เขียนเรื่อง KM สัญจรบุรีรัมย์ ครั้งก่อน พูดถึงความประทับใจกรณีบัณฑิตคืนถิ่นอย่าง "กิ่ง" หรือ น.ส.พัทยา  เพียพยัคฆ์  บัณฑิตสาววัย 28 ปี ที่ต.บ้านจาน  อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นจากกิ่งคือการเป็นนักบันทึก และพยายามใช้การเขียน/การบันทึกเป็นสื่อในการขอความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ (ซึ่งกิ่งก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการให้เป็นด้วย)  จึงขอนำบันทึกของกิ่งมาให้ดูกัน เชื่อว่าหลายท่านอาจฉุกคิดอะไรกับตัวเองบ้าง

       วันที่ 27 มีนาคม ดิฉันไปดูกิจกรรมกลุ่มเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ของ ต.หนองเสือ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่แม้จะขาดทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในรูปตัวเงินมากว่า 2 ปี มีแต่ทุนในลักษณะของสิ่งของเครื่องใช้ในการผลิตที่เป็นสมบัติรวมของกลุ่ม แต่แกนนำกลุ่มสามารถดำเนินการต่อเนื่องจนมีสมาชิกกว่า 70 คน (รวมสมาชิกสมทบด้วยก็น่าจะมากกว่า 100 คน) และทุกวันศุกร์ก็จะมีการทำแปลงสาธิตเรียนรู้จากการทดลอง ซึ่ง ผู้ใหญ่เทียน น้าฉัตร  อาจารย์ปลิว(เรียกกันเอง) และลุงป้าเกษตรกรยืนยันว่า ความรู้ของเขาอยู่ในแปลงนี่แหละ เพราะหากรับรู้จากการฟัง จากทฤษฎี ที่หน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้มาสอน มาส่งเสริมก็คงไม่อาจรู้จริงได้ ต้องลงมือทำ และผลจากการลงมือทำนี่เองทำให้เกิดบรรยากาศดี ๆ ของการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ สามัคคีกันอย่างน่าทึ่ง  เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปแล้วกัน

            แต่ที่พูดถึงกลุ่มนี้ขึ้นมาก็จะเล่าว่าได้รับรู้จากผู้ใหญ่เทียนซึ่งมีแนวคิดที่ต่างไปจากกรณีของ "กิ่ง" คือ ผู้ใหญ่เทียนอยากให้ลูกมาเป็นเกษตรกรมาทำสวน ทำผัก (มีสวนอยู่ 25 ไร่) แทนที่จะไปรับจ้าง แม้จะเรียนมาสูงแค่ไหนหากต้องไปรับจ้างกินเงินเดือนชีวิตก็ไม่มีอิสระ และผู้ใหญ่เทียนพยายามบอกลูกว่า เนี่ยดูซิทำสวนถ้าเราทำดี ๆ มีการเรียนรู้ หาช่องทางที่เหมาะสม เราก็มีรายได้ อยู่ได้แน่นอน   แต่น่าเสียดายที่ลูก ๆ ของผู้ใหญ่ยังไม่คิดที่จะมาทำสวน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ที่พวกเขาอยากเรียนกันต่อไป โดยผู้ใหญ่เล่าว่า เมื่อลูกเขาอยากเรียนเขาก็ไปหาเงินเรียนกันเอง เราก็ไปห้ามไม่ได้ เพียงแต่ทำให้ดูเท่านั้น