เดือนกรกฎาคม เป็นเดือนที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องความทุกข์อย่างชัดแจ้ง เพราะกัลยาณมิตรของข้าพเจ้าหลายคน พบเรื่องราวแห่งความทุกข์มากมายในชีวิต ทุกข์ของแม่ที่ลูกรักเจ็บป่วย ทุกข์ของการสูญเสียคนที่รัก ทุกข์ของการทำงานหนักมากมายจนไม่มีเวลาพักผ่อน แถมเมื่อมองไปยังระดับประเทศชาติแล้ว ข้าพเจ้าก็มองเห็นความวุ่นวายปั่นป่วน ทั้งเรื่องราวการประท้วงในกรุงเทพฯ เรื่องเขาพระวิหาร เรื่องของชายแดนภาคใต้ เรื่องน้ำมันที่ขึ้นราคา จนขณะนี้ก็ยังไม่มีข่าวเรื่องราวดีๆ ที่ฟังแล้วดูแล้วมีความสุขกันสักเท่าไหร่ในชาติบ้านเมืองของเรา
เมื่อกลับเข้ามาในองค์กรที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ ก็เกิดภาวะปั่นป่วนอยู่เช่นกัน ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าสาเหตุมันคืออะไรกันแน่ในตอนเริ่มต้น แต่ตอนนี้ได้บานปลายเป็นการชุมนุมย่อยๆ ประดุจกลุ่มพันธมิตรแถวถนนราชดำเนินไปแล้ว แถมผู้นำองค์กรกำลังอยู่ในสภาวะ ไม่ได้รับการไว้วางใจ อย่างที่เคยได้รับ
ข้าพเจ้ายังคาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะรับฟังกันและเข้าใจกันในเร็ววันนี้ และสามารถหาจุดสมดุลที่จะตกลงกันได้ในข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่ข้อขัดแย้ง แต่เป็นความเข้าใจผิดกัน อะไรแบบนั้นมากกว่า
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในผู้คนทั้งสองฝ่าย ความทุกข์ของผู้นำองค์กร ความทุกข์ของคนทำงานให้กับองค์กร ความผิดหวัง ความคาดหวัง ที่พวกเขาต้องการจากผู้นำ ที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ ผู้นำที่ต่อสู้เพื่อองค์กร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งที่พวกเขาต้องการในเวลานี้คือความรัก ความใส่ใจ ความเห็นใจ จากผู้นำองค์กร รวมทั้งการฟังอย่างลึกซึ้งด้วย ฟังอย่างเข้าใจ เพื่อจะมองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ที่สุดแล้ว ผู้ที่ควรจะฝึกการรับฟังอย่างลึกซึ้งมากที่สุด ก็คือผู้นำในองค์กรนั่นแหละ เพราะการเป็นผู้นำมักจะมีคนมากมายรายล้อม และบางคนมักจะพูดอะไรหลายๆอย่าง เพื่อให้ผู้นำพอใจ แต่สิ่งที่ได้ยินอาจเป็นเพียงคำพูดที่ปรุงแต่งมาให้สบายใจ ถูกใจ แต่หาความจริงใจไม่ได้เลยก็มี การเป็นผู้นำจึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจยิ่ง เพราะต้องอาศัยสติ สมาธิและปัญญา ในการรับฟังปัญหาต่างๆ และต้องวางใจเป็นกลางไว้ก่อนในทุกกรณี การเลือกฟังสิ่งที่ถูกใจอย่างเดียวอาจจะทำให้การตัดสินปัญหาต่างๆ ไม่เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องได้ และจะเกิดความทุกข์ใจแก่คนในองค์กรได้
ในท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหลายเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้มีเวลาที่จะนั่งลง และได้มีเวลาอยู่กับกัลยาณมิตร แถมได้ไปปฎิบัติธรรมในวันแห่งสติกับกลุ่มสังฆะพลัมน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าผ่อนคลายสบายใจขึ้น สิ่งที่ได้กลับมาก็คือข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ ดังนี้
เราต่างอาจจะกำลังแสวงหาความสุข ความสงบ แสวงหาสันติภาพ เสรีภาพ แต่ไม่มีหนทางสู่สันติภาพ ทว่าสันติภาพนั้นคือหนทาง นั่นคือข้อคิดคำสอนที่ได้จากการไปวันแห่งสติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งทีเดียวว่า การแสวงหาสิ่งต่างๆนั้น จำเป็นต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ และพิจารณาอย่างลึกซึ้งว่า ทุกย่างก้าวที่เราเดินไปนั้น เป็นไปด้วยสันติภาวะในใจหรือไม่ เป็นไปด้วยความรู้สึกที่เมตตากรุณาต่อกันหรือไม่ เมื่อเราเรียกร้อง หรือต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องมีความรักความเข้าใจต่อกันเพียงพอเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วการเรียกร้องนั้นจึงจะเป็นไปอย่างสร้างสรร และไม่ทำร้ายกันและกันทั้งกาย วาจาใจ
สวัสดีค่ะคุณ naree suwan
ตอนนี้ความปั่นป่วน มีตั้งแต่ในระดับโลก ระดับประเทศ แถมลามปามมาในที่ทำงานด้วย
เหตุเป็นเพราะคำว่า อัตตา ตัวตนแท้ๆ เลยค่ะ