วันนี้ผมได้มีโอกาสวิพากษ์การจัดการความรู้กับ “ผู้รู้” ท่านหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น
ท่านเป็นผู้ศึกษาธรรมะ ธรรมชาติ ศาสนาพุทธ และจิตวิญญาณ ที่แตกฉาน ที่ทำให้การคุยสร้างสรรค์ และออกอรรถรสเป็นอย่างยิ่ง
เราเริ่มคุยกันในเชิงพุทธศาสตร์ เรื่องกฎแห่งกรรม และอภินิหาร ที่ท่านพยายามอธิบายให้ผมฟังว่าทั้งสองอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมก็มิได้ปฏิเสธ
เพียงแต่ ผมใช้กฎแห่งกรรมเป็นหลักในการดำรงชีวิต มากกว่าที่จะหวังพึ่งอภินิหาร
แต่ผมก็มิได้ลบหลู่อภินิหารแต่อย่างใด เพียงไม่ค่อยฝากความหวังเท่านั้น
ผมได้อธิบายว่า กฎแห่งกรรมนั้นน่าจะเกิดต่อเนื่องยาวนานผ่านระบบจิตวิญญาณ
ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ระดับจิตวิญญาณก็น่าจะสำคัญ เพื่อที่จะทำให้จิตวิญญาณของเราทั้งในชาตินี้ และที่จะไปเกิดใหม่มีทุกข์น้อยลง
ผมได้อธิบายว่า ผมเชื่อเรื่องการตายแล้วไปเกิดใหม่ อันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่น่าจะเชื่อได้ในกรณีหลานของผมตายที่ไปเกิดใหม่ และระลึกชาติได้ และผมไม่สามารถหาคำอธิบายอื่นใด นอกเหนือจาก “จิตวิญญาณสามารถไปเกิดใหม่ และอาจจำความในชีวิตเดิมได้”
ท่าน”ผู้รู้” จึงได้ถามผมว่า
แล้วทำไมจิตวิญญาณคนจึงไปเกิดเป็นคน ไม่เป็นสัตว์อื่น หรือสัตว์อื่นๆไม่มาเกิดเป็นคน ให้สามารถระลึกได้ว่าชาติที่แล้วเราเป็นอะไร เคยทำอะไร
เพราะเท่าที่เคยได้ยิน ก็เพียง “คนกลับชาติมาเกิด”
ไม่เคยได้ยิน “สัตว์กลับชาติมาเกิด” หรือ “คนกลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์”
ผมก็เลยคาดเดาว่าปรากฏการณ์นี้ว่า (ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง) น่าจะมีอะไรควบคุมอยู่แบบ “ลูกกุญแจกับแม่กุญแจ” หรือ แบบเดียวกันกับ “การจับคู่ของโมเลกุล DNA ที่มีความจำเพาะสูงและจับกันได้เป็นคู่ๆ ไม่ปะปนกัน
และท่านผู้รู้ก็ถามผมว่า “แล้วการไปสู่นิพพานน่าจะเป็นอย่างไร” ทำให้ผมตกใจแทบสะอึก และรีบตอบว่า “ผมไม่เคยไปนิพพาน ผมจึงคิดไม่ออก และตอบไม่ได้”
แต่....ถ้าจะให้คิดตอนนี้ น่าจะสะท้อนถึงลูกกุญแจ (จิตวิญญาณ) ที่สะอาดน่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์ (ที่เกิดจากแม่กุญแจ-ร่างกาย)
แล้วผมก็ขยายความรู้สึกต่อไปว่า สัตว์เดียรัจฉานน่าจะมีจิตวิญญาณที่สะอาดกว่ามนุษย์ และมี DNA ปริมาณน้อย แต่คุณภาพสูงกว่าคน
เพราะ
ไม่ต้องเรียนก็สามารถสร้างสิ่งต่างๆได้มากมาย มีสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครเอาเปรียบหรือกินแรงใคร ไม่ต้องมีกฎระเบียบ แต่ทุกตัวทำหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แบบไม่ต้องฝึก ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเรียน ก็ทำงานได้เลย
สิ่งเหล่านี้ไม่มี หรือจะมีก็น้อยมากในสัตว์ที่เรียกว่า “คน”
และผมทราบจากการฟังธรรมมาว่า เพราะคนนั้น เป็นเวไนยสัตว์
-
ต้องฝึกจึงจะดี
-
แม้ฝึกก็ยังไม่ค่อยดีก็มี
-
คนที่ฝึกดีแล้ว จึงจะสามารถทำหน้าที่ในฐานะหน่วยหนึ่งของสังคมได้ดี ดังเช่นในสัตว์เดียรัจฉานนั้น มีอยู่น้อยมากในสังคมของ "คน" หรือ ที่เรียกกันว่า “สังคมมนุษย์” =สังคมผู้มีจิตใจสูง (ที่ผมไม่แน่ใจว่าสูงอย่างไร)
เพราะยังติดกับ รัก โลภ โกรธ หลง จนทำให้การทำหน้าที่ของตนเองมีปัญหา (มากกว่าสัตว์เดียรัจฉาน)
ดังนั้นเป้าหมายที่จะ “ทำความดี”
เพื่อให้สัตว์ที่เรียกว่า “คน” นั้น
เหนือกว่า ดีกว่า “สัตว์เดียรัจฉาน” จึงไม่ค่อยเกิด
แต่กลับจะแย่กว่า
เพราะ ยังมีการทะเลาะ แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบ กอบโกย โกง ด้วย ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ที่(คิดว่า)ไม่มีในสัตว์เดียรัจฉาน
ผมอธิบายว่า ผมชอบนั่งดูมด ดูปลวกทำงานแบบ “รู้หน้าที่ ไม่ต้องมีใครบังคับ สั่ง หรือ สอน หรือลงโทษจำคุก หรือ ปรับหรือต้องประหารชีวิต”
สังคมก็ไม่ต้องเสียทรัพยากรจ้างประชากรส่วนหนึ่งไปทำหน้าที่ “ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ผู้คุมเรือนจำ”
นี่แสดงว่า โมเลกุล DNA ของสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น มีการพัฒนาสั่งสมความรู้สูงถึงระดับที่
เมื่อเกิดมาก็รู้เลยว่าตัวเองมีหน้าที และความสามารถอะไร ไม่ต้องรอคำสั่งก็สามารถทำหน้าที่ก่อสร้าง หาอาหาร ผลิตและแปรรูปอาหาร หรือสร้างอาหาร สร้างรัง แบบวิศวกรและเกษตรกรชั้นยอดในตัวเดียวกัน
เช่น ปลวก นก มด ที่ทำรังเพื่อการรักษาความชื้น และอุณหภูมิของรังได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ต้องมีไฟฟ้า น้ำมัน ที่เก่งยิ่งกว่าวิศวกรเอกที่เป็นคนเสียอีก
ซึ่งน่าจะอนุมานได้ว่า การจัดการความรู้ใน DNA ในสัตว์เหล่านี้ ที่สร้างสมมาในบรรพบุรุษนั้น สูงมาก ที่แม้มีเพียงเล็กน้อยก็ทำงานให้ชีวิตทำหน้าที่ของตนได้ ไม่มีทุกข์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งสังคม เป็นอย่างดี (ที่คนเรากำลังพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งนั้น อย่างยากเย็น)
แต่ DNA ของคนที่มีมาก
กลับต้องมาพึ่งพาสมองขนาดใหญ่
และยังพัฒนาได้ยาก ช้า หรือออกนอกลู่นอกทาง
ที่เป็นสาเหตุให้เกิด “ทุกข์” ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน และมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ตนต้องพึ่งพาอาศัยทุกระดับอย่างรุนแรง
แล้วคนเรามี DNA มากๆ แต่ด้อยคุณภาพไว้ทำอะไร ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม คอยแต่จะเอาเปรียบคนอื่น ยิ่งแย่ไปกันใหญ่
สู้มีน้อยๆ แบบสัตว์เดียรัจฉานก็ไม่ได้
ใครมีความเห็นว่าอย่างไรครับ
เจ๋งมากเลย เคยทำนองนี้เหมือนกันเลยค่ะ แต่ไม่สามารถเขียนออกมาได้เหมือนท่าน ขออนุญาตเผยแพร่ต่อได้ไหมคะ
ได้ครับ ด้วยควายินดี ขอเพียงอ้างอิงเป็นพอครับ
เมื่อครั้นรถแล่นอยู่บนถนนกลางเมืองขอนแก่น โยมอาจารย์เคยพูดกับอาตมาว่า "คุณเหมือนผมตอนหนุ่ม ๆ" สิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้เพราะว่าเรามี DNA ที่เหมือนกัน หรืออาจจะด้วยว่ามีจิตวิญญาณที่สั่งสมบางสิ่งบางอย่างมาคล้ายคลึงกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามบุพกรรมทำให้ได้ทั้งเจอและได้จาก
จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาด้วยการภาวนา
ตอนนี้อาตมาเองกำลังภาวนาอยู่ด้วยศีล เพียรด้วยสมาธิ สักวันหนึ่งคงจะมี "ปัญญา"
เมื่อถึงครานั้น จักต้องมีโอกาสสานต่ออุดมการณ์ด้วยจิตวิญญาณร่วมกับท่านอาจารย์อีกเป็นแน่แท้
ครับ ถ้าเรายังมี "เวร" และ "กรรม" ร่วมกัน คงได้มีโอกาส สร้างชาติร่วมกัน ครับ
น่าคิดค่ะอาจารย์ สัตว์ไม่ต้องเรียนทำงานได้เลย คนเราต้องเรียนตลอด ยิ่งเรียนสูง ก็สร้างปัญหาได้มากแบบซับซ้อนมากขึ้นนะคะ
ทำไม?
คำว่า มนุษย์ โดยรากศัพท์ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้มีใจสูงแต่อย่างใด มนุษฺย แปลว่า ผู้เป็นเหล่ากอของพระมนู ตามความคิดของคนอินเดียโบราณ ซึ่งเชื่อว่า พระมนูเป็นมนุษย์คนแรกบนโลกนี้ คนก็เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างจากสัตว์ดิรัจฉาน(อย่างน้อยก็แตกต่างในแง่การคิดและความสามารถในการไม่ต้องทำตามสัญชาตญาณ) ตามคำสอนในพระพุทธศาสนายังมีภพภูมิอื่นที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัส๕ ของมนุษย์อีก ไม่ได้มีเฉพาะมนุษย์และสัตว์ที่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยดีเอ็นเอ เท่านั้น พระอภิธรรมท่านก็จำแนกไว้แล้วว่าแต่ละชนิดแตกต่างกันเพราะอะไร
แล้วท่านผู้เขียนหรือผู้อ่านอยากเป็นอะไรคะ อยากเป็นสัตว์ที่ถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณ หรือเป็นมนุษย์ที่สามารถพิจารณาเลือกที่จะทำสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง
สำหรับดิฉันเอง ต่อให้มนุษยชาติเลวอย่างไร ดิฉันเลือกอย่างหลังนะคะ เพราะมีโอกาสได้พัฒนาตัวเอง ต่อให้สังคมมนุษย์เลวร้ายถึงมิคสัญญี สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ดิฉันมองเรื่องนี้เป็นวัฏจักรของสังคมมนุษย์ มีดีได้ก็เสื่อมได้ อย่างน้อยที่สุด ปัญญาที่มนุษย์มีช่วยให้มนุษย์บางคนเห็นว่ากระแสสังคมส่วนใหญ่กำลังเป็นไปในทางที่เลว ควรจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น และรู้ว่าควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไรให้เรียกว่า ดี หรือ ถูกต้องได้
ขอบคุณครับที่ให้ข้อมูล
ผมไม่ได้อยากเป็นอะไรหรอกครับ เพราะทุกอย่างเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น
ณ วันนี้ ชีวิตผมก็ยังเป็นสิ่งสมมติ
และผมกำลังทำหน้าที่แบบ "สิ่งสมมติ"
ที่ผมนำเสนอนี้ก็เพื่อสะกิดให้ทุกคนคิดว่า ทำไมสังคมของสัตว์ที่มี DNA และสมองมาก จึง(ดูเหมือน) จะไม่ค่อยทำหน้าที่ (ปฏิบัติธรรม) ของตนเอง และ เป็นทุกข์กันมาก
ผมมองว่าสังคมที่ทุกหน่วยทำหน้าที่ และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบบมด ปลวก น่าจะเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เอาข้อดีของเขามาปรับใช้ในตัวเรา และสังคมของเรา
และทีสำคัญผมยังทึ่งในความรู้ที่มีอยู่ใน DNA ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ว่าทำไมจึงไม่มีใน DNA ของคน
ทำให้แม้แต่จะบอกสอนกันเพิ่มเติม คนก็ยังไม่ค่อยทำหน้าที่ของตัวเอง
ขอขอบคุณสำหรับความเห็นที่มองต่างมุมอีกครั้ง
แบบนี้ ผมหามานาน และหายากจริงๆครับ
สวัสดีค่ะ
มาอ่านและรับความรู้เพิ่มเติมค่ะ ติดใจและครุ่นคิดตามที่อาจาย์กล่าวว่า... สัตว์เดียรัจฉานน่าจะมีจิตวิญญาณที่สะอาดกว่ามนุษย์ และมี DNA ปริมาณน้อย แต่คุณภาพสูงกว่าคน
เห็นทีจะจริงค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
อาจารย์พิจารณาเอาเถิดครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่ารูปแบบไหนก็ตาม เราต่างล้วนถูกยึดโยงกับ แรงของกรรมในอดีต
การที่หลายคนยังวิ่งไปตามแรงเหวี่ยงของอารมณ์ การที่เราแตกต่างกันก็ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น
ไม่มีใครดีไปกว่ากันเลย...หากไม่หยุดและพิจารณา
หยุด...แล้ว เข้าใจ เหตุ ปัจจัย
ที่ สะพานประวัติศาสตร์ เมืองปายครับ
ขอบคุณครับที่เข้ามาสนับสนุน
ผมเข้าใจว่า "กฏแห่งกรรม" จะตัดสินและชี้ทางได้ดีที่สุดครับ
ทุกครั้งที่ผมเห็นคนพิการที่ใดก็ตาม
ผมจะเก็บมาคิดเสมอว่า "นี่เป็นกรรมของใคร"
พ่อ แม่ บรรพบุรุษ สิ่งแวดล้อม สังคม หรือ ตัวเขาเอง
และคนที่ต้องใช้กรรมเป็นใครบ้าง
และ ผมใช้สิ่งที่เห็นเตือนสติตัวเองทุกครั้ง เพื่อ ตัวเอง และคนรุ่นต่อๆไปครับ
"ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุ" ครับ
ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดดีๆ ของบันทึกนี้
สำหรับท่านที่สงสัยว่าผมพยายามจะพูดอะไร
ผมกำลังพยายามลดการใช้ "ไสยศาสตร์" และเพิ่ม "วิทยาศาสตร์" ในการพัฒนาการทางวิชาการและความรู้
คำที่ผมพยายามจะขอให้เปลี่ยนก็คือ "สัญชาตญาณ" หรือ instinct ที่เป็นข้อสรุปเชิงปิดกั้นการเรียนรู้ของคนเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (โดยเฉพาะ DNA)
เมื่อเรามาใช้คำว่า "การจัดการความรู้ระดับ โมเลกุล" เราจะมีโอกาสเปิดพื้นที่ทางความคิด และความรู้ เรื่อง macromolecule ตัวนี้มากขึ้น
แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้รู้ด้านนี้ จึงขอแค่เปิดประเด็นให้ผู้รู้ได้มีตัวจุดประกาย และขยายผลการคิดและการทำงานด้านนี้ ในเชิงวิชาการ และเชิงวิทยาศาสตร์ต่อไป
ประเด็นที่ว่าเรานั้นไม่เคยเห็นสัตว์มาเกิดเป็นคนนั้นจริงหรือไม่(ไม่ทราบได้) แต่ก็ได้ยินว่าคนเรานั้นสามารถที่จะรำลึกชาติได้มีอยู่เช่นกัน บางคนรำลึกว่าเคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้นชนิดนั้บ้าง ..แล้วนี่จะสรุปได้ว่าอย่างไรค่ะ..ที่จริงแล้วคนเรานั้น้เคยเกิดเป็นสัตว์มาก่อนหรือไม่
"เป็นเรื่องที่ดีให้ข้อคิดและขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อค่ะ"
ส่วนใหญ่ ที่เคยได้ยินมา ว่า การระลึกชาติได้นั้น ชาติที่แล้วเป็นคน ผมยังไม่เคยได้ยินว่า มีใครพูดถึงว่าชาติที่แล้วเป็นสัตว์อะไร นอกจากในนิทานชาดก พระเจ้าห้าร้อยชาติ นอกนั้นผมยังไม่เคยได้ยินครับ
ถ้ามีข้อมูลที่อื่น กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยครับ
ก่อนจะมาเป็นชาติที่หนึ่งละครับ?
คิดเล่นๆนะครับไม่ถือว่าเป็นคำถาม
ซัก10ปีที่แล้วได้มั้งผมเคยพูดว่า
มดปลวก นี้มีคุณค่า มากกว่าคนเราอีกนะ
เพื่อนไม่เข้าใจอิอิ
ถ้าพรุ่งนี้โลกนี้ไม่มีมนุษย์วักคนเดียว โลก สิ่งต่างๆในโลก
ก็สามารถอยู่ต่อไปได้โดยปกติ(อาจจะดีกว่าเดิมอิอิ)
แต่ถ้าพรุ่งนี้ไม่มี มด ปลวก เลยซักตัว คนเรา
มนุษย์ก็ไม่ สามารถ อยู่ต่อไปได้(อาจจะได้แต่คงไม่นานอิอิอีกแล้ว)
ท่านกำลังพูดเรื่องระบบการพึ่งพานะครับ
ที่มีมิติที่น่าวิเคราะห์ เพื่อความเข้าใจตัวเอง ให้ดีกว่าเดิม
ลองแจงดูซิครับ น่าสนใจมากเลย
ครุ่นคิดเมื่อตอนหัวรุ่ง ได้ความว่า "สรรพสิ่งในโลก มีส่วนประกอบจาก ธาตุ(พลังงาน)ทั้ง 5 ดังนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ พลังงานจิต (คลื่นไฟฟ้า,จิตใจ) เป็นแกนกลางและจะแฝงอยู่กับทุกโมเลกุลของร่างกาย (คล้ายเมนเฟรมของคอมพิวเตอร์) โดยมี กรรมเป็นตัวกำหนดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งกรรมมี 2 กรรม คือ
1.กรรมที่เกิดจากการกระทำเมื่อชาติก่อน(เดี๋ยวจะอธิบายว่าชาติก่อนแบบไหน อย่างไร)
2.กรรมที่เกิดจากการกระทำในปัจจุบัน
กรรมคือการกระทำ ผลของกรรม คือผลของการกระทำ นั้นเอง (กรรมดี,กรรมไม่ดี)
และมีขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นตัวเร่งให้เกิดการกระทำ(กระทำหรือไม่กระทำ)การกระทำทุกการกระทำ จะมีผลของการกระทำวกกลับมายังผู้กระทำเสมอ ผ่านระบบของกฎแห่งกรรม 2 ทาง คือ
1.ทางหยาบ กระทำเสร็จมีผลตามมาทันที
2.ทางละเอียด กระทำเสร็จผลจะถูกส่งผ่านระบบโมเลกุลเป็นทอด ๆ แล้วจะวกกลับมายังผู้กระทำ
การกระทำทุกการกระทำจะถูกบันทึกในรูปแบบของพลังงานจิตโดยอัตโนมัติ(ในส่วนลึกของจิต) เมื่อตายลงส่วนประกอบจากธาตุ(พลังงาน)ทั้ง 5 จะแปรสภาพในระดับโมเลกุล(หรือละเอียดกว่า) กลับไปสู่ค่าเดิม ตามกฎที่ว่า พลังงานไม่สูญหายไปไหนเพียงแต่แปรสภาพไปสู่พลังงานอื่น เช่นจากพลังงานกล เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยมีกรรมที่กระทำมาเป็นตัวกำหนดว่าโมเลกุลที่ย่อยสลายของเราจะไปรวมตัวก่อเกิดเป็นสิ่งใด โดยมีจิตจะเป็นตัวรับรู้
เมื่อตายลง มี 2 อย่างเกิดขึ้น
1. ร่างกายย่อยสลายกลับสู่ธาตุทั้ง 4
- ดิน ได้แก่ เนื้อ กระดูก เส้นขน
- น้ำ ได้แก่ เลือด เหงื่อไคล น้ำมูก เสมหะ หนอง
- ลม ย่อยสลายผ่านระบบหายใจ ทุกวินาทีอยู่แล้ว
- ไฟ ย่อยสลายผ่านระบบปรับอุณหภูมิในร่างกาย (ผ่านทางน้ำ)
2. พลังงานจิตจะยังไม่ดับลง แม้ร่างกายจะย่อยสลายหมด โดยจิตจะรับรู้ผลที่เกิดกับทุกโมเลกุลของร่างกายที่ย่อยสลายไปก่อเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ โดยมีกรรมเป็นตัวกำหนด
เช่น เนื้อ – ดิน – ต้นไม้,พืช- สัตว์มากินพืช-สัตว์กินสัตว์-สัตว์ถูกฆ่า (ทุกขั้นตอนจิตรับรู้)
เนื้อ – ดิน – ต้นไม้,พืช – หนอนกินพืช-ไก่กินหนอน-ไก่ถูกฆ่าเชือดคอ ลวกน้ำร้อน ความเจ็บปวดที่เกิดกับไก่ จิตรับรู้ เจ็บปวดด้วยทรมานด้วย (ทุกครั้งที่แปรสภาพของพลังงาน นั้นคือการเกิดใหม่ทุกครั้ง ทั้งเป็นหนอน,เป็นไก่ ฯลฯ)
คนที่กระทำกับไก่กระทำเพราะ 2 เหตุ คือ
1.กรรมเก่าที่เราก่อมันโดยมีเขาเป็นคนถ่ายทอดผ่านกระบวนการดังที่ว่า วกกลับมาหาเรา
2.กรรมใหม่ ที่เขาก่อขึ้น แล้วมันก็จะวกกลับไปหาเขาผ่านทางเราเหมือนกัน
พุทธเจ้าเรียกว่า กงกำกงเกวียน วัตตะสงสาร วนไปวนมา
ทำอย่างไรถึงจะสิ้นสุด ยาวเดี๋ยวตอบคราวหลังนะครับ
ตอบที่ท่านสงสัยว่าสัตว์ทำไม มันไม่มีสมองแล้วมันเกิดมาก็ทำโน้นทำนี่เองได้เลย ?
- เพราะมันเป็นแค่ตัวถ่ายทอดกรรมเท่านั้น เป็นตัวสนองกรรมให้จิตทุกดวงที่มารวมกันขึ้นเป็นตัวมัน ได้รับรู้ผลของการกระทำโดยมีสัตว์เป็นตัวถ่ายทอด (ไก่ 1 ตัว เกิดจากโมเลกุลหลายโมเลกุลมารวมตัวกัน และมีหลายจิตที่มาคอยรับการถ่ายทอดผลของกรรม)
- ต่างจากคนที่ใน 100 % ของโมเลกุลที่มารวมตัวกันเป็น 1 คน จะมาจากกรรมเก่าถ่ายทอดมากจาก ฝั่ง พ่อ 25 % จากฝั่ง แม่ 25 % และตัวเราเองกำหนดขึ้นเอง 50 %
- กรรม 50 % นี่แหละที่ทำให้เราต่างจากสัตว์ เพราะเรากำหนดเอง ว่าจะให้มันเป็นกรรมแบบไหน(กรรมดี,กรรมไม่ดี) ซึ่งมันจะเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของตัวเราต่อไป ตามที่กล่าวมาข้างต้น วนไปวนมา
- ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม”
- เหนื่อยพอก่อนนะครับพิมพ์ตอน เวลา 24.00 น. ต้องตื่นแต่เช้าเข้าเวรค่อยคุยกันใหม่ ความเข้าใจมี รู้แก่ใจ แต่บางที่อธิบายให้คนอื่นเข้าใจตาม มันยากกว่าที่คิด แต่จะพยายามเรียบเรียงใหม่ และพร้อมจะรับฟังความคิดเห็น และคำชี้แนะจากท่านผู้รู้คนอื่น ๆเสมอนะครับ **โปรดชี้แนะ***^^
(บางคนถามว่าทำไมไม่เรียบเรียงให้มันอ่านเข้าใจง่ายกว่านี้หน่อย อ่านดูแล้วมันวกวนไม่ค่อยเข้าใจ)
ตอบ – เพราะรีบยากบอกสิ่งที่รู้ให้ท่านได้รับรู้ด้วย เกรงว่าโอกาสที่จะมาเล่าเหลือน้อยทุกวินาที (อาจตายก่อนที่จะได้บอกอะคับเพราะไม่รู้ว่าสังขารที่มีจะอยู่นานเท่าไหร่ จะดับลงเมื่อไหร่ ไม่กลัวตายนะแต่กลัวไม่ได้บอกสิ่งที่รู้และเข้าใจให้คนอื่นรับรู้ เพื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย)
ความคิดสูงส่งจริงๆ
ผมขอรับไว้พิจารณาใช้ประโยชน์กับทั้งตนเอง และเพื่อสังคม
นี่แหละสังคมของการเรียนรู้
ไม่เรียนย่อมไม่รู้
ขอบคุณครับ
ก่อนอื่น สวัสดีครับ ดร. ผมขออนุญาตเขียนบรรยายแบบไม่ต้องเรียบเรียงข้อความให้ละเอียดมาก นะคับ ผมพยายามคิด และ พิมพ์บรรยาย สิ่งที่ผมรู้ และเข้าใจ ออกมาเป็นตัวหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ บ้างครั้งอาจจะสับที่สับทางกันอยู่ หรือมีข้อความบ้างช่วงตกหล่นไม่ครบถ้วนบ้าง ก็ขอฝาก ดร. ช่วยแนะนำด้วยหากมีข้อความตอนไหนอ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือ อ่านแล้วรู้สึกว่ามันผิดหรือไม่ถูกต้อง ดร.แย้งมาได้เลยผมพร้อมรับฟัง และรอที่จะรับฟังอยู่นะคับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ เพื่อนำไปสู่ความรู้ที่แท้จริง
ขอบคุณครับ
กระบวนการวัตตะสงสาร (กงกำกงเกวียน) หรือ กระบวนการทางธรรมชาติ
เป็นกระบวนการดำเนินไปของสรรพสิ่งทั้งในโลก และนอกโลก
(ธรรมมะ หรือ ธรรมชาติ)
1.มี พลังงาน(ธาตุ)ทั้ง 5 (ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ,จิต(คลื่นไฟฟ้า) เป็นสารตั้งต้น
2. มีกรรม(การกระทำ,ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่) เป็นตัวกำหนดขั้นตอนและแผนงานในการดำเนินกระบวนการทั้งหมด
3.มี ขันธ์ 5 (รูป,เวทนา,สัญญา,สังขาร,วิญญาณ) เป็นตัวเร่งกระบวนการ ,กิเลศ เป็นตัวเสริม
4.มี กฎทาง คณิต,ฟิสิกส์,เคมี,ชีวะ เป็นกฎควบคุมการดำเนินกระบวนการให้ข้อ1-3 ดำเนินไปภายใต้กฎนี้
เมื่อข้อ 1- 4 เริ่มดำเนินกระบวนการ จะไม่มีคำว่า “ปาฎิหาริย์” หรือ “อภินิหาร” สิ่งเหนือธรรมชาติดังที่เราเชื่อและสอนกันมา มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
ทุกครั้งเมื่อมีสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น จะมีเหตุมาจาก ข้อ 1-4 ทั้งสิ้น เรามักจะอ้างทุกครั้งที่เราไม่รู้ หรือไม่สามารถหาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือปาฎิหาริย์บ้าง,อภินิหารบ้าง,สิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง มาเป็นคำตอบให้กับสิ่งนั้น
เพราะมี อวิชชา(ความไม่รู้) มาครอบงำจิตเรา(จิต คือความรู้สึกที่สามรถรับรู้ผ่านทาง “อายตนะ” เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ 5(วิญญาณ) ประกอบด้วย ความรับรู้ ทาง ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ
ยกตัวอย่าง ความไม่รู้ทางตา เช่น เมื่อเราดูนักมายากล เล่นกล เสกโน้นหาย,เสกสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ทำเหรียญหายไป เสกดอกไม้ในมือ ล้วนแต่ไม่ใช่เรื่องปาฎิหาริย์ หรือนักมายากลมีอิทธิฤทธิ์แต่ประการใด ถ้าเราศึกษาเราจะรู้วิธีการของมัน แต่ถ้าเมื่อใดเราไม่รู้(อวิชชาครอบงำ) มันจะบอกเราว่าสิ่งที่นักมายากลทำนั้นคือปาฎิหาริย์ นั่นเอง
อย่ามัวแต่หาคำตอบว่า พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ สร้างปาฎิหาริย์อะไรบ้าง มีอิทธิฤทธิ์จริงหรือเปล่า แต่ควรมุ่งหาคำตอบว่า คำสอนที่บอกกล่าวมานั้น มันเป็นความจริง พิสูจน์แล้วเห็นจริง หรือมีอยู่จริง ตามที่บอก ที่ สอนมาหรือไม่มากกว่า
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาเดียวที่สอนให้เห็นแจ้งรู้จริง,เข้าใจ,และรู้วิธีจัดระบบการจัดการเกี่ยวกับกระบวนการวัตตะสงสารที่ดำเนินอยู่ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติ (ธรรมมะ คือ ธรรมชาติ)
ทำไมต้องเรียนรู้ และเข้าใจธรรมชาติ ?
เพราะธรรมชาติ ก็คือ พลังงาน(ธาตุ) ทั้ง 5 ที่เป็นตัวก่อให้เกิดสรรพสิ่งบนโลกนี้ ประกอบด้วย ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ,พลังจิต(คลื่นไฟฟ้า) ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอยู่จริง มันมีของมันอยู่อย่างนั้น ถึงแม้เราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม มันก็คงมีของมันอยู่อย่างนั้นเสมอ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่เป็นตัวก่อให้เกิดสรรพสิ่งบนโลก และเราเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างแยกไม่ออก
มีหลักการ หรือ สูตรในการที่จะเรียนรู้ ธรรมชาติ บ้างหรือไม่ อย่างไร ?
5.มี อริยสัจ 4 (ความจริงอันประเสริฐ) ซึ่งมีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4 ใช้เป็นหลักในการเรียนรู้ และเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ นั่นเอง ได้แก่
ทุกข์ – ผลของการเกิดธาตุทั้ง 5 ที่ส่งผล ทั้ง ทุกข์และสุข ให้เรา [ ผ่านขันธ์ 5 (รูป ,รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส ) ]
สมุทัย – เหตุที่ก่อให้เกิดผล (เกิดทุกข์-สุข)
นิโรธ – การรู้ทันเหตุและผล ที่เกิด(รู้ว่าทุกข์-สุข ที่มี เกิดมาจากเหตุอันใด โดยใช้ สติ+ปัญญา ในการพิจารณาสิ่งที่เกิดให้รู้ทันอยู่เสมอ)
มรรค – ทางแห่งการเรียนรู้เพื่อให้รู้ทัน เหตุและผล ,เข้าใจในเหตุและผลที่เกิดกับเรา และเรียนรู้,ยอมรับ และหาทางจัดการอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่าง เช่น
นาย ก.เป็นทุกข์เพราะยากได้รถจักรยายนต์คันใหม่ ๆ สวย ๆ จำแนกดังนี้
ทุกข์ – คือความร้อนใจ กระวนกระวาย ยากได้รถ หมกมุ่นครุ่นคิดหาวิธีที่จะให้ได้มาซึ่ง รถ
สมุทัย – เพราะเห็นรถสวย(หลงในรูป) เกิดความยากได้ เพื่อนำไปสนองกิเลศ เช่นพาไปรับส่งแฟน,ขับไปเที่ยว,ฯลฯ
นิโรธ – รู้ทันว่ากิเลศกำลังครอบงำตัวเรา ความยากกำลังเร่งให้เรากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้รถมา
มรรค – เมื่อรู้ทันเหตุและผล เราก็มาเรียนรู้และหาทางจัดการกับทุกข์ที่เกิดอย่างเป็นระบบ คือเมื่อเรารู้ว่าเรากำลังทุกข์เพราะความยากได้รถ(กิเลศ) เราก็ตัดความยาก ความหลงใน รูปสวย,รสอร่อยถูกใจ,กลิ่นหอมชื่นใจ,เสียงไพเราะเสนาะหู,สัมผัสที่ถูกใจ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วน เป็นตัวเร่งให้เกิดการกระทำ ทั้งด้าน ดี และไม่ดี ของเราทั้งสิ้น ตัดความยากทิ้งไป หรือ ควบคุมมันให้ได้ เมื่อตัดหรือควบคุมได้เราก็จะกำหนดการกระทำของเราต่อไป คือ กำหนดว่าจะกระทำด้านใดด้านหนึ่ง ดังนี้
กระทำด้านดี-เมื่อยากได้รถ ก็ต้องพยายามทำความดี ทำงานสุจริตหาเงินซื้อรถเอง ทำสิ่งที่เป็นความดี โดยไม่กระทำสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งรถที่เราต้องการ ไม่ไปสนองกรรมให้ พ่อ-แม่ ด้วยการ ไปขอเงิน ทำร้าย บีบคั้น ขโมยเงิน โกหกพ่อแม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งรถที่ต้องการ
กระทำด้านไม่ดี – เมื่อยากได้รถ ก็ขโมย ลักทรัพย์ทำร้ายเจ้าของรถ ฆ่าเจ้าของรถตาย ซึ่งผลของการกระทำทั้ง 2 ด้านนี้ จะไปเข้าระบบกฎแห่งกรรมและจะส่งผลกลับมาที่เราต่อไป ดังที่เคยกล่าวไว้แล้ว
( ตัวที่กำหนดและควบคุม ว่าเราจะกระทำดีหรือกระทำไม่ดี คือกรรมที่มาจากฝั่งพ่อ 25 % ฝั่งแม่ 25 % และจากเรากำหนดเอง 50 % (กรรมเก่าที่เคยทำมา 25 % และกำลังจะทำขึ้นใหม่ 25 %) )
“สิ่งนั้นมีสิ่งนั้นจึงมี”
“สิ่งนั้นเกิดสิ่งนั้นจึงเกิด”
"มันเป็นเหตุและผลของมันอยู่อย่างนั้น"
และด้วยเหตุทั้งหมดนี้ มันจะมีผลกระทบต่อบุคคลอื่น หรือสรรพสิ่งอื่น ๆ เป็นผลกระทบแบลูกโซ่ (วัตตะสงสาร,กงกำกงเกวียน) ที่มีความซับซ้อนไปเรื่อย ๆ
พระพุทธเจ้าทรงสามารถไล่ย้อนลูกโซ่กลับหลัง (ผ่านจิต,เมมโมรี่) กลับไปได้อย่างแม่นยำ เราเรียกว่า ระลึกชาติ (ในประวัติเคยเล่าไว้บ้าง)
ถ้าไล่ไปข้างหน้า(คำนวณโดยใช้หลัก ความน่าจะเป็นควบคู่ไปด้วย) เราเรียกว่า รู้อนาคต ผมไม่เคยอ่านเจอหรือรู้ว่า พระพุทธเจ้าทรงเคยทำ หรือทำได้ในข้อนี้หรือเปล่านะคับ
*คราวหน้าต่อด้วยเรื่อง ทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการวัตตะสงสารสิ้นสุด (สู่นิพพาน)*
รอการคอมเมนจาก ดร. อยู่นะคับ ^^
ต่อจากเมื่อวานคับ ชื่อ( ) หมายถึงว่างเปล่า แต่มาคิดดู บอกชื่อให้ ดร.รู้ เผื่อได้ติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดโดยตรง กับ ดร.บ้าง ถ้ามีโอกาส นะคับ