สวัสดีครับลูกศิษย์ชาว สศก. ที่รักทุกท่าน
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานต่อเนื่องให้กับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ก็เป็นการจัดหลักสูตรพัฒนาทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติสำหรับบุคลากรของ สศก. หรือ “Talented Capital Development Program for Young Executive, Office of Agricultural Economic” ซึ่งจะเป็นการพัฒนาข้าราชการระดับ 5 - 6 เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนผลงานที่เป็นเลิศของสศก. ในอนาคต
ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ราคาของสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น บทบาทและภารกิจที่สำคัญและท้าทายสำหรับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคือการร่วมมือกันช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การได้เรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้ก็คงจะมีความคิดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์
สุดท้าย ผมขอขอบคุณผู้นำและผู้บริหารระดับสูงของ สศก. นำโดย คุณอภิชาต จงสกุลเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรและได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และต่อเนื่อง หากเรามีผู้นำที่เอาจริงเรื่องคน สศก. ก็จะเป็นองค์กรที่พัฒนาได้อย่างยั่งยืน
หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อพัฒนาให้ผู้นำรุ่นใหม่ของ สศก.
§ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจภาพรวมของการทำงานขององค์กรโดยการวิเคราะห์จากภาพในระดับ Macro มาสู่ภาพในระดับองค์กรหรือ Micro
§ มีภาวะผู้นำ มีทัศนคติในการทำงานยุคใหม่ และเรียนรู้แนวทางในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ
§ มีทักษะความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเวลา 5 วันที่จะได้เรียนรู้ร่วมกันจะสั้นมาก ผมขอให้ทุกคนตั้งใจ เปิดใจ และเก็บเกี่ยวความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด
และขอถือโอกาสใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ที่เราจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแลกเปลี่ยนกัน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
.....................................................................................................
ภาพบรรยากาศการเรียนรู้ของรุ่นที่ 1 และ 2




..............................................................................................................
ภาพบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ในวันที่ 4 สิงหาคม 2551
หลักสูตร “พัฒนาทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติสำหรับบุคลากรของ สศก.”
วันที่ 4-8 สิงหาคม 2551

















ภาพการศึกษาดูงาน ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย




หลักสูตร “ทรัพยากรมนุษย์มีความสามารถพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก้าวไกล”
รุ่นที่ 1 : 18 – 20 มกราคม2551
รุ่นที่ 2 : 25 – 27 มกราคม 2551
ตั้งแต่เช้าได้อะไร 1 เรื่อง
กลุ่ม 1 ความพร้อมในการที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ในอนาคต ถ้ามีเหตุการณ์อะไรในวันข้างหน้า
กลุ่ม 2 งานที่ทำเกี่ยวกับเกษตรกร งานที่ทำด้านวิชาการ ถ้าเรายังไม่ดีพอเราจะไปแนะนำวิชาการกับเกษตรกรได้อย่างไรถ้าไม่มีความรอบรู้เลย
กลุ่ม 3 แนวคิดในนามข้าราชการ คือควรทำงานเพื่อกลุ่มเป้าหมาย คือเกษตรกร ไม่ใช่ทำงานเพื่ออำนาจ หรือ นักการเมืองต่าง ๆ
กลุ่ม 4 แรงผลักให้มีความเรียนรู้ ใฝ่รู้ กระตือรือร้น รู้จักคิดนอกกรอบ และกล้าแสดงความคิดเห็น
กลุ่ม 5 เลิกการทำงานแบบมนุษย์ 8 ขามาเป็น ทำงานแบบ 2 ขา คือเดินหาความจริง
กลุ่ม 6 ทราบถึงเป้าหมายของการอบรมครั้งนี้ว่าเป้าหมายที่จะได้มีอะไรบ้าง เมื่อจบไปแล้วจะได้แรงผลักดันที่จะใฝ่รู้มากขึ้น
กลุ่ม 7 เปิดสมอง แล้วพุ่งสมาธิไปที่อาจารย์ กระตุ้นการฟังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟังแล้วคิด แล้วเกิดการยอมรับว่าจะใช่จริง ๆ หรือไม่ ท้าทายและกระตุ้นให้เกิดการยอมรับอารมณ์ ความจริงอย่างท้าทาย
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.จีระ
จากที่วันนี้ที่ได้เรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำ ดิฉันได้รับความรู้/แนวคิดใหม่ๆ จากอาจารย์และเพื่อนๆที่เข้ารับการอบรมด้วยกัน ถึงแม้ว่าในตอนต้นชั่วโมงบรรยากาศในห้องจะเต็มไปด้วยความเงียบและแรงกดดันก็ตาม แต่ก็เข้าใจว่าเป็นกลวิธีการสอนของอาจารย์ที่พวกเราอาจจะยังไม่ชิน แต่พอมาภาคบ่ายก็รู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น สำหรับการบ้านที่อาจารย์ให้ไว้นั้น
1. เรื่องภาวะผู้นำ มีอะไรบ้างที่จะเอาไปทำต่อ และมีอะไรบ้างที่จะไปพัฒนาลูกน้อง
สิ่งแรกที่จะนำมาทำต่อ คือ สำรวจตัวเอง ค้นหาคุณค่าที่มีอยู่ในตัว และมองไปในอนาคตข้างหน้าว่าเรามีเป้าหมายอะไร จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ต้องการ แล้วเราจะกระตุ้นหรือดึงพลังที่เรามีอยู่ในตัวออกมาใช้ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับงานเรามากที่สุด ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ดิฉันคิดไว้ขั้นแรกคือจะต้องพยายามอ่านให้มาก ฟังให้มาก และหมั่นเสวนากับผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างและทันต่อเหตุการณ์ เพราะทุกวันนี้ที่ยังไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นหรือหน่วยงานอื่นได้เป็นเพราะเราขาดความพร้อมในด้านข้อมูล รู้เกือบทุกเรื่องแต่ไม่รู้จริงสักเรื่องก็ไม่ต่างกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเราจึงต้องปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนที่รู้ลึกและรู้จริง อย่างน้อยก็เป็นการทำให้เราเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งหากเรามีความน่าเชื่อถือแล้ว ผลที่ตามมาคือความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้อื่น ทำให้งานของเราบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่าย
สิ่งที่จะนำมาพัฒนาลูกน้องก็ไม่ต่างกับพัฒนาตัวเราเอง คือพยายามให้พวกเขาเป็นผู้ใฝ่รู้และรอบรู้ นอกจากนี้เรายังต้องศึกษาจุดแข็งที่มีอยู่ในแต่ละคนเพื่อดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น พยายามจัดให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เพราะบางครั้งพวกเขาอาจจะมีแนวคิดที่แปลกออกไปซึ่งเราเองก็คาดไม่ถึงแต่เป็นประโยชน์ต่องาน ดังนั้นเราจึงอย่าไปปิดกั้นความคิดของพวกเขา นอกจากนี้หากพวกเขามีส่วนทำให้งานประสบความสำเร็จ เราก็ต้องชื่นชมและแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วย
2. เรื่องโลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์จุลภาค เลือก 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก. ที่จะต้องเอาไปทำต่อ
จากทั้ง 3 เรื่องหากจะนำมาประยุกต์และสร้างเป็นโครงการของ สศก. ในความคิดส่วนตัวของดิฉัน มีดังนี้
2.1 การศึกษาถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย
2.2 การวิเคราะห์ผลกระทบจากการปลูกพืชพลังงานทดแทนที่มีต่อสต็อกของพืชอาหารในอีก 5 ปีข้างหน้า
2.3 การศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการเกษตรของไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ
ปวีณา
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอตอบการบ้านที่อาจารย์มอบหมาย ดังนี้
1. เรื่องผู้นำ
1.1 มีอะไรบ้างที่จะนำไปทำต่อสำหรับตัวเอง
- ไฝ่หาความรู้อยู่เสมอ
- ลำดับความสำคัญก่อน - หลัง ก่อนลงมือปฏิบัติ
- สร้างคุณค่าให้ตัวเองและเป็นแบบอย่างในการทำงาน
- ทำงานเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน
- ทำงานให้เต็มความสามารถ ปรับทัศนคติต่องานและการทำงาน
1.2 มีอะไรบ้างที่จะนำไปใช้กับลูกน้อง
- การทำงานเป็นทีม และรับฟังความคิดเห็น
- ถ่ายทอดความรู้ และปรับทัศนคติในการทำงาน
- พัฒนาจุดแข็งของแต่ละบุคคล และมอบหมายงานที่เหมาะสม
- สร้างบรรยากาศในการทำงานให้เป็นกันเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
2. เศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มหาภาค และโลกาภวัฒน์ เลือกมา 3 ข้อที่ สศก. ควรนำไปศึกษาต่อ
- ศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ในการทำโซนนิงภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีภูมิศาสตร์สารสนเทศ
- ศึกษาผลกระทบ ปัญหา และอุปสรรคใสการเปิดการค้าเสรีกับประเทศตะวันออกลาง แอฟริกา
- ศึกษาความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า และความยั่งยืนในการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานทดแทน
ธานินทร์
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สำหรับ "การสร้างผู้นำรุ่นใหม่" ในวันที่ 4 สิงหาคม 2551 นี้นับว่าเป็นโอกาสของดิฉันที่ได้เข้ามาเรียนรู้ในครั้งนี้ เพราะแนวคิด หลักการและทฤษฎีที่ท่านอาจารย์ได้ถ่ายทอดนั้นมีความสำคัญกับทุกองค์กรหากนำไปประยุกต์และปรับใช้ได้จริง หากย้อนไป..บรรยากาศและแรงกดดันในห้องเรียนถือว่าเป็นเรื่องปกติ (..รับได้ทุกอย่าง..) แต่ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เน้น เรื่องพลังในตัวเรา ทำให้ดิฉันเหมือนได้ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นมาอีก ซึ่งดิฉันจะตั้งปณิธานว่า จะไม่ให้พลัง..ลดน้อยถอยลง..อีกต่อไป
สำหรับเรื่องภาวะผู้นำ สิ่งที่จะเอาไปทำต่อ คือสร้างพลัง(Energy) ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา รักในงานที่และตั้งเป้าหมายว่าทำเพื่อเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้ในภารกิจของงานและฉับพลันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
สิ่งที่จะนำไปพัฒนาลูกน้อง คือ Energize สร้างเสริมให้บุคลากรในองค์กรให้มีพลังและแรงบันดาลใจที่จะทำงานและก้าวเดินไปพร้อมๆกันเพื่อเป้าหมายขององค์กร
และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการจัดการกับอุปสรรคต่างๆอย่างรวดเร็วและทันเหตุกรณ์
โลกาภิวัฒน์ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก. ที่จะต้องเอาไปทำต่อ ดังนี้
ปัจจุบันเรื่องระบบ IT องค์การต้องมีการพัฒนาให้ทันสมัยอยู่ตลอดเพื่อให้มีข้อมูลที่มีเอกภาพและเป็นปัจจุบัน อาจเกิดความเสี่ยงในเรื่องความพร้อมทางด้านทักษะความชำนาญของบุคลากร สศก. ควรต้องสร้างทีมผู้ชำนาญการระบบIT ที่มีศักยภาพ เพื่อถ่ายทอดให้กับบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งความคุ้มค่าอย่างหนึ่งที่จะทำได้คือ ส่งทีมผู้ชำนาญการเข้าศึกษาเรียนรู้จากองค์กรภายนอกที่ประสบความสำเร็จ และนำองค์ความรู้นั้นมาถ่ายทอด คือเป็น การศึกษาความต้องการของบุคลากรในการพัฒนาองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานด้านระบบ IT
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
1. เรื่องภาวะผู้นำ มีอะไรบ้างที่จะเอาไปทำต่อ และมีอะไรบ้างที่จะไปพัฒนาลูกน้อง
1.1 สิ่งที่จะนำมาทำต่อหลังจากการเรียนรู้ภาวะผู้นำคือ การสร้างใจให้รักองค์กร รักสิ่งที่ทำอยู่ว่าเพื่ออะไร และเพื่อใคร พิจารณาเป้าหมายในชีวิตการทำงานว่าต้องการให้วิถีการทำงานเดินทางในรูปแบบใด เมื่อตั้งสติและมีทิศทางการทำงานแล้ว ความอยากทำงานจะเกิด และเป็นแรงกระตุ้นให้เรารู้สึกสนุกกับการทำงาน สนุกที่จะเรียนรู้โลกให้กว้างขึ้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นกับบรรยากาศการทำงานว่าอำนวยให้เราอยากเรียนรู้มากขึ้นหรือไม่ด้วย เมื่อบรรยากาศการทำงานสนุก การทำงานเป็นทีมก็จะเกิด การทำงานก็จะยิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาแชร์ความคิดกันมากขึ้น โลกทัศน์ก็จะเปิดมากขึ้น ความสำเร็จของงานตามเป้าประสงค์ก็จะตามมา
1.2 สิ่งที่จะนำมาพัฒนาลูกน้องคือการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเขา ให้เขารักในองค์กรและงานที่ทำ พยายามชี้นำให้ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาศักยภาพของเขา และหากเราเล็งเห็นว่าเขามีศักยภาพด้านใด ก็ควรสนับสนุน เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความเห็น และชื่นชมในความคิดของเขา หรือช่วยสนับสนุนแนวคิดและอธิบายต่อยอดความคิดของเขา เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกดีๆ ในการได้ออกความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกับเราในบางงาน เพื่อสอนประสบการณ์งานที่ผ่านมา และรับรู้ถึงความสำเร็จร่วมกัน
2. โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์จุลภาค เลือกมา 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก. ที่จะต้องเอาไปทำต่อ
2.1 การศึกษาผลกระทบจาการทำ FTA เป็นตัวเร่งทั้งภาครัฐและเกษตรกร รับรู้ถึงปัญหาที่รอคอยการแก้ไขมายาวนาน ซึ่ง สศก.ได้มีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาจากผลกระทบดังกล่าวโดยการจัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างขึ้นมา ทำให้เกษตรกรร่วมมือกับสหกรณ์และนักวิชาการ ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางแก้ไข ทำให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหา และมีความจริงจังในการให้ความร่วมมือแก้ปัญหา
2.2 การศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันต่อภาคเกษตร
2.3 การวิเคราะห์สัดส่วนพื้นที่การปลูกพืชพลังงาน และพืชอาหาร เพื่อ Food security
ดีมากเลยครับหลักสูตรนี้ ได้พัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติด้วย ถือเป็นเรื่องสำคัญมาเลยครับไม่ว่าจะองค์กรไหนๆ เสียดายที่ไม่ได้ร่วมเข้าฟังในหลักสูตรด้วยเพื่อนมาเล่าให้ฟังเลยมานั่งอ่าน รวมทั้งกระทู้ที่มีคนมาโพสไว้ ได้ควา่มรู้ดีครับ ผมทำงานในส่วนทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทเอกชน หากมีข้อสงสัยใดๆ ในอนาคต จะขออนุญาตมาโพสถามทางนี้น่ะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
จากเพื่อนบุษฎีรมณ์ เขต 2
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ
สำหรับวันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้คะอาจารย์ ถึงแม้ว่าช่วงเช้าจะดู serious ไปบ้าง แต่ต้องถือว่าเป็นจุดเริ่มของการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้เข้าอบรมให้เป็นไปในทิศทางเดียว และเข้าใจวัตถุประสงค์ของการอบรมคะ
เรื่องภาวะผู้นำที่จำทำต่อไป คือ การสร้างพลังให้กับตนเอง (Energy)โดยการเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ และรับรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนำมาพัฒนางานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่จะนำมาพัฒนาลูกน้อง คือ จุดประกายให้ลูกน้องสามารถสร้างพลังในการ ทำงาน ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการทำงานเป็นทีม มีการเรียนรู้วัฒนธรรมกลุ่มและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกัน
เรื่องโลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก. ที่จะต้องเอาไปทำต่อ คือ
1. ศึกษาความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดในประเทศตะวันออกกลาง
2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาพืชพลังงานทดแทน เพื่อรองรับการขาดแคลนพลังงานในอนาคต
3. ศึกษาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่มีต่อการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศไทย
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
จากการได้รับการอบรมในวันนี้มีการที่ได้รับมอบหมาย จึงขอส่งงานครับ
ข้อ 1. จากการที่ผมได้มาเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและองค์กรหรือหน่วยงานอย่างมาก ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆจะยังไม่เข้าใจหรือยังไม่ได้เปิดใจยอมรับสิ่งที่ได้รับพอได้ฟังและสัมผัสแล้วทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นเป็นประโยชน์แก่เราและองค์กรในปัจจุบันและอนาคตอย่างสูงสุดและเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดสิ่งที่ผมจะนำไปสานต่อก็คือ การสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ซึ่งบางคนอาจจะยังมองไม่เห็นว่าตัวเองมีคุณค่าอะไร อาจจะดูถูกตัวเองว่าไม่มีคุณค่าหรือไม่มีศักยภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่ที่ว่าเราจะค้นพบหรือนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเปล่าเท่านั้นเอง การที่เราจะรู้ว่าตัวเรามีคุณค่านั้นก็ต้องมีพลังหรือตัวกระตุ้นที่ค่อยให้เกิดความใฝ่รู้กับแนวความคิดใหม่ๆ ซึ่งพลังก็มาจากร่างกายและจิตใจของเรานั้นเอง เมื่อเรามีพลังพร้อมที่จะยอมรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ก็จะส่งผลให้ตัวเรามีคุณค่าและมีความพร้อมที่จะแสดงศักยภาพที่อยู่ในตัวเราออกมาให้คนอื่นเห็น และเราก็จะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเราทำให้เรามีภาวะจิตใจที่ดีแล้วทำให้เกิดการทำงานที่มีความสุขเพลิดเพลินกับงานที่เราได้รับมอบหมายส่งผลให้งานที่ได้ออกมามีประสิทธิภาพ
ข้อ 2. จากข้อ 1 ก็สามารถเชื่อมโยงมาถึงผู้ร่วมงานหรือลูกน้อง คือ เมื่อเรามีคุณค่าในตัวเองเราหรือค้นพบคุณค่าในตัวเองแล้วสิ่งที่จะตามมาก็คือ การเป็นตัวแบบที่ดีหรือเป็นผู้นำที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และสิ่งที่เราสามารถจะพัฒนาผู้ร่วมงานกับเราก็คือ การกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้น ทำให้ได้แนวความคิดที่หลากหลายและนำความคิดนั้นมาปรับประยุกต์ใช้กับหน่วยงานของเราได้ จากการที่เราได้แนวความคิดที่หลากหลายจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องนั้น ก็มาจากเพื่อนร่วมงานเราเกิดการทำงานเป็นทีมประสานแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การทำให้เกิดการยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำที่ดี
ข้อ 3. จากการที่ได้รับฟังการอบรมเรื่องโลกาวิวัฒน์,เศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐศาสตร์จุลภาค นั้น สิ่งที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลทางการเกษตรเป็นหลักเพื่อนำไปพัฒนาเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมนั้น เพื่อการทำงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสำนักงานฯควรมีการศึกษาศักยภาพของบุคลากรในสำนักงานว่าบุคลากรท่านใดมีความรู้หรือความถนัดในด้านใดก็มอบหมายงานที่เขาถนัดให้รับผิดชอบซึ่งจะเกิดการกระจายงานและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเมื่อมีการมอบหมายงานที่เขาถนัดแล้วเขาก็จะเกิดการทำงานที่อย่างมีความสุขไม่มีความวิตกกังวลกับงาน เมื่อเรามีความสุขแล้วการทำงานหรือการเกิดความคิดใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นทำให้มองออกว่าเราต้องทำอะไรก่อนหลัง อะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ เกิดการเรียนรู้งานจาก ใหญ่ (สำคัญ ) ไปหางานที่น้อย (สำคัญน้อยกว่า) ถ้านำหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ก็เปรียบได้กับการมองตามหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคไปสู่เศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งการทำงานแบบเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระเบียบแบบแผนนี้ทำให้ง่ายต่อการบริหารและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ที่ได้รับ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตรงวัตถุประสงค์”และง่ายต่อการตรวจสอบหรือประเมินผลว่าสิ่งที่ทำนั้นบกพร่องตรงจุดไหนหน่วยงานไหนขั้นตอนไหน ทำให้การแก้ปัญหาสะดวกและรวดเร็วซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็คือ ข้อมูลที่ทันสมัยมีความถูกต้องแม่นยำสูงหรือมีความผิดพลาดน้อยที่สุดพร้อมที่นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาระดับรากหญ้าหรือระดับชาติต่อไป
เรื่องที่เกี่ยวกับโลกาวิวัฒน์ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรควรศึกษาและเข้าไปมีส่วนร่วมก็คือการศึกษาศักยภาพของพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทนและอุปสงค์และอุปทานของพืชพลังงานทดแทน
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
จากการได้รับการอบรมในวันนี้มีงานที่ได้รับมอบหมาย จึงขอส่งงานคะ
ข้อ 1. ชีวิตก่อนหน้านี้ก็เหมือนการเดินทางไปตามทางเดินที่ราบเรียบเส้นทางที่มีคนปูทางเดินให้ ไม่เคยคิดว่าข้างหน้าจะมีอะไรอยู่และจะสิ้นสุดการเดินทางเมื่อไหร่ แต่เมื่อได้มาเข้า course อบรมกับอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็ดูเหมือนว่าการเดินทางเดินทางนั้นมีคนมากระตุกหลังให้หยุดเดินก่อนแล้วลองถามตัวเองว่า “เราจะเดินทางไปไหน ไปทำไม ไปทำอะไร เพื่ออะไร” คำถามเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในใจ ทำให้รู้ว่าตัวเองไม่เคยมีเป้าหมายในชีวิตเลย ไม่เคยมองอนาคตว่าคืออะไร ไม่เคยแสวงหาความเป็นไปได้ ทำให้ตนเองขาดพลัง แต่ท่านอาจารย์บอกว่าผู้นำสร้างได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน วันนี้รู้สึกมีแนวคิดใหม่เกิดขึ้นว่าเราควรมองหาคุณค่าของตัวเองให้เจอแล้วลงมือฝึกฝนเพื่อให้ตัวเราก้าวออกมาจากกรอบชีวิตเดิมๆและใช้ศักยภาพของตัวเราให้เต็มที่
ข้อ 2 . การเป็นต้นแบบที่ดี ถือว่าเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้กับน้องๆ ที่มาที่หลัง การับฟังและเปิดใจให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นจะเป็นการสร้างพลังให้เกิดขึ้นกับทุกคนและเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเป็นทีมเป็นการสร้างภูมิความรู้ให้กับทีมงาน
ข้อ 3. ในฐานะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเสนาธิการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้นำด้านข้อมูล เพราะฉะนั้นข้อมูลที่ได้จะต้องถูกต้อง รวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็วนั้น ซึ่งปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็มีเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆเหล่านั้นยังไม่ถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ เนื่องจากผู้ใช้ยังขาดความรู้และความเข้าใจใส่ต่อสิ่งเหล่านี้อยู่ ฉะนั้นจึงต้องพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความรู้ ความสามารถทันต่อการใช้เทคโนโลยีด้วย
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ
ฟังอาจารย์พูดวันนี้ ทำให้เราต้องกลับมามองตัวเองใหม่ ว่าที่ผ่านมาเราทำงานไปเพื่ออะไร ได้อะไรบ้าง ทำประโยชน์อะไรให้กับเกษตรกรหรือผู้ใช้ข้อมูลของ สศก. บ้าง คำตอบที่ได้คือ เราต้องมองให้รอบ ๆ ทุกด้าน ทุกทาง สำหรับตัวเองจะพยายามเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง ฟังให้เข้าใจ อย่าผ่าน ๆ ไป เหมือนที่อาจารย์บอก เรารู้แต่รู้ไม่จริง
ส่งการบ้านค่ะ
1.เรื่องภาวะผู้นำ
1.1 มีอะไรบ้างที่จะเอาไปทำต่อ หาพลัง (Energy)ให้ตัวเอง แล้วทำให้ผู้ร่วมงานมีพลัง(Energize)แล้วร่วมกันทำงานไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะทำงานชิ้นนั้น ๆ ให้สำเร็จ(Execution)
1.2 มีอะไรบ้างที่จะไปพัฒนาลูกน้อง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกน้อง อย่ามองว่าเขาเป็นลูกน้อง ให้มองว่าเขาเป็นผู้ร่วมงานของเรา ให้เกียรติและชมเชยลูกน้องเมื่อเขาทำงานดีหรือช่วยเราทำงาน
2. เรื่องโลกาภิวัตน์ เศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐศาสตร์จุลภาค เลือก 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก.ที่จะต้องเอาไปทำต่อ
2.1 การศึกษา เรื่องพลังงานทดแทนเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล
2.2 ศึกษาถึงการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
2.3 ศึกษาถึงต้นทุนการใช้พลังงานทดแทนของเกษตรกร นุชรัตน์
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์
จากการได้รับการอบรมในวันนี้มีงานที่ได้รับมอบหมาย จึงขอส่งงานคะ
1. เรื่องภาวะผู้นำ
หลังจากที่ได้เรื่องรู้ในเรื่องของภาวะการเป็นนำแล้ว หากกลับไปสำนักงาน สิ่งที่จะต้องทำต่อไป คือ การสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้ตนเอง รวมทั้งปรับทัศนคติในการการทำงาน เพราะ หากเรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวตนของตัวเอง และเชื่อมั่นในสิ่งต่างๆที่เราทำว่าเป็นสิ่งที่ดีถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและส่วนรวมแล้ว เราก็จะเกิดกำลังใจและมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปเป็นผู้นำที่ดีและเก่งในอนาคตได้
และหากในอนาคตมีลูกน้องสิ่งที่จะต้องนำไปพัฒนาและปรับใช้กับลูกน้องก็คือ จะต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องและเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นในความสามารถเขา จะให้ทำงานเป็นกันทีม มีการshareความรู้กันเพราะเชื่อว่าแต่ละคนรู้ไม่เหมือนกันและเก่งไม่เท่ากัน และที่สำคัญจะให้ความรักความเอาใจใส่รวมถึงให้โอกาสแก่ลูกน้องในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของทุนความรู้
2. เรื่อง โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค
สำหรับ 3 เรื่องที่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับ สศก. ที่น่าที่จะนำไปศึกษาก็คือ
2.1 บทบาทของจีน อินเดีย และละตินอเมริกา
2.2 Global warming และภัยธรรมชาติ
2.3 เรื่อง พืชพลังงานทดแทน
ซึ่งคิดว่าทั้ง 3 เรื่องเป็นสิ่งใกล้ตัวและน่าศึกษามากที่สุด อย่างบทบาทของจีน อินเดีย รวมถึงละตินอเมริกา คิดว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายน่าศึกษาว่าทำไมประเทศเหล่านี้จึงกลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกายังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
Global warming และภัยธรรมชาติ ในปัจจุบันเรื่องของการภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่งในส่วนของสศก คงเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ผลผลิตในด้านการเกษตร ซึ่งเราจะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้อย่างไรเพื่อไม่ทำให้เกษตรกรบอบช้ำมากกว่าเดิม
เรื่องพืชพลังงานทดแทน ปัจจุบันปัญหาในเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและไม่แน่นอนทำให้หลายฝ่ายต่างหันมาสนใจในเรื่องของพลังงานทดแทนกันมากขึ้น ซึ่งในด้านการเกษตร จะมีทรัพยากรมากมายที่สามารถทำมาผลิตเป็นพืชพลังงานทดแทนได้ในอนาคต
กุลธิดา ศรีวิพัฒน์
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์
1 ในเรื่องภาวะผู้นำมีอะไรบ้างที่คุณจะไปทำต่อ
ศึกษาตัวเองว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไรบ้าง และปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นคนรักการอ่านเป็นคนใฝ่รู้ ให้มีความรอบรู้ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ชอบการทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของทีมงาน ใช้หลักคุณธรรม จริยธรรม และแสดงออกในความรู้ ความสามารถที่ตนเองมี เพื่อให้เพื่อนร่วมงานเกิดความเชื่อมั่นในตัวเราและกล้าตัดสินใจที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย ความสำเร็จ
2 อะไรที่จะไปพัฒนาลูกน้อง
หากในอนาคตมีลูกน้อง จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ให้เค้าเข้าใจ ให้เค้ามีความอยากรู้ หรือรอบรู้ ให้มีความรักและศรัทธาในองค์กร ให้เค้าเกิดความร่วมมือในการทำงานและแบ่งความรับผิดชอบหรือกระจายอำนาจให้เค้าด้วย ให้เค้ามีความรู้สึกว่าเค้าคือกำลังสำคัญที่จะผลักดันองค์กรให้ไปสู่ความสำเร็จ เอาใจใส่ให้เค้ามีความกินดี อยู่ดี
3 โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค เลือกมา 3 เรื่อง ที่เกี่ยวกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่จะต้องเอาต่อไป
1 ผลกระทบ FTA แก้ไขอย่างไร
2 พืชพลังงานทดแทน
(โดยการผลิตพืชทดแทนพลังงานแล้วจะส่งผลทำให้พืชอาหารลดลงหรือไม่)
3 ราคาปัจจัยการผลิตสูงขึ้น แก้ไขอย่างไร
สมฤทัย วรรณมาโส
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์
เรื่องภาวะผู้นำ
สิ่งที่ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จิระ ได้สอนเรื่องภาวะผู้นำในวันนี้ ทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเองว่า เรามีศักยภาพ ความรู้เพียงพอและรู้จริงแค่ไหน สิ่งที่รู้สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนั้นการมีภาวะผู้นำ ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ฝึกฝนได้
- สิ่งที่เราต้องทำต่อไป คือ การสร้าง ความอยาก อยากรู้ อยากเห็น อยากทำ เพิ่มไฟให้กับตัวเอง สร้างพลังและความเชื่อว่า เราทำได้ เรามีความสามารถ ทีมทำได้ ไว้ใจเชื่อใจกันและกัน ทุกคนมีความสามารถ share ความรู้กัน จากพื้นฐานความรู้ที่ต่างกันทำให้เราได้รู้สิ่งใหม่ ๆ ความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้ อีกทั้งต้องฝึกฝนตัวเองให้รักในการอ่าน คนที่รักการอ่านจะเป็นคนที่รู้กว้าง สามารถมองสิ่งต่าง ๆ ได้ดี มีเสน่ห์
- หากในอนาคตมีลูกน้อง สิ่งที่จะนำไปพัฒนาลูกน้อง คือ ถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ ให้ลูกน้องทราบและนำไปปรับใช้ในการทำงาน เห็นใจเอาใจเขามาใส่ใจเราและยอมรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
เรื่อง โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก.ที่จะทำต่อไป คือ
1. พืชพลังงานทดแทน เนื่องจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และในอนาคตอาจจะหมดไป ทำให้เราต้องให้ความสนใจในพืชพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น ปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ แต่ก็ต้องคำนึงเรื่องพืชพลังงานอาจเข้าไปรุกพื้นที่พืชอาหาร ซึ่งในอนาคตอาจทำให้เราต้องซื้อข้าวในราคาแพงขึ้น
2. การค้าเสรี WTO, FTA ศึกษาศักยภาพของสินค้าเกษตรให้สามารถแข็งขันในตลาดโลกได้
3. ศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร
น.ส.ปวริศา ศิริกุล
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์
เรื่องภาวะผู้นำ
สิ่งที่เราต้องทำต่อไป
- การพัฒนาตนโดยการ สร้างพลังให้กับตนเอง การศึกษาหาความรู้ ใฝ่รู้ สร้างศักยภาพให้กับตนเอง เปิดโลกทัศน์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง ให้เป็นที่ยอมรับต่อเพื่อนร่วมงานและสังคม
สิ่งที่เราต้องนำไปพัฒนาลูกน้องต่อไป
- การให้ความสำคัญ เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เป็นแรงผลักดันส่งเสริมให้ลูกน้องให้มีความก้าวหน้า ดูความรู้ความสามารถ ความถนัดโดยพัฒนาคนให้เหมาะสมกับลักษณะงาน สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงาน สร้างแรงจูงใจ และให้เพื่อนร่วมงานมีทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำ และเพื่อนร่วมงาน
ความสำคัญเรื่อง โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตรีส่วนร่มาค เศรษฐศาสตร์จุลภาคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก.ที่จะทำต่อไป คือ
1 การใช้เทคโนโลยีในการสำรวจโดยใช้ภาพภ่ายดาวเทียมมาใช้ในการสำรวจข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกพืช เช่น การสำรวจพื้นที่ปลูกยางพารา โดยผลการสำรวจสามารถนำมาคาดการณ์ผลผลิตยางพาราในอนาคตได้ ในการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ผลิตและผลผลิตในอนาคตผลผลิตยางพาราจะออกสู่ตลาดมาก จะเป็นแนวทางให้ภาครัฐเพื่อที่จะนำไปเป็นมาตรการในการแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดให้มีการผลิตใช้ในประเทศให้มากขึ้นเพื่อเป็นการลดการพึ่งพาการส่งออก
2 การใช้เทคโนโลยีการผลิต โดยมีการถ่ายทอดการเรียนรู้และฝึกเกษตรกรให้สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร
3 การศึกษาพืชพลังงานทดแทน เนื่องจากราคาน้ำมันมีราคาสูง มีพืชหลายตัวเช่น สบู่ดำ ปาล์มน้ำมัน มาผลิตเป็นพืชพลังงานทดแทนได้
กรรณิกา บุญชิต [email protected]
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การมีโอกาสได้เข้ารับการอบรมจากอาจารย์ในวันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ชีวิตได้รับอีกครั้งหนึ่งค่ะ และขอส่งงานที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ ดังนี้ค่ะ
1. เรื่องผู้นำ
1.1 สิ่งที่จะนำไปทำต่อสำหรับตัวเอง คือ เริ่มจากการสำรวจศักยภาพด้านความรู้ของตัวเอง โดยดูว่าตัวเองมีการศักยภาพความรู้พอเพียงหรือไม่ รู้จริงและรู้ลึกเพียงใด แล้วพยายามปรับปรุงตนเองเพื่อให้เกิดคุณค่า (Value) เพราะเมื่อตนเองเชื่อมั่นว่าตัวเองมีคุณค่าแล้ว จะเกิดพลัง (Energy) ความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง และสร้างสรรค์งานให้มีประสิทธิภาพต่อไป พร้อมทั้งมั่นใจในการแสดงศักยภาพของตนเองให้ผู้อื่นประจักษ์
1.2 สิ่งที่จะนำไปพัฒนาลูกน้อง คือ ส่งเสริมให้เกิดการทำงานเป็นทีม และเสริมสร้างให้ลูกน้องมีความรักและความผูกพันต่อองค์กรของตนเอง เพราะความรักความผูกพันที่มีต่อองค์กรจะทำให้เกิด Execution รวมถึงการส่งเสริมจุดแข็งที่แต่ละคนมี และพัฒนาจุดอ่อนที่ยังเกิดขึ้น
2. เรื่อง โลกาภิวัฒน์ เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สศก.ที่จะทำต่อไป คือ
2.1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของตนเองได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตร
2.2 การศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อการผลิตพืชแต่ละชนิด แล้วนำมาวางนโยบายสำหรับแก้ไขต่อไป
2.3 การศึกษาเรื่องพืชทดแทนพลังงาน ซึ่งควรมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการปลูกพืชทดแทนพลังงานกับพืชอาหารในแต่ละพื้นที่ โดยศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพความเหมาะสมของดินและปัจจัยอื่นๆ แล้วนำมากำหนดเป็นเขตการเพาะปลูกพืชแต่ละชนิด (Zoning) ต่อไป เพื่อป้องกันมิให้มีการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ และรักษาพื้นที่ปลูกพืชอาหารสำหรับการบริโภคภายในประเทศ
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
1. ฝึกให้มีพลังทั้งร่างกาย และจิตใจ มีเป้าหมาย ตั้งเป้าหมาย และหาวิธีที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย ใฝ่เรียนรู้ หาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัว พัฒนาตัวเองตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง
2. ส่งเสริมให้ลูกน้องได้พัฒนาตัวเอง ให้มีการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น มอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของลูกน้อง
3. ยกตัวอย่าง ในกรณีที่ประเทศหนึ่งเกิดภาวะ Over demand ในสินค้าชนิดหนึ่ง ก็จะมีการนำเข้าสินค้านั้นจากต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการบริโภคสินค้าชนิดนั้น โดยตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสินค้าใดๆ ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบจะทำการผลิตสินค้าชนิดนั้น และทำการส่งออกไปยังต่างประเทศ
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์
1 ในเรื่องภาวะผู้นำมีอะไรบ้างที่คุณจะไปทำต่อ
การพัฒนาตนให้เป็นคนรู้รอบ รู้จริง พูดถึงคุณค่าของตัวเองให้ชัด ปฏิบัติตามคุณค่านั้น มีพลังในการคิดนอกกรอบ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
2.เรื่องผู้นำมีอะไรบ้างที่จะะนำไปพัฒนาลูกน้องต่อ
จุดประกายการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน โดยมองว่าอนาคตคืออะไร แสวงหาความเป็นไปได้ ดึงความเป็นเลิศของผู้ร่วมงาน ด้วยการแสวงหาความร่วมมือ พัฒนาจุดแข็งของคนอื่น และกระจายอำนาจให้ผู้อื่น ยอมรับความสำเร็จของผู้อื่นและยกย่องผู้อื่นอย่างจริงใจ
3.โลกาภิวัฒน์ 3 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสศก. ที่ต้องทำต่อ
- การค้าเสรี WTO FTA เศรษฐกิจยุคใหม่ บทบาทของ internet and web service
- บทบาทของจีน อินเดีย
- มหันตภัยต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ภาวะโลกร้อน
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
จากเรื่องภาวะผู้นำที่ อ.จีระ ได้สอนพวกเราไป สิ่งที่ อ. ถามพวกเราทั้ง 3 ข้อ ได้กลับมาคิดและพบว่าสิ่งที่อยากจะทำมี ดังนี้
สิ่งที่คิดว่าอยากจะไปทำต่อไปในส่วนของตนเอง คือ
-เรียนรู้ตนเอง มองกลับเข้าหาตัวเองว่าจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส รวมถึงเป้าหมายในชีวิตที่อยากทำจริงๆว่าคืออะไรบ้าง
-เรียนรู้และใส่ใจบุคคลรอบข้างให้มากขึ้น
-ฝึกเรื่องการคิดบวก เรื่องการตัดสินใจบางเรื่องให้ได้ด้วยตนเอง มีจุดยืนของตนเองได้
-อยากศึกษาทางจิตวิทยาในเรื่องทักษะการคิด อ่านใจคน การควบคุมอารมณ์กลัว และศิลปในการโน้มน้าวใจและชี้แนะและหลักธรรม ที่นำมาปรับใช้และรู้จักการปล่อยวางบ้าง
-ส่วนด้านความรู้อยากที่จะฝึกเรื่องของภาษาอังกฤษเพราะสมัยเรียนไม่ชอบวิชาภาษาอังกฤษเลยจึงไม่ค่อยตั้งใจเรียนทั้งๆ ที่อยากจะพูดได้ฟังได้มากๆ
ส่วนสิ่งที่อยากจะนำไปพัฒนาลูกน้อง คือ
-ส่งเสริมแรงกระตุ้นภายในให้มีทัศนคติที่ดี คิดนอกกรอบ เปิดกว้างทางความคิด ตระหนักในคุณค่าของตนเพราะความคิดเป็นพื้นฐานทั้งหมดของการกระทำที่ส่งผลออกมา
-ดึงจุดเด่น แก้ไขจุดด้อยของแต่ละคนให้ได้
-รักและเคารพในวัฒนธรรมองค์กร แต่ไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมๆที่ไม่พัฒนา
-กฎระเบียบวินัย และเสมอต้นเสมอปลาย
-การรู้จักแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
-การประสานงาน ความสามัคคี และความเชื่อใจกัน
-ส่งเสริมและให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับเรื่องที่ทาง สศก. น่าจำทำวิจัยได้ในอนาคต คือ
1.เรื่องของนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือ สนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อบรรเทาความยากจนให้เกษตรกร เนื่องจากการผลิตอาหารอินทรีย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหากระบวนการที่เคร่งครัด และค่าใช้จ่ายสูงเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเอกสารรับรองรวมไปถึงค่าเอกสารรับรองแต่ละปีที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาตรฐานตามกฎ ยิ่งเกษตรกรรายย่อยจึงรับภาระไม่ไหว สินค้าเกษตรอินทรีย์จึงมีแน้วโน้มลดตัวลง
2.การพัฒนา บริหารจัดการเส้นทางระบบโลจิสติกส์ เพื่อศึกษา ปรับระบบการผลิต รูปแบบการตลาด ค้นหาเทคนิควิศวกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขนย้ายสินค้า ให้มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ เพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรให้แข่งขัน ทัดเทียมตลาดโลกได้
3.การศึกษาเรื่องของพืชพลังงานว่าจะมีผลตอบแทนด้านต่างๆ อย่างไร ในระยะยาว ตัวเกษตรกรเองมีรายได้เพิ่มขึ้น แรงงานภาคเกษตรเป็นอย่างไร แต่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อความมั่นคงทางอาหารโลก การผลิตอาหารหรือไม่ และมีผลระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมให้เสื่อมลงหรือไม่
ขอบคุณอาจารย์สำหรับ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ผมมีศักยภาพในการพัฒนาและสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
สำหรับสิ่งที่ผมจะต้องเรียนรู้ในเรื่องผู้นำ คือเรื่อง การคิดแบบยุทธศาสตร์ การวางแผนและการแก้ปัญหา และสำหรับเรื่องที่จะต้องพัฒนาลูกน้อง ผมเห็นว่า การสร้างทีม โดยการสร้างแรงจูงใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด รวมถึงการคิดแบบ win/win จะสามารถทำให้ การทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพ สูงสุดครับ
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
1. เรื่องผู้นำ มีอะไรบ้างที่คุณจะนำไปทำต่อ
จากการอบรมเรื่องการเป็นผู้นำในวันนี้ ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดในการที่จะนำไปปฏิบัติต่อ เพื่อเสริมสร้างภาวะการเป็นผู้นำให้กับตนเอง สรุปได้หลายข้อ หลายปัจจัย อาทิ
1) การเสริมสร้างพลังให้กับตนเอง โดยการหันกลับมามองและเรียนรู้ที่ตนเองก่อน ว่า
ตนเองมีศักยภาพในด้านใดบ้าง อะไรที่สามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัด และอะไรที่ยังดูเหมือนซ่อนเร้นอยู่ภายในแต่สามารถส่งเสริมทำให้โดดเด่นขึ้นมาได้ การกลับมามองและทำความรู้จักกับตนเองน่าจะเป็นจุดสำคัญที่สามารถชี้ให้เราเห็นได้ว่า เราควรพัฒนาส่งเสริมตนเองในเรื่องใด มากน้อยเพียงใด อันจะเป็นปัจจัยในการกระตุ้นตนเองและเสริมสร้างให้เกิดพลัง (Energy) ขึ้นมาในทางที่เราสนใจและถนัด การปรับปรุงในส่วนที่ยังซ่อนเร้นให้ดูโดดเด่นขึ้นมา หรือแม้แต่การปรับปรุงในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข้อด้อยให้อยู่ในสภาวะที่ยอมรับได้ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยในการกระตุ้นพลังในตนเอง เสริมสร้างแรงจูงใจ และความมั่นใจในการจะเป็นผู้นำ ทั้งยังจะเป็นแบบอย่างให้แก่บุคคลอื่นทั้งในระดับเดียวกันและต่ำกว่า หรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี
2) เมื่อตนเองมีพลัง มีความมั่นใจ และสามารถเป็นแบบอย่างได้แล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนของการทำให้ผู้อื่นมีพลังและเกิดความฮึกเหิม เกิดความร่วมแรงร่วมใจตาม โดยการดึงศักยภาพของตนเองมาทำให้เห็น ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจ และเกิดการยอมรับ เมื่อนั้นให้ใช้วิธีการถ่ายทอดทั้งความรู้หรือศักยภาพด้านอื่นๆ การเป็นที่ปรึกษา ทำให้ผู้อื่นนึกชื่นชม มั่นใจ เชื่อมั่น และคล้อยตามเรา รวมทั้งในขณะเดียวกันให้กระตุ้นในตัวของพวกเขาเหล่านั้นให้เกิดพลัง (Energize) ในตนเอง และเป็นพลังที่จะพร้อมไปในทิศทางเดียวกันกับเรา
3) การอยู่ในสถานการณ์ใดใดก็ตาม ต้องทำให้ตนเองมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว ฉับไว และพยายามให้เกิดความผิดพลาดให้น้อยที่สุดในเวลาอันจำกัด (Edge) พร้อมทั้งแสดงให้ผู้อื่นเห็นถึงความกล้าตัดสินใจ โดยการใช้พื้นฐานของความรอบรู้ ว่องไว และความมีไหวพริบปฏิภาณต่อการแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ทำให้บ่อยๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน และไม่กลัวต่อผลที่จะตามมาภายหลัง ซึ่งอาจจะออกมาดีหรืออาจจะต้องมีการแก้ไขกันต่อไป แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ความกล้า ความรวดเร็ว และเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจในเวลาอันจำกัดมากกว่า
4) การมุ่งผลสำเร็จของงาน หรือความมุ่งมั่นในการทำสิ่งใดใดให้สำเร็จ (Execution) ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะทำให้ผู้อื่นเห็นความวิริยะ อุตสาหะ การมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ไม่โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เกิดความเชื่อมั่นในตัวบุคคล เป็นที่เชื่อถือของบุคคลอื่นว่า ถ้าให้คนนี้เป็นผู้นำจะได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน ไม่เกิดกรณีการล้มเลิกกลางครัน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียต่องาน และผลกระทบอื่นๆ ที่อาจจะตามมาอีกมากมาย
2. เรื่องผู้นำ มีอะไรบ้างที่คุณจะนำไปพัฒนาลูกน้องของตนเอง
การทำตนให้เห็นเป็นแบบอย่าง ทำให้เขารู้สึกศรัทธาและอยากทำตาม เมื่อเขาเกิดความเชื่อมั่นให้ใช้ความเมตตา ความเอื้ออาทรเข้าไปเสริม การชี้แนะให้เขามองเห็นตนเอง การช่วยดึงศักยภาพในตัวเขาเหล่านั้นออกมา ให้เขาได้มีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยเราอาจเข้าไปประคับประคองในช่วงแรก ให้เขากล้าที่จะทำและเกิดความมั่นใจอย่างเรา เมื่อได้ผลลัพธ์ซึ่งคืองานออกมา เมื่อดีให้ชมและแม้ว่าจะไม่ดีให้ติเพื่อก่อ สั่งสอนและแนะนำด้วยความเมตตาแบบพี่น้อง ไม่ใช้อำนาจเกินงามหรือเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้เกิดความรักและความประทับใจขึ้นมา และเมื่อเราซื้อใจเขาได้ ขั้นต่อไปก็น่าจะสบาย
3. เรื่องโลกาภิวัตน์ เลือก 3 เรื่องที่เกี่ยวกับ สศก. ที่อาจจะต้องนำไปวิจัยต่อ
1) Information Technology ในปัจจุบันสื่อสารสนเทศเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเป็นอันมาก โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในปัจจุบัน อาทิ การนำมาใช้เก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลทางการเกษตร แสดงรายงานและการนำเสนอ การร่นระยะเวลาในการทำงาน tedious การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information Sharing) การส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) การประชุม online (Video Conference) และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีบทบาททุกขั้นตอน ทำให้การทำงานเป็นไปได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น ซึ่งถ้า สศก. ได้มีการวางระบบไว้เป็นอย่างดี การทำงานก็จะเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และทันกาลมากขึ้น ดังนั้น ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ สศก. ควรจะเข้ามาให้ความสนใจกับการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์กร การสนับสนุนอุปกรณ์อย่างเพียงพอ และเสริมสร้างความรู้ในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสารสนเทศให้แก่เจ้าหน้าที่ให้มีความคุ้นเคยและสามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ต่อไป
2) เรื่องการค้าเสรีทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ แต่มิใช่เป็นเพียงเรื่องหรือประเด็นระหว่างรัฐต่อรัฐ (G to G) เท่านั้น แต่การเปิดเสรีทางการค้ายังส่งผลต่อคนในประเทศและระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีขึ้นต่อเกษตรกรอันเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ปลายสาย สศก. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ จึงควรมีความระมัดระวัง วิเคราะห์ผลดี ผลเสียอย่างรอบคอบก่อนนำประเด็นขึ้นเจรจาในเวทีต่างๆ ควรมีการศึกษาผลกระทบให้รอบด้านทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องไม่ลืมเกษตรกรจำนวนมากของประเทศ ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นเรื่อง sensitive ที่ควรจะต้องมีการวิเคราะห์กันอยู่ตลอดเวลาให้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน
3) ภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติ เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายรวมทั้งการเกิดภัยธรรมชาติในที่ต่างๆ การปลูกพืชอาจต้องปรับเปลี่ยนให้ทันตามสภาพการณ์ปัจจุบัน อาทิ กรณีการเกิดภัยธรรมชาติหรือความไม่สามารถในการผลิตพืชบางชนิดในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เราจะสามารถปรับแผนกลยุทธ์เพื่อ take action ตรงส่วนนั้นแทนได้ไหม เพื่อสนองตอบอุปทานของตลาดโลก ถ้าได้จะสามารถปลูกทดแทนพืชชนิดใด และการกระทำดังกล่าวจะกระทบกับเกษตรกรและเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร เราจะมีแผนในการรับมืออย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องมีการคิดวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลาให้ทันสถานการณ์ รวมทั้งประเด็นการคำนวณสัดส่วนการเพาะปลูกของพืชพลังงานและพืชอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการในปัจจุบัน