งบางอย่างที่สังคมไทยอาจมองข้ามไปคือผู้นำเป็นอย่างไรประชาชนในสังคมมักเป็นเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไร

กล่าวคือในช่วงเวลาหนึ่งๆหากคนในสังคมเป็นอย่างไรก็มักเลือกผู้นำที่เป็นเช่นนั้นขึ้นมาเป็นตัวแทนของตน ดังนั้นลักษณะของผู้นำจึงมักสะท้อนถึงอัตตลักษณ์ของคนในสังคมเป็นอย่างดี ปัญหาของสังคมที่กำลังเผชิญอยู่จึงเกิดจากคนในสังคมนั้นเองที่เป็นผู้ก่อขึ้นเองอย่างปฏิเสธไม่ได้

หากเราพิจารณาปัญหาทั้งในเรื่องของระบบที่เรามักชอบมอบความผิดให้ทุกๆครั้งกับเรื่องของการพัฒนาคนในสังคมที่เราพยายามจะละเลยไม่มองเห็นด้วยเพราะว่ามันจะเป็นความรับผิดของตัวเราเอง เราก็จะเห็นว่าระบบแม้จะดีเลิศซักเพียงไหนแต่หากคนในสังคมซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนระบบยังไม่มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วปัญหาต่างๆก็จะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง สิ่งที่เราพยายามทำคงเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แต่งหน้าทาปากใหม่ ทำผมใหม่แต่ไม่เคยเลยซักครั้งที่จะอาบน้ำชำระล้างความคิดและจิตใจเสียใหม่ ตราบนั้นเราก็ยังคงยังต้องเผชิญกับปัญหาเดิมๆเช่นนี้ในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะทางของเวลา และกลับจะเพิ่มมากขึ้นด้วยการหมักหมมปัญหาที่แท้จริงเอาไว้ด้วยการหลอกตัวเองว่าเราได้แก้ไขปัญหานั้นแล้ว

บทสรุปเกี่ยวกับปัญหาของสังคมไทย คือความบกพร่องในการวิเคราะห์หาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา อันหมายถึงคนในสังคมนั่นเอง การละเลยที่จะพัฒนาคนในสังคมอย่างแท้จริงโดยการคิดริเริ่มหาวิถีที่เหมาะสมกับสังคมไทยแทนการมุ่งเน้นที่จะเลียนสังคมตะวันตกโดยละเว้นที่จะศึกษาถึงที่มานั้นๆและการขาดจุดยืนร่วมกันของสังคมทำให้การแก้ไขปัญหาของสังคมไทยถูกกระจัดกระจายแปลกแยกออกจากกันคนละทิศคนละทาง เมื่อใดที่เกิดวิกฤติขึ้นในสังคมเราจึงยอมรวมตัวกันเพื่อต่อสู้พร้อมกับเรียกหาความสมานฉันท์สามัคคีแต่ภายหลังวิกฤติได้ผ่านพ้นไปเราต่างก็ลืมคำว่าสมัครสมานสามัคคี ลืมสาเหตุของปัญหาแล้วก็กลับไปเป็นตัวใครตัวมันตั้งแง่ตั้งเหลี่ยมซ้ำซากเช่นเดิม ดังนั้นสังคมควรตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันมากกว่าการเรียกใช้สิทธิแต่เพียงอย่างเดียว กล่าวโดยสรุปคือสังคมไม่ควรจะคิดแค่จะเรียกใช้มากไปกว่าการร่วมกันสร้างขึ้นมา จุดอ่อนของสังคมไทยที่สำคัญยิ่งคือการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างมีคุณธรรมโดยทั่วถ้วน ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญอีกดอกหนึ่งในการปฏิวัติสังคมใหม่ของประเทศไทย