ในสังคมแห่งการเรียนรู้นี้..ได้เกิดปรากฎการณ์ Tag มหัศจรรย์กันได้บ่อยๆ    ไม่ว่าจะเป็น Tag ความคิดถึง หรือ Tag คิด(ไม่)ถึง   นัยว่าเป็นการพรวนบทความที่เราชื่นชอบ   

หลังจากที่ได้รับการ Tag ความคิดถึงจากพี่นุช ( ดร.ยุวนุช  ทินนะลักษณ์ หรือคุณนายดอกเตอร์ P ) ในบันทึกการบ้านTag คิดถึง: : ร่วมด้วยช่วยกันพรวนบทความในGotoKnow    เธอจัดให้ฉันอยู่ในกลุ่มสาวๆ ที่มีอารมณ์หลากหลาย  มีความเป็นตัวของตนเอง  และอารมณ์ศิลปิน  รักอิสระ  รวมถึงมีมุมมองชีวิตที่น่าสนใจ  

และต่อมาฉันก็ได้รับการ Tag คิด(ไม่)ถึง จากท่านพี่ naree suwan  P  ในบันทึก Tag คิด(ไม่)ถึง : Woman in love : ผู้หญิงทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด   เธอเล่าถึงฉันว่าเป็นคนแปลกหน้าคนแรกที่เข้าไปคุยกับเธอด้วยสำนวนที่น่ารักน่าหยิก  คุยกันทุกวัน  วันละหลายรอบ   จนวันหนึ่งฉันก็เริ่มทำตัวห่างเหินโดยที่เธอไม่นึกเฉลียวใจ และมาถึงบางอ้อหลังจากนั้น    และเธอยังว่าฉันเป็นสาวน้อยช่างฝันที่แสนจะโรแมนติก   ทั้งมีฝีมือขีดเขียนไม่เป็นรองใคร    

 

ในแต่ละครั้ง ฉันก็(คิดว่า)ทำการบ้านได้เป็นที่เรียบร้อยดีตามกฏกติกา โดยเขียนบันทึก การบ้านTag คิดถึง : ร่วมด้วยช่วยกันพรวนบทความใน GotoKnow ไปยังบล็อกเกอร์ห้าท่านที่ฉันชื่นชอบ    และ Tag คิด(ไม่)ถึง : ชีวิตติดหนังสือ นั้น  ฉันทำการ Tag ต่อไปยังพี่จ๊ะ P ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี    เพราะสำหรับฉันแล้ว..มิตรภาพมหัศจรรย์ที่ทำให้ฉันกับเธอได้มารู้จักกันนั้น    เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงเสียจริงๆ

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ค. 2551 @ 17:06 น. ฉันได้รับการ Tag ความลับจากพี่จ๊ะ <คลิกที่นี่> และ วันเสาร์ที่ 26 ก.ค. 2551 @ 00:54 น. ฉันได้รับการ Tag ความลับจากอา(จารย์)จ๊ะ  P เอื้องแซะ    <คลิกที่นี่>

 

ความลับคืออะไร?    ถ้ามีการเปิดเผยบอกเล่าเก้าสิบสู่กันฟังแล้วจะยังเป็น "ความลับ" อยู่อีกหรือ?   ช่างมันเถอะนะ    ก็ใครจะไปสน    และอยากจะรู้ความลับของฉันกันหรือยัง?....

 

ความลับเรื่องที่ 1 นางอาย..    ใครๆ มักจะคิดไม่ถึงว่าฉันจะเป็นคนที่ขี้อายในระดับเว่อร์    เพราะอีกภาคหนึ่งของฉันที่ทุกคนในโลกไซเบอร์ได้พบเห็นและรู้จักคุ้นเคยกันผ่านตัวหนังสือนั้น    เป็นเด็กสาวอารมณ์เบิกบาน  ร่าเริง  ขี้เล่น  ชอบแหย่พี่คนโน้น  และอ้อนพี่คนนี้

ตั้งแต่จำความได้    ฉันก็ไม่ยอมคุยกับคนแปลกหน้าหรือไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย    อย่างมากที่สุดที่ฉันจะทำเมื่อรู้สึกว่าชอบหรืออยากคุยกับพวกคุณก็คือ..การส่งรอยยิ้มไปให้ ^^    มาถึงบรรทัดนี้ ใครเคยอ่านวรรณกรรมเด็กของนักเขียนชาวฝรั่งเศสนาม อองตวน  เดอ  แซงเต็กซูปรี เรื่อง "เจ้าชายน้อย" บ้างคะ?    ตอนสุนัขจิ้งจอกไงหล่ะ    เป็นตอนที่ว่าด้วยความสัมพันธ์    เจ้าสุนัขจิ้งจอกสอนเจ้าชายน้อยว่าควรจะทำอย่างไรบ้างในการสร้างความสัมพันธ์    นั่นหล่ะ..ฉันเลย    ฉันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แล้วฉันใช้ชีวิตอย่างไร?....    เออ หน่า พวกคุณอย่าไปสนประเด็นนั้นกันเลยนะคะ    เพราะถึงอย่างไรฉันก็โตมาจนอายุย่างเข้าสู่ซีรีย์ 3 แล้วด้วย    ฉันใช้ชีวิตแปลกแยกแต่ก็อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้(ภายใต้กฏกติกาของฉันเอง)

ฉันขอโทษที่หลายครั้งได้ตอบปฏิเสธน้ำใจไมตรีของพวกคุณที่อยากจะมาพบเจอตัวเป็นๆ    ฉันแค่ไม่อยากให้พวกคุณมาเจอฉันในภาคเด็กสาวที่แสนจะเย่อหยิ่ง  ผู้มีใบหน้าเรียบเฉย  ดูราวจะไม่แยแสผู้คนทั้งโลก(หรือพวกคุณ)    ซึ่งจริงๆ แล้วฉันก็ไม่อยากที่จะทำเช่นนั้น    เพียงแต่ฉันไม่ชอบที่ตัวเองจะมีอาการประหม่า  ตื่นกลัว  วิตกจริต  เหงื่อซึม  ตัวร้อนผ่าว  รู้สึกโหวงๆ เมื่อได้อยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า  และอาการหนักที่สุดก็คือลุกหนีไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีคำพูดอะไร    หรือไม่ก็..เป็นลมล้มพับลงเสียตรงนั้น    หากแต่หลายๆ ครั้ง..ฉันกลับไปไหนต่อไหนกับคนแปลกหน้าซะงั้น <คลิกที่นี่> และ <คลิกที่นี่>

 

 

   

ความลับเรื่องที่ 2 หนังสือทำมือแถมกอด    จริงๆ แล้วฉันมีความฝันอยากเป็นนักเขียนหนังสือ    อยากเป็นนักเขียนที่มีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม    มันก็เป็นได้แค่ฝันนั่นล่ะ    เพราะฉันไม่ใช่คนที่เขียนอะไรได้ดีเอาเสียเลย    เริ่มต้นจากการมีนิสัยชอบอ่าน(อ่านดะ) และขีดๆ เขียนๆ บทกลอน บทกวี ความเรียง มาตั้งแต่เด็ก    พอโตขึ้น..โลกไซเบอร์ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ฉันค่อยๆ ก้าวขึ้นไปยืนอย่างไม่มั่นใจนักในตอนแรก    แต่กลับมีคนเข้ามาอ่านเรื่องราวที่ฉันเขียนเป็นจำนวนมาก(เหมือนกัน)    และพอเวลาผ่านไป..ใครๆ ก็บอกว่าฉันมีกลุ่มแฟนคลับ(กลุ่มเล็กๆ)ที่คอยติดตามอ่านงานเขียน(เรียกเสียดูหรูจัง อิอิ)ของฉันเสมอ    

แล้ววันหนึ่ง พี่ๆ หลายๆ คนก็บอกว่าฉันน่าจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม    ฉันก็แค่รับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย..หากแต่ในใจก็เกิดประกายระยิบระยับไปด้วยความหวัง/ความฝันที่แอบเก็บไว้จนลึกสุดใจ   และฉันก็สนใจที่จะทำหนังสือทำมือขึ้นมาตามคำแนะนำของพี่ๆ     

 

หนังสือทำมือคืออะไร?   หนังสือทำมือคือหนังสือที่เราขีดๆ เขียนๆ เอาเอง   ทำต้นฉบับเอง   ซีร็อกเอง  เย็บเล่มเอง  โดยไม่ผ่านโรงพิมพ์  โดยไม่มีรูปแบบตายตัวที่แน่นอน   ขึ้นอยู่กับความสร้างสรรค์ของผู้จัดทำ   หนังสือทำมือนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักอยากเขียน   ที่พยายามอยากจะเผยแพร่งานเขียน-ความคิดของตนเองสู่สาธารณชน   ซึ่งแน่นอนที่นักอยากเขียนเหล่านั้นเป็นผู้ที่ซึ่งมีอิสระในการถ่ายทอดทุกความรู้สึกผ่านมันสมองและสองมือ  โดยปราศจากกฏเกณฑ์และเป็นอิสระจากการถูกควบคุมทางกลไกของการตลาดด้านสิ่งพิมพ์   หนังสือทำมือเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ และขยายวงกว้างแทรกซึมไปในมุมหนึ่งของสังคมจนกลายเป็นอีกกระแสหนึ่งที่น่าจับตา

 

หนังสือทำมือของฉันก็เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด    เรื่องราวข้างในก็เป็นความรู้สึกของฉันที่มีต่อความรัก    ด้วยความที่เป็นคนขี้อายก็กลัวว่าจะหน้าแตกหากไม่มีใครสนใจหนังสือเล่มนี้     ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีผู้คนเข้ามาถามไถ่รายละเอียดมากมาย    แล้วทีนี้พี่ๆ ก็ถามทีเล่นทีจริงว่า.."น้องต้อมไม่มีของแถมหรือคะ?  ไม่มีของแถม พี่ก็ไม่ซื้อนะคะ"    และฉันก็ตอบโดยไม่คิดอะไรไปในทันทีบวกกับกลัวจะขายหน้าถ้าหนังสือทำมือเล่มนี้ขายไม่หมด ว่า.."หนังสือหนึ่งเล่มก็แถมหนึ่งกอด  หนึ่งจุ๊บค่ะ"

ตอนตอบไปว่าแถมหนึ่งกอด หนึ่งจุ๊บน่ะก็คิดว่าส่วนมากฉันก็ส่งหนังสือทำมือให้พี่ๆ ทางไปรษณีย์    แต่ปรากฏว่า..ในวันหนึ่งที่ฉันลงไปเมืองกรุงเพื่อพบเจอพี่ๆ และส่งมอบหนังสือทำมือด้วยตัวเอง(ถูกบังคับ)   พี่เซ็กซี่ได้จัด meeting เล็กๆ ที่ร้านให้ฉัน   และเมื่อพี่คนแรกรับหนังสือทำมือไปก็ทวงของแถม   ฉันก็ถอยหลังกรูด..แต่ไม่ทัน   คนแรกได้ไป..คนที่สอง..คนที่สาม..ก็เข้ามาทวงกันและก็กอดๆๆ   พี่สาวบางคนก็จุ๊บๆ โดยฉันไม่ทันตั้งตัว   เจ้าของสโลแกน "ขายหนังสือแถมกอด" อย่างฉันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แงๆ   และทันใดนั้นพี่สาวคนหนึ่งก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้    มาถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง    เธอตรงรี่เข้ามาหมายจะกอดๆๆ ฉันเสียเต็มรัก   สิ่งที่ฉันทำคือร้องเสียงหลง และถอยไปชนเก้าอี้ล้มระเนระนาด    ได้แต่ยกมือห้ามและร้องบอกว่า "คู๊ณ..ใจเย็นๆๆ  ขอต้อมตั้งสติก่อนค่ะ"    ไม่ทันขาดคำ..น้องกะเหรี่ยงที่มีโลกส่วนตัวสูงลิบลิ่วก็ถูกสวมกอดและหอมแก้มหลายฟอด   เอื๊อก....  แงๆๆ 

และไม่อยากจะโม้เลยว่าหนังสือเล่มแรกของฉันจัดทำขึ้นมากกว่าหนึ่งร้อยเล่ม  อิอิ ^^   และหนังสือเล่มต่อๆ มาก็..มา..คนซื้อยังไม่ทันทวง  คนทำหนังสือก็อ้าแขนให้กอดเสียแต่โดยดีแล้ว   

 

 

ขอขอบคุณภาพเด็กร้องไห้ จาก www.clipartof.com

ความลับเรื่องที่ 3  Fear Factor ก็..ฉันกลัว    ฉันรู้ว่า..ความกลัว คือความรู้สึกกดดันที่เกิดขึ้น    ทั้งอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือเกิดจากจินตนาการ    และหลายๆ ครั้ง..ตลอดจนหลายๆ คนก็ไม่สามารถควบคุมในสิ่งที่จะเกิดตามขึ้นมาได้   อย่างเช่น มีอาการที่พบเห็นได้คือ เหงื่อซึม  หายใจไม่ออก  หัวใจเต้นแรง  รู้สึกวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น    ซึ่งคนที่ไม่เป็น..ไม่รู้หรอกว่า คนที่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวนั้นจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานมากน้อยเพียงใด  

 และ สำหรับฉัน..เครื่องบิน  ลิฟท์  เลือด เป็นสิ่งต้องห้ามที่ฉันจะต้องหลบ/หลีก/เลี่ยงไปให้ไกลที่สุด   ฉันก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไรฉันถึงรู้สึกกดดันและวิตกกังวลกับสิ่งเหล่านี้   แต่อยากให้รู้ว่า..ฉันก็กลัวของฉันจริงๆ

* เครื่องบิน  ในชีวิตนี้ฉันไม่เคยใช้บริการการโดยสารด้วยยานพาหนะประเภทนี้   และหวังว่าจะไม่ต้องใช้ด้วย   ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเมื่อจำความได้..จู่ๆ ภาพเครื่องบินถูกแรงดึงดูดของโลกให้ตกจากท้องฟ้าแล้วพุ่งตรงมายังที่ๆ ฉันยืนอยู่   แล้วทุกๆ อย่างก็ดับวูบกลายเป็นภาพสีดำ    และฉันก็เกลียดและกลัวเครื่องบินไปเลย   ค่ะ ฉันเป็นสมาชิกคนเดียวในบ้านที่ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน    เฮ้! แต่ตอนนี้อาการของฉันเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วนะคะ  เพราะช่วงระยะเวลาสี่ห้าปีมานี้ ฉันยอมเดินเข้าไปรอรับ-ส่งใครๆ ในอาคารพักผู้โดยสารที่แอร์พอร์ทได้แล้วด้วย    ก่อนหน้านี้..ฉันก็เป็นฝ่ายนั่งรอในรถไงหล่ะ  ^^ 

พี่เซ็กซี่เคยบอกว่า.."ตอนต้อมกลับเชียงใหม่ก็ขึ้นเครื่องกลับนะคะ   พี่ก็จะนั่งอยู่ข้างๆ จับมือต้อมไว้ตลอดเวลาเลย    พอไปส่งต้อมแล้ว..พี่ก็นั่งเครื่องกลับกรุงเทพเลย"   เออ..อย่าลำบากเลยค่ะ   ต่อให้มีพี่เซ็กซี่สักสิบคนก็ม่าย..ย..ย อาวไม่เอา

ใครบางคนก็บอกว่า.."พี่ไม่ยอมนั่งรถไปปายนะคะ    เครื่องบินก็มี..แล้วทำไมต้อมไม่ยอมนั่ง   ก็นั่งไปกับพี่ไงคะ   กลัวอะไร?   พี่ให้เวลาจนกว่าจะถึงวันนั้น   ทบทวนให้ดี  แล้วเราจะนั่งเครื่องไปปายด้วยกัน...."    เออ..อ่า..อืม..ฝันไปเถอะ    อยากขึ้นเครื่องบินไปก็ไปสิ   แต่ข้าพเจ้าจะนั่งรถไปรออยู่ที่โน่นล่วงหน้า   ถ้าไม่ตกลงก็ไม่ปง-ไม่ไปมันแล้ว (โต้ตอบอยู่ในใจค่ะ   ยังไม่มีโอกาสได้พูด)

* ลิฟท์  ฉันจะไม่ยอมขึ้นลิฟท์คนเดียวเด็ดขาด    ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน    แต่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยก็พอจะหยวนๆ   และที่พักของฉัน(เท่าที่เคยพักมา)จะต้องมีกฏเหล็กว่าห้ามอยู่เกินชั้นที่ 5   เพราะแค่ชั้นที่ 1 - 5 ก็ยังเดินพอสบายๆ อยู่    แต่ถ้ามากกว่านี้คงหอบแฮ่กๆ 

ครั้งหนึ่งที่จำได้แม่นก็ตอนไปเยี่ยมแม่ของเพื่อนที่โรงพยาบาลสวนดอก    จำไม่ได้ว่าอยู่ชั้นไหน..แต่ตอนลงมาน่ะสิ ก็เกิดเรื่อง    จริงๆ แล้วใจก็เต้นแรงตั้งแต่เดินเข้าไปในลิฟท์แล้วนะ   คนก็เข้ามาใช้บริการกันเต็ม   เสียงลิฟท์ดังติ๊งๆ ชั้นแล้วชั้นเล่า   ฉันยืนโงนเงนโดยที่ใครๆ ก็ไม่สนใจอยู่ข้างพี่สาวของเพื่อน    และเสียงติ๊งดังที่ชั้น 3..ฉันก็นึกในใจว่า "อดทนๆๆ  อีกแค่สองติ๊งเอง"   แล้วใครบางคนก็ร้องทักฉัน   แล้วฉันกับเขาก็คุยกันนานมาก   พร้อมๆ กับที่ฉันก็นึกในใจว่า"เมื่อไหร่จะถึงชั้นหนึ่งเสียที(วะ)"   เลขบอกระดับชั้นยังอยู่ชั้น 2 อยู่เลย    ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ   เสียงติ๊งดังอีกที..ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกกันใหญ่ว่า "มีคนเป็นลมๆๆๆ  ขอทางหน่อย  เรียกเตียงรถเข็นมาหน่อยๆๆๆๆ"   อืม..ใครเป็นลมในลิฟท์นะ   ทำไมทุกคนวิ่งวุ่นไปหมดเลย   ฉันเห็นใครๆ ก็ทำหน้าซีเรียส   แล้วรู้สึกว่าตัวเองลอยจากพื้น   ได้ยินเสียงพี่สาวเพื่อนและเพื่อนร้องเรียกชื่อเบาๆ   ลืมตาอีกที..ก็นอนอยู่บนเตียงรถเข็น    ยังมีหน้าถามพี่สาวเพื่อนอีกแน่ะว่า "แล้วคนที่ต้อมคุยด้วยในลิฟท์ล่ะ?"    พี่สาวเพื่อนทำหน้าเหรอหรา.. "เปล่านี่  ต้อมไม่ได้คุยกับใครเลย  อยู่ดีๆ ต้อมก็เป็นลม  พี่ตกใจแทบแย่"   อ้าว!!!!!!!

 การใช้ลิฟท์ครั้งสุดท้ายของฉันก็เมื่อสองปีที่แล้ว     ตั้งแต่เช้าจนเย็นก็ออกไปตะลอนๆ ในงานสัปดาห์หนังสือกับพี่สาวคนสวย    จนเย็นก็กลับมาหาพี่เซ็กซี่    พี่เซ็กซี่ของฉันชอบอาศัยอยู่บนที่สูงๆ   คอนโดของเธอไม่เคยอยู่ต่ำกว่าชั้นที่ยี่สิบกว่าเลย..เซ็งมาก    ตอนขึ้นไปก็มีคนใช้ลิฟท์หลายคนจึงไม่น่ากลัวสำหรับฉัน    ก็นั่งคุยกัน-นั่งฟังเพลงเรื่องเปื่อย    แต่ตอนพี่สาวคนสวยเธอขอตัวกลับนี่สิ    โอ้..นึกออกทันทีว่าตอนนี้เราอยู่บนชั้นที่ยี่สิบกว่า   ครั้นจะปล่อยให้เธอลงลิฟท์เองก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย   เอาล่ะ..ลงก็ลง(วะ)

ระหว่างอยู่ในลิฟท์สองคน  ฉันก็ค่อยๆ อ้อมๆ แอ้มๆ บอกกับพี่คนสวยไปว่า .. "จริงๆ แล้ว ต้อมกลัวการใช้ลิฟท์มากเลยนะคะ"   .......เงียบ.......    "พี่ก็เหมือนกันค่ะ"     อ้าวๆๆ--ไหงงั้น(ถามในใจ)   แต่เธอตอบออกมาว่า.. "พี่เคยมีประสบการณ์ติดอยู่ในลิฟท์เป็นเวลานานเพราะไฟฟ้าดับค่ะ    พี่ก็เลยไม่ค่อยอยากจะใช้ลิฟท์......."

ส่งพี่สาวคนสวยที่รถเสร็จเรียบร้อยก็..หง่ะ แล้วฉันจะเดินกลับขึ้นไปยังไงหล่ะ    ตั้งยี่สิบกว่าชั้นเชียวนะ   มือถือก็ไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย    แล้วจะโทรให้พี่เซ็กซี่ลงมารับกันยังไง?    ฮือๆๆ..ก็นั่งรอ/ยืนรออยู่แถวนั้นตั้งนานก็ไม่มีใครมาใช้ลิฟท์เลย    จะทำอย่างไรดี?..เดินทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้เดินเข้าลิฟท์ไป    กดหมายเลขชั้นที่ต้องการ   รอคอยให้ลิฟท์ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปทีละชั้นๆ อย่างช้าๆ    เริ่มหายใจไม่ออก  น้ำตาปริ่มๆ อยู่ตรงนัยน์ตา    หน้ามืดจะเป็นลม   ถึงเสียทีสิ(วะ)    ก่อนที่จะขาดใจ..เสียงติ๊ง! ก็ดังขึ้น   เดินหน้าซีดเข้าไปในห้องพี่เซ็กซี่    ซึ่งเธอก็เพิ่งรู้ตัวรีบเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า.. "พี่ลืมไปว่าต้อมใช้ลิฟท์คนเดียวไม่ได้"   แงๆๆ.......

* เลือด   สงสัยเหลือเกินว่าการได้เห็นเลือดสีแดงๆ แล้วเกิดอาการวิงเวียน  คลื่นไส้  หน้ามืดจนเป็นลมหมดสติไปเลยนั้น   เขาเรียกว่า "กลัว" ไหมคะ?    เพราะฉันมักจะบอกใครๆ ว่าไม่ใช่คนที่กลัวเลือดนะ   แต่ทำไมถึงเห็นเลือดไม่ได้ก็ไม่รู้    เห็นทีไร..หน้ามืดทุกที   อ้าว....

หลายๆ ครั้งที่ไม่สบายจนต้องเข้าโรงพยาบาล   ฉันจะชอบแกล้งพยาบาลใหม่หน้าใสๆ มาก   เพราะเวลาที่เธอเจาะเลือดหรือใช้เข็มแทงเพื่อเติมน้ำเกลือให้ฉัน   พวกเธอจะต้องใช้เวลาหาเส้นเลือดฉันนานมาก   และเวลาที่เธอแทงเข็มลงตรงนั้น-ตรงนี้ ฉันก็จะจ้องๆๆ ไม่วางตาจนพวกเธอรู้สึกเกร็งหรือไม่ก็ร้องวี๊ดว๊าย  มือสั่น  กลัวทำฉันเจ็บ   แต่พอเลือดออกปุ๊บ..ฉันที่กำลังแซวๆ เธออยู่ก็เป็นอันคอพับไปเกือบทุกที   บางครั้งก็จนเวลาผ่านไปนานกว่าจะรู้สึกตัว   พอเดินออกจากห้องตรวจเลือดด้วยอาการงงๆ (ปนอาย) เพื่อนก็จะรีบเข้ามาประคองและเล่าว่า.. "ก็รออยู่ข้างนอก  เห็นต้อมคุยเจื้อยแจ้วไปเรื่อย   แล้วจู่ๆ ก็เงียบ   เลยรู้ว่าต้อมต้องเป็นลมแน่ๆ"    แหม..นี่ก็นะ

หนังสือทำมือเล่ม 2 ของฉันสังเวยด้วยเลือด   อ๋อ..ไม่ใช่เลือดฉันค่ะ    เลือดของเพื่อน   ก็ชื่อบอกอยู่ว่าเป็นหนังสือทำมือ    ดังนั้นแทบจะทุกขั้นตอนก็เลยต้องใช้มือทำ    กับการใช้มีดคัตเตอร์คมกริบตัดหนังสือนั้นไม่ใช่หน้าที่ของฉันแน่    เพราะฉันซุ่มซ่ามและชอบทำมีดบาดมือบ่อยๆ เวลาทำโปสการ์ด   เพื่อนจึงรับหน้าที่นี้ไปทำเอง   และวันหนึ่งขณะที่เพื่อนกำลังตัดหนังสือ..ก็ร้องโอ๊ย!    ที่ฉันเห็นคือเลือดจำนวนมากไหลเปรอะอยู่บนนิ้วของเพื่อน   ฉันยืนนิ่งไปหลายวินาทีและรู้ตัวก็เมื่อต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำตามเพื่อนไป    คว้าทิชชู่ซับเลือดให้เพื่อน   แล้วก็..หน้ามืด(อีกแล้ว)    จนเพื่อนต้องบอกให้ไปรออยู่ในออฟฟิศ    ตั้งสติอีกทีก็คว้ากุญแจรถ   เปิดประตูรถให้เพื่อน   มานั่งในที่คนขับก็ยังงงๆ อยู่  เวียนหัว  อยากอ้วก   จนเพื่อนถามว่า "ไหวไหม?"    จริงๆ แล้วฉันควรจะถามเพื่อนมากกว่าเนอะ   ^^

 

ความลับเรื่องที่ 4  น้องกะเหรี่ยงใสซื่อ (ที่แสนจะเจ้าเล่ห์) กับอารมณ์ศิลปิน  เมื่อหลายปีก่อนใครๆ (กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง) จะรู้จักฉันในนามของ....    ซึ่งเป็นน้องกะเหรี่ยงใสซื่อจากเมืองแห่งขุนเขา   แล้วต่อมา..ทำไมพี่เหี้ยมถึงบอกว่า "ต้อมรู้ตัวไหม ว่าตัวเองเจ้าเล่ห์ที่สุด"   โอ๊ะ ไหงคิดอะไรอย่างนั้น  "ก็..ต้อมชอบหาเหตุผลมารองรับให้ตัวเองไม่มีความผิดไง"  อืม..ฉันได้แต่ครุ่นคิด    จนกระทั่งวันหนึ่งพี่เซ็กซี่โมโหฉันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ก็พูดจาประชดประชันฉันว่า "ย่ะ..แม่กะเหรี่ยงใสซื่อ   ความซื่อมันไสหัวหายไปไหนก็ไม่รู้จนหมดล่ะไม่ว่า"    เจ้คนสวยบอกกับฉันในวันที่มีโอกาสไปนั่งดูหนังเรื่อง Shrekที่บ้านในเมืองของเธอว่า.. "ต้อมๆๆ  เจ้ว่าเจ้าพุช อิน บู๊ท เนี่ย..ต้อมชัดๆ เลย   ก็ต้อมไม่เห็นเหรอ    นี่ไงๆๆ สายตาแบบนี้ล่ะที่ต้อมมักจะเป็น   ทำตาแป๋วน่ารักๆๆ อ้อนๆๆ น่ะ   แต่พอลับหลังก็ยิ้มเจ้าเล่ห์มาเชียว"   โอ๊ะ ม่ายยยไม่จริงนะ   ฉันหรือที่เป็นแบบนั้น

ข้างบนนั่นก็แค่บทเกริ่นนำ   มาเข้าเรื่องกันเถอะนะ    พี่ๆ ที่ฉันสนิทมักจะรู้ว่าน้องคนนี้นั้นเอาแต่ใจมากเพียงไหน    ไม่จริงหรอก  ฉันก็แค่มีกฏเกณฑ์กติกามากมายในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น    ซึ่งฉันก็พยายามปรับและเปลี่ยนมากมายแล้วตั้งแต่หัดที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน   ฉันกำลังจะบอกว่าฉันมักจะมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ในชั่วพริบตา ที่ใครๆ มักจะแซวมาว่า "อารมณ์ศิลปิน"  (คงจะหมายถึงอารมณ์แปรปรวนของฉันนั่นเอง)

ตั้งแต่เล็กจนโต..ฉันสามารถควบคุมระดับสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ดีเยี่ยม   พอๆ กับที่ควบคุมและกดทับมันไว้ไม่ได้   เช่น สมัยมัธยม..ฉันก็นั่งวาดรูปของฉันอยู่ดีๆ    และทันใดนั้นรู้สึกว่าจะมีคนมามุงดู(ความรู้สึกช้านะเนี่ย)   พอฉันเงยหน้าขึ้นมาเจอก็ตกใจ(มามองอะไรกัน--ฉันขี้อายนะ  ไม่รู้กันหรือไง)   เสียงอุทานมาจากเพื่อนร่วมห้องของฉันว่า "วาดสวยจัง"   ที่จำได้..ฉันทำหน้าเรียบเฉย  คิ้วขมวด  ปิดสมุดวาด  ลุกเดินหนีไปจากพวกเขา   และหลังจากนั้น..ฉันก็ไม่วาดรูปอีกเลย(ถ้าไม่จำเป็น)  และเมื่อสองปีที่แล้วที่ได้ทำหนังสือทำมือเล่มที่ 3 แค่ได้เคยรักกัน ฉันก็พอใจ    ก็อยากมีภาพประกอบในหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้เชื่อมโยงไปกับตัวหนังสือ    และรู้อะไรไหม..หลังจากที่ร้างราจากการวาดรูปมานานก็ปรากฏว่าได้ที่(ฉันคิดเอาเองว่า)สวย/น่ารักมาชุดหนึ่ง   ในที่สุดก็เลยตัดสินใจทำโปสการ์ดทำมือด้วยดีกว่า  และนี่ผลงานฉันเอง..

 

โปสการ์ดชุดล่าสุด  Melancholy 's Postcard

Melancholy

 

และนี่เอง  ความลับที่ฉันอยากจะบอกทุกคน    ฉันวาดรูปได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอารมณ์วาดได้เรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็ได้   หลายๆ ครั้งที่ฉันอยากหยิบสีมาละเลงบนผืนผ้าใบหรือกระดาษเรนาซองค์   ทุกอย่างพร้อม..แต่แล้ว "อารมณ์ศิลปิน" ของฉัน (ที่เจ้คนสวย--ลูกสาวเจ้านายมักจะแซวว่าอย่างนี้อยู่เรื่อย)ก็หายไปไหนก็ไม่รู้อย่างไร้ร่องรอย    และฉันก็จะละทิ้งความรู้สึกนั้น..ไว้ตรงนั้น..บนความเสียดาย

 

โปสการ์ดทำมือ Melancholy 's Postcardที่อยู่ในมือหลายๆ ท่านนั้น    มีอยู่ใบหนึ่งที่ฉันแอบใช้ความเจ้าเล่ห์โดยนำภาพจากที่อื่นมาตัดปะลงบนนั้น   จริงๆ แล้วฉันก็วาดของฉันเสร็จแล้วด้วย  แต่เจ้าบ้านกังหันของฉันดูใหญ่โตเทอะทะเกินไป (แต่น่ารักนะ  จะบอกให้)   ฉันโมโหตัวเองด้วย    ดูสิ..ถ้าตัดส่วนนั้นทิ้งแล้วต้องวาดใหม่ล่ะก็    จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ต้องตัดทิ้งอีก   และฉันก็ชอบพื้นเดิมที่เล่นระบายสีนี้มาก    ให้วาดใหม่ก็ไม่เอาแล้วนะ   นั่งคิดนอนคิด..คืนหนึ่ง   เช้าของอีกวันที่จะต้องไปทำโปสการ์ดนั้น    ฉันก็ไปรื้อหารูปภาพกังหันลมนี้    หมายว่าจะเอาที่ใกล้เคียงของเดิมที่ฉันวาดแล้วใช้ไม่ได้    ก็เจอเจ้านี่....จนได้    เสร็จสมบูรณ์ทันสู่ขั้นตอนต่อไป   หากแต่ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ    เพราะฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเจ้าเล่ห์(ขี้โกง)ยังไงก็ไม่รู้    และฉันก็ไม่ได้ใช้โปรแกรมโฟโต้ชอปมาลบร่องรอยที่คนชอบศิลปะมองปราดเดียวแล้วต้องรู้ถึงความแตกต่าง    ฉันเลือกให้ร่องรอยนั้นคงอยู่อย่างนั้น  สักวันหนึ่ง..คงมีใครออกมาต่อว่าในการกระทำของฉัน    แต่ฉันมักจะกระซิบบอกใครๆ ไปเสมอว่า.. "รูปนี้  ปะติดค่ะ  ไม่ได้วาดเอง..ขอโทษนะคะ"    ค่ะ..ขอโทษค่ะ     

 

 

ความลับเรื่องที่ 5  เรียนไฟฟ้ายังไง..ถึงซ่อมเครื่องใช้ใฟฟ้าไม่เป็น  จากเด็กสาวขี้อายริอาจหาญไปเรียนต่อในวิทยาลัยเทคนิคฯ ได้อย่างไรกัน?  จากหัวข้อนี้เอง  ที่พี่จ๊ะ P เจ้าของการบ้าน tag ความลับของฉัน...มีมากกว่าห้าแต่...ที่ได้ส่งต่อการบ้านต่อมายังฉันได้ request มา    เธอบอกว่า.."ต้องเล่าให้ได้นะ เรื่องนี้"     <คลิกที่นี่>

 

เนื้อที่ไม่เพียงพอ  ขอฉันไปเล่าต่อในบันทึกใหม่ก็แล้วกันนะ  ^^

 

ขอส่ง Tag การบ้านความลับ ต่อไปยัง....

1.  เอื้องแซะ อา(จารย์)จ๊ะคนงาม ที่ชิง tag กันก่อนเสียแล้ว   ก็ฉันบอกเธอไปตั้งแต่ที่รู้ว่าพี่จ๊ะอิ๊บส่ง Tag ต่อให้ฉันแล้วนะ   แต่เธอบอกว่า.. "บ่ฮู้หล่ะ  บ่สนแล้วเน้อ  ยังไงก็จะ Tag หนูต้อม"  

 

2. naree suwan  ท่านพี่จ๊ะของฉัน   ประธานกลุ่มชมรมรักแห้วคลับ(คานทองฝังเพชร) จำกัด (มหาชน)   ผู้ที่ฉันแสนจะชื่นชมในความเท่ห์  ความเก่ง และเธอคนนี้คงเป็นบุคคลที่มีโจทก์เยอะที่สุดในโลกเพราะขยันหาเรื่อง  เอ๊ย! มีเรื่องเข้ามาหาเสียจริงๆ

3. ทะเลดาว   พี่ยาหยีคนสวยของฉันที่....จุด จุด จุด  เธอจำใจต้องอยู่เป็นเลขาชมรมรักแห้วคลับ(คานทองฝังเพชร)  เพราะพี่ๆ น้องๆ รักเธอมากจนไม่อยากให้ไปอยู่ชมรมไหน  อิอิ

 4. คุณพิทักษ์    ท่านหัวหน้าแก๊งค์ยากูซ่า  เอ๊ย! ท่านหัวหน้าที่เชื่อว่า "ความสงบงามของชีวิตนั้น สร้างกันได้"    และเขาคนนี้เป็นคนที่บอกไว้ในหน้าประวัติว่า..เป็นคนที่ทำงานได้ถูกอกถูกใจชาวบ้าน  แต่ไม่ใคร่เข้าตากรรมการ   อิอิ

5. Gutjang  ผบ. บ้านท่านหัวหน้า   ทำปิ่นโตที่ท่านหัวหน้าบอกว่าอร๊อย-อร่อย