จำนำข้าวพ่นพิษโรงสีที่ไม่ได้ร่วมโครงการครวญหมดช่องทางทำธุรกิจ ซื้อข้าวแข่งไม่ไหวเหตุราคาสูง ชาวนามุ่งตรงสู่โครงการจำนำ ผนวกแบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รายใหญ่รายย่อยประกาศขายกิจการ หาผู้ร่วมทุนเติมสภาพคล่อง
โครงการรับจำนำข้าวนาปรังฤดูการผลิตปี 2551 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน นับเป็นผลดีกับ เกษตรกรเพราะสามารถจำนำได้ราคาสูงโดยราคาสูงสุดที่ตั้งไว้คือข้าวเปลือกเจ้า 5% ความชื้น 15% ตันละ 13,800 บาท หักความชื้นแล้วเกษตรกรยังได้รับเงินมากกว่าตันละ 10,000 บาท นอกจากนี้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับอานิสงส์ด้วย เพราะไม่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนซื้อข้าว เพราะต้องรับจ้างรัฐแปรสภาพข้าว แต่อีกด้านหนึ่งปรากฏว่ามีโรงสีกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบคือโรงสีที่ขาดสภาพคล่องและไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แหล่งข่าวในวงการโรงสีข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ผลที่เกิดขณะนี้คือโรงสีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไม่สามารถดำเนินกิจการได้ โดยมีสาเหตุเกี่ยวโยงกันหลายประการ กล่าวคือโรงสีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บางราย)โดยเฉพาะโรงสีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับจำนำครั้งที่ผ่านมาจึงทำให้หมดสิทธิ์ที่จะเข้าโครงการครั้งนี้ เป็นโรงสีที่ค้างชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ถูกสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมไปถึงราคาจำนำของรัฐบาลตั้งไว้สูง โรงสีจึงไม่สามารถซื้อข้าวราคาสูงแข่งกับราคาจำนำของรัฐบาลได้ หากซื้อราคาต่ำเกษตรกรก็ไม่ขายนำไปเข้าโครงการจำนำ จึงทำให้โรงสีไม่มีข้าวสี
นายสิทธิพงษ์ เจียมศรีพงษ์ กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร กล่าวว่าจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโรงสีถูกดำเนินคดีไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับจำนำของรัฐบาลครั้งที่ผ่านมามากที่สุดจังหวัดหนึ่ง และไม่ได้เข้าโครงการรับจำนำข้าวครั้งนี้มีมากกว่า 60 แห่ง มีทั้งโรงสีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง รวมไปถึงโรงสีชุมชนในชนบทต่างๆ สาเหตุเพราะตัวโรงสีเองมีมลทินจากการเข้าร่วมโครงการครั้งก่อน เงื่อนไขครั้งนี้เข้มงวดไม่สามารถทำได้ เช่นกำหนดให้โรงสี มีเครื่องอบข้าวหรือไซโล มีเงินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณรับข้าวจำนำจึงทำให้โรงสีที่เป็นเอ็นพีแอล เข้าโครงการไม่ได้ เบ็ดเสร็จแล้วทั้งจังหวัดมีเข้าร่วมโครงการไม่ถึง 10 แห่ง ไม่ได้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 60 แห่ง "เวลานี้มีโรงสีในจังหวัดพิจิตรอย่างน้อย 5 แห่ง ประกาศขายกิจการ ซึ่งเป็นการขายทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยคือพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีด้วยกันเอง และบอกต่อๆ กันไป แต่เบื้องลึกแล้ว ผู้ประกอบการไม่อยากขายเพราะบางรายทำมาชั่วชีวิต แต่เนื่องจากปัญหาขาดสภาพคล่อง และโครงการจำนำที่เงื่อนไขสูงทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมและทำธุรกิจแข่งกับรัฐบาลได้" แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การค้าและส่งออกว่าผู้ส่งออกยังคงชะลอซื้อ เนื่องจากคำสั่งซื้อต่างประเทศยังเข้ามาน้อย โดยราคาข้าวขาวที่ผู้ส่งออกแจ้งซื้ออยู่ที่กระสอบละ 2,100 บาท ข้าวนึ่งกระสอบละ 2,250-2,300 บาท แต่โรงสีส่วนใหญ่ไม่ได้ขายให้ผู้ส่งออก เพราะข้าวในสต๊อกของโรงสีจะเป็นข้าวเปลือกที่ต้นทุนราคาตันละ 13,000-14,000 บาท ซึ่งราคานี้โรงสีต้องขายข้าวขาวกระสอบละ 2,500-2,700 บาท ส่วนข้าวเปลือกที่โรงสีรับซื้อจากชาวนาขณะนี้ข้าวความชื้น 25% ตันละ 12,000 บาท หรือเป็นราคาที่ชาวนาขายได้จริงประมาณตันละ 10,500 บาท ทำให้ข้าวส่วนใหญ่เข้าโครงการจำนำซึ่งชาวนาจะได้รับข้าวความชื้น 25% ตันละ 12,300 บาท สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ รายงานปริมาณการส่งออกข้าวตั้งแต่มกราคม-11กรกฎาคม 2551 ส่งออกทั้งสิ้น 6,287,705 ตัน เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งส่งออกได้ 4,292,689 ตัน เพิ่มขึ้น 46% ขณะที่ราคาส่งออกข้าวทุกชนิดปรับสูงขึ้น กล่าวคือข้าวหอมมะลิปี 2550/51 (9ก.ค.)ตันละ 1,013 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16ก.ค.) ตันละ 1,022 ดอลลาร์สหรัฐฯ ข้าวหอมปทุมธานี (9ก.ค.)ตันละ 866ดอลลาร์สหรัฐฯ (16ก.ค.)ตันละ 873 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวขาว5%(9ก.ค.)ตันละ 807 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16ก.ค.)ตันละ 815 ดอลลาร์สหรัฐฯ ข้าวนึ่ง (9ก.ค.)ตันละ 857 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16ก.ค.)ตันละ 865 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่มา:http://www.afet.or.th/v081/thai/news/commodityShow.php?id=882