ชีวิตนี้เมื่อเกิดมาแล้วเราทุกคนนั้นต้องพบเจอกับความทุกข์เป็นของธรรมดา เปรียบประหนึ่งกับเห็ดที่โผล่พ้นขึ้นมาจากดินแล้วย่อมจักต้องนำดินติดขึ้นมาด้วย
ครั้นเมื่อชีวิตจักต้องเจอกับทุกข์ ชีวิตนี้ก็จักต้องอยู่ร่วมกับทุกข์อย่างมีความสุข
การที่จะอยู่ร่วมกับทุกข์อย่างมีความสุขได้นั้น “ความสงบ” นั้นแลจักเป็นเครื่องมือที่จักสู้กับทุกข์จนสามารถทำให้ชีวิตนั้นพบกับความสุขที่แท้จริงได้...
ความสงบ คือ การสำรวมกาย วาจา และใจ
การสำรวมนั้นจักต้องมี “ศีล” เป็นพื้นฐานเป็นบรรทัดฐานในการสำรวม
ศีลนั้นเปรียบประหนึ่งเครื่องกั้นที่มิให้ทั้งกาย วาจา และใจ ไปละเมิดล่วงล้ำผู้หนึ่ง ผู้ใด สิ่งหนึ่ง สิ่งใด อันไม่ถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม
การที่จะสามารถรู้ทันและสำรวมกาย วาจา และใจที่มีพื้นฐานแห่งศีลได้ผู้นั้นจักต้องมี “สติ”
สตินั้นเองมิสามารถเกิดได้จากจิตใจที่เร่าร้อน กระวนกระวาย
สตินั้นจักต้องเกิดจากดวงจิตที่ “สงบ”
ดวงจิตที่สงบจึงเป็นดวงจิตที่มี “พลัง”
พลังที่จะไปต่อสู้กับสิ่งที่คอย “กระทบ” ต่อสู้ที่คนที่คอยทำให้เรา “กระเทือน”
พลังที่จะเกิดขึ้นและมีอยู่และสามารถสู้กับสิ่งที่กระทบกระเทือนได้นี้จักต้องเกิดและมีอยู่บนฐานของจิตที่ “สงบ”
กายนั้นจักมีแรง มีพลัง เราจักต้องเคลื่อนไหวออกกำลังกาย
จิตนั้นจักมีแรง มีพลัง เรานั้นจักต้องสงบทั้งกาย วาจา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ใจ”
ใจที่สงบและจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจักเป็นใจที่พลังสามารถต่อสู้และยับยั้งสิ่งต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวได้
ธรรมดาของกิเลสและตัณหาเป็นสิ่งที่จักต้องเคลื่อนไหว เสาะส่ายไปมาอยู่ตลอดเวลา
กาย วาจา และใจที่สงบนั้นเองจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการมองเห็น
เมื่อใดที่เราหยุดนิ่ง ย่อมจักทำให้สิ่งที่กำลังวิ่งลอยเด่นเห็นได้ชัด
ครั้นเมื่อเห็นแล้ว เราก็จะสามารถรู้และสู้ได้เพราะเราเห็นต้นเหตุแห่งปัจจัยที่ทำให้เราสุขกระจุกและทุกข์กระจาย
เมื่อเราเห็นทุกข์และเห็นที่มาหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ของตนเองด้วยตนเองแล้ว
ตนของตนเองนี้และจักสอน จักบอก จักหาวิธีแก้ไขต่อสู้กับความทุกข์ของตนเองได้อย่างดีที่สุด
การสู้กับความทุกข์นั้นไม่มีสิ่งใดที่เท่าการ “ตามดูและรู้ทัน”
การที่จะตามดูและรู้ให้ทันนั้นเราก็จักต้องพึ่งพาพลังแห่ง “ความสงบ”
การวิ่งตาม หรือการวิ่งหนีมิใช่การนำชีวีให้พ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงเลย
บุคคลที่ยังสู้ดิ้นรน ขวนขวาย ให้ได้มาซึ่งทรัพย์ สมบัติ ชีวิตเขาจะต้องมีความทุกข์ติดตามไปอยู่ตลอดเวลา เปรียบประหนึ่งโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว
จงปลดแอกที่คล้องคออยู่นั้นออกเถิด
หยุดนิ่ง แล้ววางแอกนั้นลงเสีย
การสู้ดิ้นรนไปมิใช่ทางที่จะพ้นทุกข์ได้เลย
ความสงบนี้เองจักเป็นหนทางที่นำเราไปในหนทางที่เรียบง่าย ไม่กระวนกระวาย
จงมองดูสิ่งทั้งหลายด้วยกาย วาจา และใจที่สงบเถิด
เมื่อหยุดสงบและทำใจให้สงบได้แล้ว เมื่อนั้นเราจักสู้และอยู่กับความทุกข์ในชีวิตได้อย่างมีความสุข...

ขอบพระคุณคะ ตามมาอ่านสิ่งดีดี
สติ
สงบ
ตามดูรู้ทัน
นมัสการครับ
อ่านบันทึกเพื่อพัฒนาสติครับ
---------------------------------------
"ใจที่สงบและจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจักเป็นใจที่พลังสามารถต่อสู้และยับยั้งสิ่งต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวได้
ธรรมดาของกิเลสและตัณหาเป็นสิ่งที่จักต้องเคลื่อนไหว เสาะส่ายไปมาอยู่ตลอดเวลา
กาย วาจา และใจที่สงบนั้นเองจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการมองเห็น
เมื่อใดที่เราหยุดนิ่ง ย่อมจักทำให้สิ่งที่กำลังวิ่งลอยเด่นเห็นได้ชัด"
-----------------------------------