
จากบล็อกที่แล้ว การประชุม The 5th National Seminar
Nosocomial Infection Control in Thailand วันที่ 21 – 25 กรกฎาคม 2551
ขอนำเรื่องการคิดและศึกษา cost ของการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โดยนพ.สีลม แจ่มอุลิตรัตน์ มาฝากก่อนคะ เพราะมีพี่ท่านหนึ่ง อำนวยไฟล์มาให้ค่ะ
นิยาม ของ cost
· Direct Cost : ค่าใช้จ่ายโดยตรง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่า Investigation ,Hospital Stay ,การเสียชีวิต
· Indirect Cost : ค่าใช้จ่ายโดยอ้อม
o Intangible Cost : ความทุกข์ทรมาน, ไม่สะดวก, สบาย, เสียภาพลักษณ์ ,คุณภาพชีวิต
o Opportunity Cost : ค่าสูญเสียโอกาส เช่น รักษาคนอื่นไม่ได้ , บาง รพ.มีเชื้อดื้อยามาก ,
o Hospital Charge : ค่ารักษา เป็นส่วนหนึ่งของ Cost ทั้งหมด ซึ่งยังมีความสูญเสีย ที่เป็น Indirect Cost อีกจำนวนมา
ในการศึกษาส่วนใหญ่ ดูจาก Direct Cost อย่างเดียว เพราะง่ายและสามารถนำข้อมูลไปใช้นำเสนอผู้บริหารได้ ค่ะ
· Cost Benefit :
· ค่าของ Cost และ Benefit ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน / นับมาลบกัน และนำมาหารกันได้
· ถ้าหารกัน จะมีค่าเป็น Cost Benefitratio
· ถ้าลบกัน จะมีค่าสุทธิ Net Benefit
· Cost Effectiveness : ประสิทธิผลของต้นทุน
ค่าของ Cost และ Benefit ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยเดียวกัน / นับมาลบกันไม่ได้ แต่นำมาหารกันได้ เช่น Cost per case prevention
วิธีการศึกษา Cost :
1. Crude Weighting การคิดแบบหยาบๆ
· กำหนด cost ของการติดเชื้อขึ้นมา
· อาจกำหนดจากผลการศึกษาก่อนหน้า
· นำค่านี้ไปคูณกับจำนวนครั้งจองการติดเชื้อ
· เป็นวิธีที่เร็ว ใช้กันมาก ข้อผิดพลาดเกิดจากการสันนิษฐานว่าการติดเชื้อแต่ละชนิด cost เท่ากัน
2. Clinician S Subjective Judgment แพทย์ผู้ดูแลคนไข้เป็นผู้ตัดสิน
· แพทย์ตรวจดูผู้ป่วยติดเชื้อทุกวัน
· ประเมินสิ่งที่ทำในวันนั้น ว่ามีความเหมาระสมใช้สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อหรือไม่
· การประเมินจะต่ำกว่าความเป็นจริง(Under estimated) เพราะบางครั้ง ดูไม่ออก
3. Variation Form Predicted ประมาณการค่า
· Cost ของผู้ป่วยติดเชื้อรายนี้ศุ่งกว่าค่าประมาณการในผู้ป่วยทั่วไปอยู่เท่าไหร่
· การประมาณการจาก DRG
· ประมาณการจากทรัพยากรที่ใช้ / ค่ารักษามาตรฐานที่ตั้งไว้
· อะไรที่ใช้เกินจากนั้น แปลว่า เกิดจากการติดเชื้อ
4. Standard Case Review Protocol
· ปกติตาม Protocol แล้วผุ้ป่วยรายนี้ต้องใช้อะไร บ้าง cost เท่าไหร่
5.Unmatched group Compare
· เอาสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน (1-2=3)
· Cost ที่ได้จะการคิดวิธีนี้ จะ Overestimated เนื่องจากผู้ป่วยหนักมีการดูแล มีค่าใช้จ่ายสูง
6.Matched group Compare
· เอาผู้ป่วยติดเชื้อมาจับคู่กับผู้ป่วยไม่ติดเชื้อแต่มีลักษณะอื่นๆ เหมือนๆ กัน หลายๆ คู่ เอามาลบกัน ค่าที่แตกต่างเอามาหาค่าเฉลี่ย
· ข้อเสีย คือ ผู้ป่วยติดเชื้อบางคนหาคู่ไม่ได้ ต้องทิ้งไป ส่วนที่ทิ้งจะเป็นส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ค่าที่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง
7. Stratification with Indirect Standardization
· Stratify ผู่ป่วยด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Cost
· ในแต่ละ stratum คิด Cost เฉลี่ยในผู้ป่วยไม่ติดเชื้อ
· นำค่าเฉลี่ยมาคูณจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเป็นค่า Expected
· นำค่า Expect มาลบจากคู่ที่ Observe
Øปัจจุบัน Convert to monetary form จะเปลี่ยนมาเป็น Willingness to pay จะยินดีจ่ายเงินเท่าไร เช่น การประกันว่าจะไม่ติดเชื้อ จะจ่ายเท่าไหร ? จะมีการคิดเป็นตัวเลขทางการเงินออกมา
Øตัวอย่างการนำผลการศึกษามาใช้
o Latex Foley catheter 20 บาท
o Silver alloy coated 200 บาท
o ลดอัตราการติดเชื้อได้ 35 %
o Costof UTI 13,000 บาท
o อัตราการติดเชื้อ UTI 5.0 %
Øหน่วยนับของ Costbenefit ต้องเหมือนกัน
Øข้อมูลข้างต้นนำมาใช้ไม่ได้
Øเพราะการใส่สายสวน หน่วยนับเป็นจำนวนครั้ง / การติดเชื้อนับต่อจำนวนวันใส่
o ลดการติดเชื้อได้ =.35x5.0 =1.75
o ลด Cost ลงได้ = 1.75x13000 =18000 บาท
Øดังนั้น Cost ของแต่ละ รพ.ไม่เหมือนกัน
Øบางแห่งเชื้อดื้อยามีมาก Cost ของ UTI จะสูง
Øร.พ.ที่มีผู้ป่วย Critical หรือภูมิต้านทานต่ำ Cost ของ UTI จะสูง
Øดังนั้น รพ.แต่ละแห่งต้องไปทำ Costanalysis ของตัวเอง จึงจะตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
Sensitivity analysis
Øถามว่า Cost ของ UTI ที่เท่าไหร่จึงจะเริ่มไม่คุ้มค่า
Select case
Øโดยการเลือกใส่เฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
Øผู้ป่วยที่คาดว่าจะต้องใสสายสวนปัสสาวะนาน
Øการที่จะรู้ว่า มีความเสี่ยงสูง หรือจะใส่นาน จะมีผลลัพธ์อย่างไร ให้พิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากการทำ Surveillance -/ ข้อมูลของ รพ./ การทำ cost analysis
คำแนะนำ
o Competency
o IC personal ของแต่ละ รพ. ต้องเข้าใจการวิเคราะห์




สวัสดีค่ะ พี่พอลล่า
มาติดตามอย่างใกล้ชิด อิอิ
สวัสดีค่ะ น้องก้อย ติดตามอย่างใกล้ชิดเลยนะคะ
ขอบคุณค่ะ อาจารย์ขจิต ไม่โกรธหรอกค่ะ เปลี่ยนรูปก็ได้ หุหุ ไฟล์เรื่องนี้ยังไม่ได้มากที่ประชุมค่ะ ถ้าได้ไฟล์จะโหลดไว้ให้ค่ะ