สัตว์เดียรัจฉานน่าจะมีจิตวิญญาณที่สะอาดกว่ามนุษย์ และมี DNA ปริมาณน้อย แต่คุณภาพสูงกว่าคน เพราะไม่ต้องเรียนก็สามารถสร้างสิ่งต่างๆได้มากมาย มีสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครเอาเปรียบหรือกินแรงใคร ไม่ต้องมีกฎระเบียบ แต่ทุกตัวทำหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แบบไม่ต้องฝึก ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเรียน ก็ทำงานได้เลย

วันนี้ผมได้มีโอกาสวิพากษ์การจัดการความรู้กับ “ผู้รู้” ท่านหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น

ท่านเป็นผู้ศึกษาธรรมะ ธรรมชาติ ศาสนาพุทธ และจิตวิญญาณ ที่แตกฉาน ที่ทำให้การคุยสร้างสรรค์ และออกอรรถรสเป็นอย่างยิ่ง

เราเริ่มคุยกันในเชิงพุทธศาสตร์ เรื่องกฎแห่งกรรม และอภินิหาร  ที่ท่านพยายามอธิบายให้ผมฟังว่าทั้งสองอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมก็มิได้ปฏิเสธ

เพียงแต่  ผมใช้กฎแห่งกรรมเป็นหลักในการดำรงชีวิต มากกว่าที่จะหวังพึ่งอภินิหาร

แต่ผมก็มิได้ลบหลู่อภินิหารแต่อย่างใด เพียงไม่ค่อยฝากความหวังเท่านั้น

ผมได้อธิบายว่า กฎแห่งกรรมนั้นน่าจะเกิดต่อเนื่องยาวนานผ่านระบบจิตวิญญาณ

ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ระดับจิตวิญญาณก็น่าจะสำคัญ เพื่อที่จะทำให้จิตวิญญาณของเราทั้งในชาตินี้ และที่จะไปเกิดใหม่มีทุกข์น้อยลง

ผมได้อธิบายว่า ผมเชื่อเรื่องการตายแล้วไปเกิดใหม่ อันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่น่าจะเชื่อได้ในกรณีหลานของผมตายที่ไปเกิดใหม่ และระลึกชาติได้ และผมไม่สามารถหาคำอธิบายอื่นใด นอกเหนือจาก “จิตวิญญาณสามารถไปเกิดใหม่ และอาจจำความในชีวิตเดิมได้”

ท่าน”ผู้รู้” จึงได้ถามผมว่า

แล้วทำไมจิตวิญญาณคนจึงไปเกิดเป็นคน ไม่เป็นสัตว์อื่น หรือสัตว์อื่นๆไม่มาเกิดเป็นคน ให้สามารถระลึกได้ว่าชาติที่แล้วเราเป็นอะไร เคยทำอะไร

เพราะเท่าที่เคยได้ยิน ก็เพียง “คนกลับชาติมาเกิด 

ไม่เคยได้ยิน “สัตว์กลับชาติมาเกิด” หรือ “คนกลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์” 

ผมก็เลยคาดเดาว่าปรากฏการณ์นี้ว่า (ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง) น่าจะมีอะไรควบคุมอยู่แบบ “ลูกกุญแจกับแม่กุญแจ” หรือ แบบเดียวกันกับ “การจับคู่ของโมเลกุล DNA ที่มีความจำเพาะสูงและจับกันได้เป็นคู่ๆ ไม่ปะปนกัน

และท่านผู้รู้ก็ถามผมว่า “แล้วการไปสู่นิพพานน่าจะเป็นอย่างไร” ทำให้ผมตกใจแทบสะอึก และรีบตอบว่า “ผมไม่เคยไปนิพพาน ผมจึงคิดไม่ออก และตอบไม่ได้”

 

แต่....ถ้าจะให้คิดตอนนี้ น่าจะสะท้อนถึงลูกกุญแจ (จิตวิญญาณ) ที่สะอาดน่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์ (ที่เกิดจากแม่กุญแจ-ร่างกาย)

 

แล้วผมก็ขยายความรู้สึกต่อไปว่า สัตว์เดียรัจฉานน่าจะมีจิตวิญญาณที่สะอาดกว่ามนุษย์ และมี DNA ปริมาณน้อย แต่คุณภาพสูงกว่าคน

เพราะ

ไม่ต้องเรียนก็สามารถสร้างสิ่งต่างๆได้มากมาย มีสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครเอาเปรียบหรือกินแรงใคร ไม่ต้องมีกฎระเบียบ แต่ทุกตัวทำหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แบบไม่ต้องฝึก ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเรียน ก็ทำงานได้เลย

สิ่งเหล่านี้ไม่มี หรือจะมีก็น้อยมากในสัตว์ที่เรียกว่า “คน”

และผมทราบจากการฟังธรรมมาว่า เพราะคนนั้น เป็นเวไนยสัตว์

  • ต้องฝึกจึงจะดี
  • แม้ฝึกก็ยังไม่ค่อยดีก็มี
  • คนที่ฝึกดีแล้ว จึงจะสามารถทำหน้าที่ในฐานะหน่วยหนึ่งของสังคมได้ดี ดังเช่นในสัตว์เดียรัจฉานนั้น มีอยู่น้อยมากในสังคมของ "คน" หรือ ที่เรียกกันว่า “สังคมมนุษย์” =สังคมผู้มีจิตใจสูง (ที่ผมไม่แน่ใจว่าสูงอย่างไร)

เพราะยังติดกับ รัก โลภ โกรธ หลง จนทำให้การทำหน้าที่ของตนเองมีปัญหา (มากกว่าสัตว์เดียรัจฉาน)

ดังนั้นเป้าหมายที่จะ “ทำความดี”

เพื่อให้สัตว์ที่เรียกว่า “คน” นั้น

เหนือกว่า ดีกว่า “สัตว์เดียรัจฉาน” จึงไม่ค่อยเกิด

แต่กลับจะแย่กว่า

เพราะ ยังมีการทะเลาะ แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบ กอบโกย โกง ด้วย ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ที่(คิดว่า)ไม่มีในสัตว์เดียรัจฉาน

ผมอธิบายว่า ผมชอบนั่งดูมด ดูปลวกทำงานแบบ “รู้หน้าที่ ไม่ต้องมีใครบังคับ สั่ง หรือ สอน หรือลงโทษจำคุก หรือ ปรับหรือต้องประหารชีวิต”

สังคมก็ไม่ต้องเสียทรัพยากรจ้างประชากรส่วนหนึ่งไปทำหน้าที่  “ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ผู้คุมเรือนจำ”

นี่แสดงว่า โมเลกุล DNA ของสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น มีการพัฒนาสั่งสมความรู้สูงถึงระดับที่

เมื่อเกิดมาก็รู้เลยว่าตัวเองมีหน้าที และความสามารถอะไร ไม่ต้องรอคำสั่งก็สามารถทำหน้าที่ก่อสร้าง หาอาหาร ผลิตและแปรรูปอาหาร หรือสร้างอาหาร สร้างรัง แบบวิศวกรและเกษตรกรชั้นยอดในตัวเดียวกัน

เช่น ปลวก นก มด ที่ทำรังเพื่อการรักษาความชื้น และอุณหภูมิของรังได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ต้องมีไฟฟ้า น้ำมัน ที่เก่งยิ่งกว่าวิศวกรเอกที่เป็นคนเสียอีก

ซึ่งน่าจะอนุมานได้ว่า การจัดการความรู้ใน DNA ในสัตว์เหล่านี้ ที่สร้างสมมาในบรรพบุรุษนั้น สูงมาก ที่แม้มีเพียงเล็กน้อยก็ทำงานให้ชีวิตทำหน้าที่ของตนได้ ไม่มีทุกข์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งสังคม เป็นอย่างดี (ที่คนเรากำลังพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งนั้น อย่างยากเย็น)

แต่ DNA ของคนที่มีมาก

กลับต้องมาพึ่งพาสมองขนาดใหญ่

และยังพัฒนาได้ยาก ช้า หรือออกนอกลู่นอกทาง

ที่เป็นสาเหตุให้เกิด “ทุกข์” ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน และมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ตนต้องพึ่งพาอาศัยทุกระดับอย่างรุนแรง

แล้วคนเรามี DNA มากๆ แต่ด้อยคุณภาพไว้ทำอะไร ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม คอยแต่จะเอาเปรียบคนอื่น ยิ่งแย่ไปกันใหญ่

สู้มีน้อยๆ แบบสัตว์เดียรัจฉานก็ไม่ได้

ใครมีความเห็นว่าอย่างไรครับ