ช่วงนี้อารมณ์หงุดหงิดเกิดขึ้นบ่อยครับ แถมด้วยการเผลอปล่อยออกไปกับหลายๆ คนแล้วด้วยครับ ฮิฮิ ถ้าไม่ลืมตัวก็พอจะเก็บไว้ได้ครับ ออ.ที่สำคัญกับคนที่บ้านนี้เผลอปล่อยไม่ได้ครับ เดี๋ยวอดข้าว ฮาฮา เมื่อวานซืน วีนใส่กับน้องในทีมวิจัย (ลืมตัวครับ) เจ้าตัวตอบกลัวว่า เย็นๆ ก็ได้บัง เลยนึกขึ้นได้ ออ.โทษทีลืมไป แล้วก็เลยได้เวลาตรวจสอบตัวเองครับ ได้คำถามมาว่า "ผมจะสามารถเป็นลูกน้องใครได้บ้าง?" ที่เกิดของคำถามคือ ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ตรง แล้วก็ไม่ค่อยจะเงียบ แล้วที่ผ่านก็ไม่เคยเป็นลูกน้องในแบบที่ต้องทำตามคำสั่งเลย แม้กระทั่งมาเป็นอาจารย์ที่ มอย. ก็ร่วมตั้งสาขาวิชาขึ้น แล้วก็ทำงานแบบร่วมคิดร่วมทำกัน มากกว่าจะมีหัวหน้ามาชี้ให้ทำโน้นทำนี้ เลยไม่รู้สึกว่าเป็นลูกน้องใคร ฮิฮิ หรือบางทีอาจจะเพราะได้มีหัวหน้าดี ใช้งานผมเป็น เลยไม่รู้สึกว่าตกเป็นลูกน้องเขา (แต่ใช้งานผมได้คุ้ม)

ที่ทำให้คิดประเด็นนี้หนักขึ้น ก็เพราะมีงานหนึ่ง ก่อนเริ่มงานตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผมเป็นลูกน้องนะ คุณเป็นหัวหน้าทีม สุดท้ายผมเจ็บมาเดือนกว่าแล้ว งานหยุดครับท่านผู้ชม แถมระหว่างการทำงานก็ต้องมาให้ผมบอกทุกเรื่อง ฮือฮือ ก็สรุปว่า ผมก็ยังไม่ได้เป็นลูกน้องอยู่ดี เป็นหัวหน้าโดยธรรมชาติ วิเคราะห์ตัวเองว่า ทำไมต้องเป็นแบบนี้ทุกที คำตอบที่อาจจะเข้าข้างตัวเองได้มาสองสาเหตุครับ อันที่หนึ่งคือ ไม่พยายามทำอะไรที่ซ้ำๆ ซากๆ ชอบหาอะไร คิดอะไรใหม่ๆ แล้วเอามาทำ และอันที่สองคือ ปากไม่ยอมหยุด พูดได้ตลอด และที่สำคัญคือ เถียงเก่ง แฮะแฮะ

สองสาเหตุนี้ทำให้คนเป็นหัวหน้าทำงานกับลูกน้องแบบนี้ลำบากครับ เนื่องจาก ถ้าตกลงงานว่า เอาแบบผมน่ะ ก็มักจะทำตามแนวคิดยากก็ต้องมาถามผมตลอดว่า เอางัยต่อดี? หรือแล้วงัยต่อละ? ก็เลยครับว่าเป็นผมต้องกลายเป็นคนคุมงานแทนหัวหน้า ออ. แล้วที่สำคัญคือ ถ้าทำไม่ได้อย่างใจละก้อ ผมทำเองก็ได้ ฮาฮา จำได้ว่า ตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย และเป็นนักศึกษา ผมคิดจะทำอะไรหลายเรื่องแล้ว คนส่วนใหญ่บอกว่าทำไม่ได้ ผมเลยบอกไปว่า ให้ผมทำแล้วกัน ได้แน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ได้ครับ ถึงแม้บางทีจะไม่เป็นไปตามแผน แต่ผมก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ตลอดมาครับ

แล้วท่านผู้อ่านละครับ เคยเจอลูกน้องแบบผมมัยครับ ออ.ถ้าเคยเจอ บอกหน่อยได้มัยครับว่า ปราบยังงัย ผมจะได้ขอเอาไปใช้ปราบตัวเองหน่อย (เริ่มเบื่อที่ต้องเป็นอย่างนี้แล้วครับ)

ท้ายสุด เก็บภาพเตาฟิกหลังไปฉีดวัคซีนมาให้ครับ เมื่อวานโดนไปสองเข็มครับ กลับมาถึง ก็ชี้ไปที่ขา แล้วบอกผมว่า "เกะ" มากจาก "สาเก๊ะ" แปลว่า "เจ็บ" ครับ เมื่อวานตอนเย็นเตาฟิกเลยนอนตลอดวัน ความจริงต้องมีไข้ครับ ปรากฏไม่มีไข้ มามีเอาตอนดึก แต่พอให้ดูตัวเองในคอมพิวเตอร์ก็ยิ้มออกดังรูปครับ

ส่วนก๊ะอิลฮาม กลับมาจากโรงเรียนก็มานั่งข้างเตาฟิก ไม่ได้จะเฝ้าไข้หรอกครับ แต่จะให้อาบีย์ช่วยสอนการบ้าน

วันนี้เตาฟิกมีไข้ครับ แต่ความซนกลับมาเหมือนเดิมแล้ว