วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 12:00 น.
ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณสุภาวดี โกมารทัต รองประธานกรรมการบริหาร บ.อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
โดยมีประเด็นสำคัญคือ
ทางบริษัทฯ ได้ระงับการพิมพ์เพิ่มหนังสือ 2 เล่ม ของ ทพ.สม สุจีรา จนกว่าจะมีการแก้ไข ได้แก่
1) ฟิสิกส์นิวตัน
2) ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1) ทพ. สม ได้ยอมรับว่าหนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน (ซึ่งในปัจจุบันพิมพ์ออกมาได้ 3 ครั้งแล้ว) มีข้อผิดพลาด ทั้งนี้เนื่องจากในเว็บ มีผู้ที่ได้ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดจำนวนมากมาย จึงได้แจ้งให้บริษัทฯ ว่าจะขอแก้ไขให้ถูกต้องก่อนหากจะมีการพิมพ์เพิ่ม
[หมายเหตุ : ผมเข้าใจว่า เว็บดังกล่าวอาจจะหมายถึง เว็บ Pantip ในห้องหว้ากอต่อไปนี้ อ้างอิง 1 และ อ้างอิง 2]
2) ในการนี้ บริษัท อมรินทร์จึงได้แจ้ง ทพ.สมฯ ไปว่ามีผู้แจ้งให้บริษัททราบว่า
หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็มีข้อผิดพลาดอย่างมากเช่นกัน บริษัท จึงขอระงับการพิมพ์เพิ่ม
ทั้งนี้ คุณสุภาวดีฯ ได้แจ้งให้ผมทราบว่า
คุณเมตตา อุทกกะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บ.อมรินทร์ฯ
มีความประสงค์ให้ผมช่วยแก้ไขหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
ส่วนหนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน นั้น จะหานักฟิสิกส์มาตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด
ผมจึงได้เรียนคุณสุภาวดีฯ ไปว่า
1) ประเด็นนี้เคยคุยกับคุณเมตตาแล้ว (อ้างอิง : วิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน : กรณี "ไอน์สไตน์พบ พระพระพุทธเจ้าเห็น" ) โดยในขณะนั้น ผมได้แจ้งคุณเมตตาไปว่า หนังสือเล่มนี้ "ผิดตั้งแต่ปก" ซึ่งหมายความว่า คอนเซ็ปต์ หรือความคิดรวบยอดของหนังสือไม่ถูกต้อง หากจะมีการแก้ไข อาจจะต้อง "รื้อใหม่หมด รวมทั้งปก" ด้วย
2) ได้เรียนคุณสุภาวดีฯ ไปตามตรงว่า การไปแก้ไขหนังสือของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เขียนหนังสือขายดีมากๆ นั้น เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดใจกับผู้เขียน และกระทบ Ego ผู้เขียนอย่างแรง
คุณสุภาวดีได้ตอบว่า หลังจากที่ ทพ.สม ได้รับทราบว่า หนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน ของตนเองมีข้อผิดพลาดอย่างมาก และโดนทักท้วงในอินเทอร์เน็ต ทพ.สม ก็ลด Ego ลงไปมากแล้ว และพร้อมที่จะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่อง (ประเด็นนี้จะเป็นจริงเพียงไร คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์)
3) ขณะนี้ ผมกำลังติดต่อกับเพื่อนอาจารย์ที่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดสัมมนาเล็กๆ ในหมู่นักวิชาการ โดยมีประเด็นสำคัญคือ เหตุใดฟิสิกส์จึงถูกบิดเบือนและเข้าใจผิดได้มากมายเช่นนี้และเราจะหาทางแก้ไข & ทางออกให้กับวงการวิชาการได้อย่างไร
4) ผมขอเวลาประมาณ 2 วัน เพื่อปรึกษากับเพื่อนร่วมงานและนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยพยายามหาทางออกที่สร้างสรรค์ โดยไม่มุ่งทำร้ายใคร หรือองค์กรใด แต่ทั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขความเข้าใจของสาธารณชน เพื่อรักษาความถูกต้องทางวิชาการต่อไป
กรณีหนังสือที่บิดเบือนวิทยาศาสตร์อย่างมากนี้ยังไม่จบ
และเชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด
แต่นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ บริษัท/สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่
ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพเสมอมา
อีกทั้ง
ยังเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับสังคมไทยส่วนหนึ่ง
ที่ตกอยู่ในกระแสของการเห่อตามใคร หรืออะไรง่ายๆ
สำหรับชาวพุทธ อาจจะคิดถึงคำสอนพื้นฐานในทางพุทธศาสนาอย่างเช่น หลักกาลามสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสเตือนไว้นานแล้ว
Mirror Site ใน วิชาการ.คอม : http://www.vcharkarn.com/varticle/37918
ความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็นนี้ (ล่าสุด : อังคาร 5 สิงหาคม 2551)
-
สัมภาษณ์ จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : ทางออกที่สร้างสรรค์ - กรณีหนังสือ ไอน์สไตนพบ พระพุทธเจ้าเห็น
- thai value investment community : http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=34819 (ข้อคิดเห็นของคนที่สนใจหนังสือบางเล่มในชุดนี้)
สวัสดีครับ อ.แอ๊ด
ใช่แล้วครับ "ยิ่งคนพอมีชื่อเสียง คนชอบคิดว่าเขาถูก"
พี่ว่าต้องปรับทัศนคติกันใหม่ "ยิ่งคนพอมีชื่อเสียง ยิ่งต้องระวังตัวให้มีคุณภาพดี และยิ่งต้องถูกตรวจสอบ (อย่างเป็นธรรม)" นะครับ
สวัสดีครับ
สำนักพิมพ์"ส่วนใหญ่"ในบ้านเรา ไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่จะตรวจสอบเนื้อหาครับ (อาจจะเว้นสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัย สำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือตำรา แบบเรียน) ส่วนมากจะตรวจแค่ถูกผิด อันตรายอยู่เหมือนกันสำหรับนักอ่าน
ความเข้าใจผิดๆ ความเชื่อผิดๆ โดยมากจะติดนานเสียด้วย ;)
สวัสดีครับ อ.หมู (อู๊ดๆ) ^__^
กรณีนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในตัวผู้เขียนมาก จนละเลยการตรวจสอบครับ
ปกติแล้ว อมรินทร์ผลิตหนังสือคุณภาพดีนะครับ จะมีก็หนังสือชุดนี้แหละที่ทำให้มาก แต่ก็จะทำให้เกิดปัญหาที่ต้องแก้ตามมามากเช่นกัน
กำลังหาทางออกที่ดีที่สุด และเกิดประโยชน์ต่อสังคมกันอยู่ครับ
อ่านแล้วนึกถึงกาลามสูตรเลยค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์
ใช่แล้วครับ นี่เป็นกรณีศึกษาที่น่าบันทึกไว้ เพราะหนังสือชุดนี้ขายดีมาก
แต่อะไรที่มาเร็ว มาแรง (อย่างไม่ถูกต้อง) ก็มักจะไปเร็ว ไปแรง ครับ (กฎ Power Law)
สวัสดีครับอาจารย์ครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ คุณภาพดีดีเช่นนี้ต้องแนะนำกันครับอาจารย์
สวัสดีครับ พี่บางทราย
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ
อย่างไรเรื่องนี้ยังไม่จบครับ เพราะมีประเด็นข้างเคียงตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่รอการสะสาง
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า บ.อมรินทร์ มีความเป็นมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง ก็คงต้องรอดูว่ามาตรการ & การปฏิบัติที่จะตามมาคืออะไรบ้างครับ
ไว้จะหาโอกาสไปคุยกับพี่บางทรายอีกครับ ตอนนี้ขอแว่บไปทำงานต่อก่อน ;-)
แวะเข้ามารับทราบข่าวสารค่ะ
พร้อมกับฝากความระลึกถึง
^_^
สวัสดีครับ คุณจูน
ดีใจจัง ไว้จะแวะไปบุกบ้าน (เยี่ยมบล็อก) บ้างนะครับ ^__^
สวัสดีค่ะ พี่ชิว
เห็นด้วยกับคุณบางทรายนะคะที่พี่ชิวทักท้วงในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ปกติในสังคมบ้านเรามักไม่ค่อยมีใครกล้าทำสักเท่าไหร่
ลองคิดดูว่าหนังสือสำหรับเยาวชน หากได้รับข้อมูลที่บิดเบือนไป
จะเป็นอย่างไรต่อกำลังสำคัญของประเทศชาติ??
โดยส่วนตัวเอชื่นชอบผลงานของอัมรินทร์มาก
คาดว่าทางอัมรินทร์คงจะหาทางออกที่ดีต่อสังคมนะ่คะี
ขอเป็นกำลังใจให้พี่ชิวนะคะ
สวัสดีครับ เอ (แม่นีโอ)
ขอบคุณมากครับ ทำให้มีกำลังใจเยอะขึ้นทีเดียว ^__^
เรื่องนี้ยังมีอีกหลายแง่มุมมากทีเดียว
1. ต้องขอบคุณ คนที่ใช้ชื่อ ศล ซึ่งเปิดประเด็นเอาไว้ใน Pantip.com ห้องหว้ากอครับ (อ้างอิง 1 และ อ้างอิง 2) เขาลุกขึ้นมาเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง และยับยั้ง "หายนะทางปัญญา" ที่จะเกิดกับเด็ก เยาวชน และใครก็ตามที่อ่านหนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน ของ ทพ.สม
พี่พยายามติดต่อเขา แต่ยังทำไม่ได้ จึงขอแสดงความคารวะเอาไว้ ณ ที่นี้ (จะหาโอกาสทำแบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกที)
2. ในมุมของพี่เอง พี่กำลังเผชิญหน้ากับ 3 อย่างใหญ่ๆ ทั้งนั้น
2.1 "นักเขียนดาวรุ่ง" ที่มีผลงานโดดเด่น (ในแง่ยอดขาย) และมีผู้คนศรัทธามากมาย
2.2 บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สั่งสมความดีงามมาอย่างยาวนาน จนมีความเป็นองค์กร และมีภาพลักษณ์เป็นองค์กรที่มีคุณภาพ
2.3 ผู้คนที่ศรัทธา และ "เชื่อมั่น" ใน 2.1 และ 2.2
คิดๆ ดูแล้ว เราก็แค่นักวิชาการตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่อยากจะไปผิดใจกับอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้พร้อมๆ กันหรอกครับ
3. แต่เมื่อ 2.1 และ 2.2 เริ่มรู้ตัวแล้ว ก็ยังเหลือ 2.3 นี่แหละครับที่จะยังคงมีโมเมนตัมอยู่มาก ส่วน 2.1 และ 2.2 จะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เขาต้องตัดสินใจเอง
หากการตัดสินใจนั้น เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยลดตัวตนและไม่ติดยึดในผลประโยชน์จนเกินงาม ทุกฝ่ายก็ย่อมจะอนุโมทนา
แต่หากการตัดสินใจนั้นผิดพลาด ทำให้สังคมได้รับความเสียหายต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป
4. ในมุมของคนอื่น....ไม่อยากคิดแทนเขาแล้วครับ เพราะเราไม่ใช่คนก่อปัญหา และไม่ใช่คนที่อาจจะสร้าง "หายนะทางปัญญา" ให้แก่สังคมไทย
แต่ก็นั่นแหละครับ การที่ลุกขึ้นมาขวาง "หายนะทางปัญญา" ที่หนุนด้วยแรงขับเคลื่อนหลายมิติ (ศรัทธา ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ความอยากรู้อยากเห็นของสังคม ฯลฯ) นั้น....
คนที่ลุกขึ้นมา ก็อาจจะเจ็บตัวได้เหมือนกัน (โดนขว้างด้วย "ก้อนหิน" ก้อนเล็กๆ ใน VCharkan.com ไปบ้างแล้ว ยังดีที่หลบทัน ไม่ไปยุ่งด้วย)
ตอนนี้พี่ก็ทำในสิ่งที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้สังคมไทย (ส่วนหนึ่ง) ฉุกคิดบ้าง
แต่จะถึงกับ "ตาสว่าง" หรือไม่นั้น ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยครับ
สวัสดีค่ะ ท่านอ.หมอเมฆ
* หนูขอร่วมชื่นชม ด้วยจิตคารวะ ค่ะ
....
คนดี คือ คนที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ....
....
เมื่อก่อนเคยอยู่ฝ่ายบริการลูกค้า ... ถูกสอนว่า
เราควรขอบคุณ และดีใจที่ลูกค้า ชี้แนะ เพื่อแก้ไข
ดีกว่า ลูกค้าเงียบ และหายไปเลย ... นี่น่ากลัวมากค่ะ
....
และนี่ยิ่งสำคัญมากกว่านะคะ เพราะมีผลต่อสังคมโดยรวม
ขอบพระคุณท่านอ. หมอเมฆ สำหรับข้อมูลความรู้ใหม่ๆ
....
อิ่มอร่อยอาหารกลางวันนะคะท่านอ. หมอเมฆ
ผมร่วมเป็นกำลังใจให้พี่ชิวอีกคนครับ พี่ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และผมเชื่อว่าคนเราทุกคนก็มีโอกาสผิดพลาดกันได้ ซึ่งคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองย่อมพัฒนาตนได้มากกว่าคนที่ไม่ฟังใครครับ (ใช้ได้กับทุกวงการเลยนะเนี่ย) ...เราต้องช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนฟังเหตุฟังผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้มากขึ้นครับ :-)
อ่า.. พิมพ์ไปตั้งเยอะ กดส่งแล้วก็ Server down ซะงั้น.. เซ็งเลยเรา
ก็ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์แล้วกันค่ะ จะพิมพ์ใหม่ก็หมดแรง
เอาคร่าวๆ ว่าตอนที่เห็นหนังสือเล่มนี้ตามแผงหนังสือ และมีคนใกล้ตัวหลายๆ คนแนะนำให้อ่าน ตอนนั้นก็แอบคิดถึงอาจารย์ ว่าถ้าอาจารย์ได้อ่าน จะมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร (ตอนนี้ได้อ่าน entry ที่เกี่ยวข้องแล้ว ดีใจมากที่ได้ข้อเท็จจริงค่ะ)
อย่างน้อยเราคงต้องทำใจอย่างนึงว่า หนังสือ และสื่อทั้งหลายที่มีมากมายให้หยิบฉวยในปัจจุบัน อาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เราทั้งหมด ดังนั้นคงต้องสอนลูกหลานให้ใช้สติปัญญาในการพิจารณาให้มาก ไม่ใช่เชื่อไปซะหมดทุกอย่าง โชคดีที่ในปัจจุบัน แค่เรากูเกิ้ลดู เราก็จะได้รับข้อมูลหลั่งไหลมาหลายๆ ด้าน หลายๆ มุมมอง ถ้าเราสนใจเรื่องไหนจริงๆ จังๆ เราก็จะมีแง่มุมให้เรารับรู้ได้หลายทาง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องหนังสือที่ถูกพาดพิงนี่.. ถ้ามีใครสงสัย แล้วกูเกิ้ลดู อย่างน้อยก็จะได้แง่มุมจากเว็ปไซต์อาจารย์เพิ่มเติมค่ะ
สวัสดีครับ
คุณ poo : ขอบคุณมากครับ เรื่องคำติดิง หรือข้อชี้แนะจากลูกค้านี่ ผมก็เคยมีประสบการณ์ เอาไว้จะหาบล็อกที่เหมาะสมเล่าให้ฟัง
บก.ถั่ว : ขอบคุณมากเช่นกันครับ ก็คงต้องรอดูต่อว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนให้กับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนะครับ
คุณ แม่น้องธรรม์ : ดีใจที่ได้คุยกันอีกครับ แค่ข้อคิดเห็นเพียงเท่านี้ ก็รู้แล้วว่าคุณแม่น้องธรรม์มีความปรารถนาดีเพียงไร ขอบคุณมากเลยครับ ^__^
เป็นความจริงอย่างที่สุดครับว่า
"อย่างน้อยเราคงต้องทำใจอย่างนึงว่า หนังสือ และสื่อทั้งหลายที่มีมากมายให้หยิบฉวยในปัจจุบัน อาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เราทั้งหมด ดังนั้นคงต้องสอนลูกหลานให้ใช้สติปัญญาในการพิจารณาให้มาก ไม่ใช่เชื่อไปซะหมดทุกอย่าง"
เด็กสมัยนี้นอกจากจะมีเรื่องราวให้เรียนรู้เยอะแล้ว ยังต้องเรียนรู้วิธีการตัดสินใจที่ดี (good judgment) อีกด้วย เพราะข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเยอะเหลือเกินครับ
ใช่อย่างที่พี่ชิวบอกสำนักพิมพ์เลยค่ะ ถ้าไปแก้ของเขาก็เห็นท่าจะไม่ดี ถ้าอยากทำต่อควรจะรื้อโดยตัวเขาเองตั้งแต่ concept โดยนำจุดต่างๆ ที่ผิดพลาดมาศึกษาเพิ่ม และหลีกเลี่ยงในส่วนที่ไม่สามารถ proof ได้อย่างเต็มร้อย อันไหนที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลชัดเจนก็ควรทำให้ถูกต้อง แต่คนก็ชอบอ่านหนังสือที่ออกเป็นแนวนิยายหน่อยๆ แบบนี้ มันสนุกกว่าอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ล้วนๆ พอไม่มีความรู้ก็อ่านแล้วเชื่อฝังหัวตามที่คนเขียนเขาว่า โดยไม่ไปหาข้อมูลเปรียบเทียบ อันตรายค่ะ คนเขียนควรจะรับผิดชอบเยอะๆ หน่อย นี่ยังเห็นวางขายอยู่เลย ส่วนใหญ่ถ้าหนูจะอ่านหนังสือที่เชิงวิชาการ มักจะไปดูบรรณานุกรม แล้วหาพวกนั้นมาเช็คเมื่อสงสัย แต่ส่วนใหญ่แนววิทย์จะไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ จะอ่านแนวประวัติศาสตร์ ศิลปะมากกว่า
สวัสดีครับ ซูซาน
ถูกต้องแล้วครับสำหรับข้อความที่ขีดเส้นใต้มานั้น
พอไม่มีความรู้ก็อ่านแล้วเชื่อฝังหัวตามที่คนเขียนเขาว่า โดยไม่ไปหาข้อมูลเปรียบเทียบ อันตรายค่ะ
สำหรับกรณีนี้มีหลักฐานบ่งว่า คนอ่านจำนวนไม่น้อยเป็นเยาวชนในวัยเรียน ระดับ ม.ปลาย - มหาวิทยาลัย ซะด้วย
กรณีนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหนังสือของผู้เขียนคนนี้ "ขายดีจัด" ด้วยความที่เขามีศิลปะในการนำเสนออย่างแยบยล อ่านง่าย เข้าใจง่าย & ที่สำคัญคือ คล้อยตามได้ง่าย (หากไม่มีพื้นฐาน หรือไม่คิดตามแบบเอาจริง - critical thinking)
อีกทั้งฝีไม้ลายมือด้านการตลาดของบริษัทฯ ก็ยอดเยี่ยมครับ ถ้านำไปผลักดันสิ่งที่มีคุณภาพก็จะเกิดผลดีต่อสังคม
แต่ถ้านำฝีมือด้านการตลาดระดับสุดยอดไปผลักดันสิ่งที่มีคุณภาพน่ากังขา (หรือคุณภาพต่ำ) ก็จะทำให้สังคมมีความเสี่ยงที่จะได้รับ "สารพิษทางปัญญา" ซึ่งถ้ารับไปมากๆ จนฝังลึก ก็กลายเป็น "หายนะทางปัญญา" นั่นแหละครับ
ตามมาชื่นชมอาจารย์ในบันทึกนี้อีกค่ะ...
สนับสนุนการสัมมนาเชิงวิชาการนะคะ และเผยแพร่ให้ความรู้ที่ถูกต้องไปถึงทุกๆคนด้วย
คิดเสมอมาค่ะว่า การหยิบฉวยผิวๆของความรู้ไปปรุงแต่งแล้วเผยแพร่ไปกว้างขวางอันตรายกับอนาคตของประเทศและวิชาชีพมากเลย และเดี๋ยวนี้สังคมกึ่งสำเร็จรูปก็ทำให้โอกาสที่คนจะมาไตร่ตรองเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งอย่างลึกซึ้งก็น้อยลงได้ง่ายๆ ไปด้วยนะคะ
หนังสือฟิสิกส์นิวตัน เรียกได้ว่า
เป็นการอัปยศของวงการฟิสิกส์เลยล่ะครับ
ผิดแบบไม่น่าผิดเลย
แก้ยากด้วย เพราะคนเขียนเหมือนจะ
ไม่ค่อยกระจ่างฟิสิกส์เลย
จากเด็กค่ายสอวน.ฟิสิกส์