ธปท.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 4.8-5.8% รองรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในประเทศฟื้นตัวช้า ห่วงสถานการณ์การเมืองบานปลายมากขึ้นซ้ำเติมเศรษฐกิจเพิ่ม ด้านคลังชี้ต้องดูแลเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจให้สมดุล

ดร.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2551 โดยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 4.8-5.8% ลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์ในเดือนเมษายนที่ 4.8-6% เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของภาคเอกชน ส่วนการขยายตัวของจีดีพีปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ในอัตรา 4.3-5.8% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 4.5-6%

ทั้งนี้ ธปท.ยอมรับว่า อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาก เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการปรับขึ้นตาม โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานหลุดเป้าหมายที่ 0-3.5% เป็นครั้งแรก หลังมีการประกาศใช้นโยบายการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเมื่อปี 2543 โดย ธปท.ปรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเป็น 2.8-3.8%  จากประมาณการเดิม 1.5-2.5% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 7.5-8.8% จากประมาณการเดิม 4-5% ส่วนในปี 2552 เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3-4% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 5-7.5%

ดร.ดวงมณี กล่าวถึงการประเมินความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปีฐาน เช่นเดียวกับปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่สถานการณ์อาจจะรุนแรงมากกว่าในปัจจุบัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันและค่าเงินบาทจะอ่อนกว่ากรณีฐาน และรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อรักษาระดับการขาดดุลซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ มองอนาคตคนไทย เมื่อเศรษฐกิจปรับ การเงินเปลี่ยน จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดตราสารหนี้ กล่าวว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน จะต้องมีความสมดุลทั้งในด้านของอัตราเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อจะต้องไม่สูงเกินไป ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจจะต้องมีการขยายตัวด้วย เพราะหากให้ความสำคัญด้านอัตราเงินเฟ้อมากจนเกินไปอาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัว ท้ายที่สุดอาจเกิดปัญหาทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจฟุบตัวไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งก็จะทำให้การลงทุนและความเชื่อมั่นในประเทศชะลอตัว

นพ.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้อาจจะชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ดังนั้นหากไม่เกิดวิกฤติการณ์ด้านราคาน้ำมันขึ้นมาอีก ราคาน้ำมันจะไม่สูงขึ้นกว่านี้อีก

คม ชัด ลึก  โพสต์ทูเดย์  แนวหน้า  ไทยโพสต์  เดลินิวส์  29  ก.ค. 2551