วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2551

            วันนี้เป็นวันที่สองของการเดินทางของครอบครัวเรา แม่ผมเตรียมมื้อเช้าไว้ให้เรียบร้อย ข้าวเหนียวกลอยของโปรดผม ปาท่องโก๋ น้ำสมุนไพร และโจ๊กของคุณจ้า

            กำหนดการเดินทางของเราก็คือไปลงเรื่อที่ดอนสัก

            ว่าด้วยการเดินเรือก็มีข้อที่ต้องจดจำ เพราะผมกับจิ๋มค่อนข้างกังวล ว่าวันหยุดยาวแบบนี้เราอาจจะต้องรอคิวลงเรือนานกว่าปกติ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาจริงๆเมื่อเราเดินทาง เพราะเพื่อนของเรา อ้อ เจ้าแม่ World resort ได้จัดการจองคิวลงเรือไว้ให้แล้ว เดี๋ยวนี้เขามีพัฒนาการครับ สมัยก่อน มาก่อนได้ลงก่อน แต่เดี๋ยวนี้ จองล่วงหน้าก็จะได้ลง อ้อได้ใช้สิทธิ์ของการเป็นสมาชิกจองไว้ให้ครับ

            เราเลือกที่จะเดินทางไปกับซีทรานส์เฟอร์รี่ ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่และใหม่กว่าราชาเฟอร์รี่ เท่าที่ดูเปรียบเทียบกับสมัยก่อนนั้น การบริการเดี๋ยวนี้ดีกว่าแต่ก่อนนัก การประชาสัมพันธ์ให้คนลงเรือ ท่าเรือก็ดูดี มีระเบียบ

            ผมต้องไปให้ถึงท่าเรือราว 10.30 น. เพราะเลือกที่จะลงเรือเที่ยว 11 โมง ถนนจากบ้านผมไปถึงท่าเรือเดี๋ยวนี้เป็น 4 เลน สะดวกสบายมาก ระยะทาง 56 กิโลเมตรจากหน้าบ้าน ใช้ความเร็ว 110-120 กม.ต่อชั่วโมง กับการซดน้ำมันของคุณบุญรอด 12.4 กม.ต่อลิตรนั้น เพียง 45 นาทีก็ถึงที่หมาย

            อากาศดีมากครับ แดดจ้า ไม่มีลม ไม่มีคลื่น ท้องฟ้าสดใส ถึงเวลาลงเรือ ผมต้องขับรถลงคนเดียว ผู้โดยสารอีกสามท่านต้องลงเดินครับ

           ผมได้ลงเป็นคันที่ 2 เลยได้อยู่หน้าสุดของเรือ และพวกเราก็ไปนั่งในห้องแอร์ของชั้นโดยสารบนสุด จิ๋มเธอก็เตรียมตัวสอบเอ็นทรานส์ตามเคย หนังสือนิยายที่เตรียมมาคงจะอ่านจบในเวลา 1 วัน ผมก็กระเตงลูกสาวทั้ง 2 เดินชมทิวทัศน์ของเรือและท้องทะเล รับลมทะเลจนตัวเกรียม ผมชี้ให้พี่แป้งได้ดูหมู่เกาะอ่างทอง ดูเกาะนมสาวที่ผมเฝ้าดูมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ว่าด้วยเขานมสาวนี้น่าฉงนครับ เพราะเป็นเกาะสัจธรรมของผม หากเรานั่งเรือมาจากสมุย เกาะนี้จะเปลี่ยนรูปร่างตามมุมที่เรือแล่นผ่าน ผมคิดว่ามันเป็นนมสาวที่เปลี่ยนแปลงตามอายุเลยเชียว เมื่อออกจากสมุยมันจะเป็นนมเด็ก นมสาวและนมเหี่ยว ตามลำดับเลยครับ ผมจึงคิดว่ามันเป็นเกาะสัจธรรมอย่างไรเล่า

           

             เพียงชั่วโมงครึ่งเราก็มาถึงสมุย คราวนี้เวลาขึ้นจากเรือ ทุกคนอยู่ในรถเรียบร้อยแล้ว ผมโทรศัพท์บอกกุ้ง หมอภุชงค์เพื่อนซี้ตั้งแต่เราเรียนอยู่ชั้นปี 1 กุ้งมาเป็นหมอตาอยู่ที่นี่ เมื่อเขารู้ว่าเราจะมา ก็บอกให้แวะไปที่คลินิกก่อน เพราะอยากจะให้จิ๋มตรวจตาให้มันหน่อย ฮ่า ฮ่า ตาของตัวเองตรวจไม่ได้

            เรากินข้าวเที่ยงในร้านที่ติดกับคลินิก ร้านเล็กๆแต่รสชาติสุดยอด แกงป่าไก่ ไข่เจียว แกงจืดเต้าหู้วุ้นเส้น และผัดผักคะน้าน้ำมันหอย และที่สำคัญก็คือกินฟรี อันนี้ดีกว่าอย่างอื่นครับ

            จากนั้นก็ออกรถเพื่อตรงไปยัง บ่อผุดจุดมุ่งหมายของเราอยู่ที่ World resort นิวาสถานของอ้อ เพื่อนของจิ๋มที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อยู่ชั้น ม. 1 เราบอกอ้อล่วงหน้ามาราวเดือนกว่าๆว่าจะมานอนที่นี่ ซึ่งเธอก็จะเตรียมต้อนรับอย่างดี

            World resort ตอนนี้ต่างกับเมื่อก่อนครับ อ้อเธอจัดให้ดูคล้าย boutique resort ผมคิดว่าเป็นแบบนี้ครับ แต่คุณเจ้าของเธอบอกว่าเป็น family resort ครับ เพราะว่าแขกที่มาเป็นครอบครัวจะชอบที่นี่มาก จัดให้ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย บางส่วนยังคงเป็นบ้านแบบเก่าตั้งแต่เริ่มสร้างบังกะโล บางส่วนก็พัฒนาให้ทันสมัย ดูไม่ขัดตาแม้แต่น้อย เธอเลือกที่จะให้ครอบครัวผมนอนในห้องที่ดีที่สุดของรีสอร์ท นั่นก็คือห้องสวีท

            เดิมทีห้องนี้ อ้อตั้งใจจะสร้างและตกแต่งให้พ่ออยู่ น้องชายและน้องสะใภ้มาช่วยกันออกแบบ มันอยู่บนชั้นบนของห้องอาหาร หันหน้าหาทะเล มองเห็นอ่าวบ่อผุดที่แทบจะไม่เห็นคลื่นเลยแม้แต่น้อย มองไปด้านหน้าก็จะเห็นเรือยอร์ช เรือ speed boat เรือต่างๆนานามาจอดลอยลำอยู่ และสามารถมองเห็นเกาะพะงันอยู่ไม่ไกลนัก

            จำได้ว่า 10 กว่าปีมาแล้ว เรือกลางคืนจากพะงันมาล่มก่อนถึงสมุย ฝรั่ง 4-5 คนก็ลอยคอบ้าง ว่ายน้ำบ้าง มาจนถึงอ่าวบ่อผุด แล้วแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่ามีเรือจม เขาจึงได้ออกไปช่วยคนอื่นที่เหลือ

            เราพักผ่อนกันราวๆ 1 ชั่วโมง ลุ้นให้คุณจ้านอนหลับสักงีบ แต่ก็จนปัญญาเพราะเธอกับพี่แป้งเล่นกันสนุกสุดตัว ส่วนผมก็แอบย่องออกไปเพื่อนวด นัดหมอนวดเอาไว้ครับ นวดไปฟังเสียงคลื่นไป สุดแสนจะบรรยายเลยครับ

            นวดไปสักพัก คุณลูกคุณเมียก็พากันลงมาเพื่อที่จะเล่นที่ชายหาด ถึงตอนนั้นก็นวดเสร็จพอดี เลยได้ลงไปเล่นน้ำทะเล งานนี้คุณจ้าเธอจ้าละหวั่นจริงๆ เพราะว่ากล้าเล่นน้ำทะเลแล้ว จิ๋มเตรียมห่วงยางมาให้ลูกสาวทั้ง 2 คน ผมเลยไม่ต้องเป็นห่วงมากเท่าไหร่นัก

            ชายหาดบ่อผุดไม่เหมือนหาดเฉวง เพราะที่บ่อผุดนั้น เดินออกไปนิดเดียวพื้นทะเลก็เป็นโคลนแล้ว คนไทยอาจจะไม่ชอบ จึงเทไปที่หาดเฉวง แต่ที่นี่ฝรั่งชอบ พวกที่ชอบความสงบจะชอบที่นี่ ก็อย่างที่อ้อบอกนั่นแหละครับว่า ที่นี่เป็น family resort

            ขึ้นจากทะเลก็ไปลงสระน้ำ

            น้ำในสระที่นี่มันถูกผึ่งกลางแดดไว้ทั้งวัน มันอุ่นเหลือเกิน สระน้ำของที่นี่ก็ถูกจัดแต่งไว้อย่างสวยงาม พื้นสระก็เป็นปูนเปลือย บันไดสระเป็นหินทรายกันลื่น ดูแล้วสวยงามไม่ขัดตาเลยครับ แป้งเธอพัฒนาการว่ายน้ำไปมากขึ้น หัดดำน้ำ ตีลังกาใต้น้ำ ผมไม่จำเป็นที่ต้องมองเธอแบบไม่ไม่กะพริบตาอีกต่อไป ส่วนคุณจ้าเธอก็พัฒนาเช่นเดียวกัน เพราะเธอสามารถใช้ห่วงยางได้อย่างคล่องแคล่ว ตีขาสลับข้างได้เรียบร้อยแล้ว เล่นกันเกือบชั่วโมงก็ได้เวลาขึ้น เพราะนัดภุชงค์เพื่อกินข้าวเย็นด้วยกันเอาไว้

            ผมเลือกไปกินที่ บางปอ ซีฟู้ด (ตาโข) อย่าถามว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ เอาเป็นว่าเห็นมีรถจอดเยอะเมื่อตอนผ่านมามากก็คาดว่ามันน่าจะอร่อย แค่นี้เองครับ

            ปัญหาของผมก็คือว่า เมื่อลูกสาวตัวเล็กขึ้นรถปุ๊บเธอก็หลับปั๊บ ซวยละสิ แล้วอย่างนี้จะได้กินข้าวกี่โมง บอกแล้วว่าให้นอนกลางวัน นี่ก็เล่นกันซะจนหมดเรี่ยวหมดแรง ตอนนี้เลยสลบหมดท่าอยู่ใน car seat นู่น

            ที่ร้านนี้ดูเหมือนเป็นร้านเล็กๆ แต่เมื่อเดินเข้าไปก็ไม่เล็กอย่างที่เห็นข้างนอก เพราะด้านในหันหน้าเข้าหาชายหาดกว้างขวาง เมื่อเรามาถึง มีโต๊ะยาวอยู่ 2 แถว คนนั่งกินกันมากมาย ผมสั่งแกงส้มปลากระบอกกับหน่อไม้ดอง วายคั่ว หมึกย่าง และหอยลายผัดใบกระเพราะ เพียงไม่นานเครื่องเคียงก็ออกมา มันเป็นผักพื้นบ้านและกะปิที่ถูกบี้มาบนกะลามะพร้าว รสชาติกลมกล่อม แต่พระเจ้า กว่าจานหลักจะมานั้น เล่นเอาหงุดหงิด เพราะเขาเสิร์ฟโต๊ะใหญ่ทั้ง 2 แถวนั้นตลอด

            แต่บรรยากาศการกินนั้นน่าประทับใจ เพราะว่าระหว่างที่กำลังกินกำลังรออยู่นั้น ฝนก็ตกโครมๆลงมา พวกที่อยู่ที่ชายหาดต้องหอบของหนีน้ำจากฟ้ากันยกใหญ่ ส่วนศาลาที่เรานั่งอยู่นั้น แค่ดึงแผ่นพลาสติกลงมาก็กันน้ำฝนได้อย่างสบายๆ แต่อีกกลุ่มหนึ่งนะสิ เขานั่งอยู่ใต้ต้นหูกวางงใหญ่ เรียกว่าไม่ยอมลุกขึ้นกัน เพราะน้ำฝนหล่นมาต้องตัวแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง

            ในราคา 550 บาท ผมให้เรื่องรสชาติ 4 ดาว ราคา 4 ดาว บริการ 3 ดาว แต่นั่นแหละ เรื่องบริการนั้นเป็นข้อจำกัด เพราะว่าวันที่เรามากิน ดันไปจ๊ะเอ๋กับกลุ่มใหญ่ถึง 2 กลุ่ม เรืองนี้อภัยได้ครับ แต่เบื้องต้นให้ 3 ดาวไว้ก่อน

            กลับที่พักก็เจออ้อกับหวั่ง เขานั่งกินข้าวรอครอบครัวเราอยู่ ผมให้จิ๋มขึ้นไปกล่อมเจ้าจ้าก่อน ส่วนแป้งอยู่ดื่มกับผมที่ห้องอาหาร หวั่งแนะนำสมุยรัม ค๊อกเทลประจำถิ่นของที่นี่ เหล้ารัมผสมใบสะระแหน่ และอะไรอีก 2-3 อย่าง ก็อร่อยดี ส่วนคุณแป้งก็ดื่มค๊อกเทลของเด็ก ที่มีน้ำเชอร์รี่ผสมน้ำสไปรท์ และเมื่ออ้อและหวั่งทานข้าวเสร็จ เราก็ย้ายขึ้นมาคุยกันบนชานบ้านหน้าห้องนอน เราหิ้วไวน์แดงขึ้นมา 1 ขวด ดื่มไป คุยไป นินทาเพื่อนบ้าง คุยเรื่องธุรกิจของเพื่อน และต่างๆนานาจนล่วงเข้าไปตีหนึ่งครึ่งก็แยกย้ายกันหลับนอน ราตรีสวัสดิ์สมุยราตรี