หลังจากที่ได้ไปสู้กับ “ผี” ไปลองดูลองดี เพื่อจะดูซิว่า ผีนั้นมันหน้าตาเป็นอย่างไร...?
แต่สิ่งที่กลับได้มากลายเป็นความรู้ที่อยู่คู่กันเป็นชุด ๆ ว่าผีต้องเป็นอย่างนี้ และผีนั้นต้องอยู่ที่นี่คือ “เมรุ”

แท้ที่จริงตรงที่นั่งทำงานแถวนี้ถ้าว่าไปก็น่ากลัวกว่าตั้งเยอะ เพราะด้านข้างห่างกันระยะเมตรก็มีโกฐที่เก็บกระดูกนับสิบ ด้านบนหัวก็มีโกฐที่เก็บกระดูกอีกครึ่งร้อย ทำงานตรงนี้แล้วนอนอยู่ตรงนี้ แต่เราก็ไม่เห็นกลัว เราไม่กลัวก็เพราะเราไม่มีชุดความรู้ว่าแถวนี้มีผี
แต่... ถ้าใครมาบอกว่าเจอผีแถวนี้ล่ะก็ เมื่อนั้นเราก็จะกลัว
อันนี้ประเด็นที่น่าคิด...!
น่าคิดที่ว่า เมื่อครั้งเราไม่รู้อยู่ได้ไม่เห็นกลัว แต่เมื่อครั้นรู้แล้ว “กลัว” แทบหัวหด
นี่เรากลัวผี หรือกลัวเพราะความรู้เรื่องผี...?
ถัดออกไปอีกนิด เป็นกุฏิหลังน้อย ๆ ที่ไว้ใช้เก็บ “ศพ”
ศพนี้เรียกได้ว่าเป็นผีจริง ๆ เพราะศพนี้เก็บไว้รอเผาหลายปีแล้ว กลางคืนดึก ๆ ถ้าวันไหนอากาศร้อน ลมแรง ก็จะกลิ่นหืน ๆ โชยมา แล้วก็โชยไป เราก็ไม่เห็นกลัว ได้แต่รู้สึกเหม็น ๆ เหม็นแบบธรรมดา
แต่ทำไมเราดันไปกลัวผีที่เมรุ ก็เพราะใคร ๆ ก็บอกว่าเมรุนั้นมีผี แล้วผีนั้นก็ชอบอยู่ที่เมรุ แล้วเขาก็ชอบเล่าว่า “เจอผีที่เมรุ”
บ้างก็เรียกเมรุว่าเป็นป่าช้า เราก็ยิ่งกลัวไปใหญ่ก็เพราะเรารู้ว่าป่าช้าเป็นที่อยู่ของ “ผี...”
ผีนั้นคือวิญญาณ วิญญาณชอบมาตอนมืด ๆ ออกมาตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน เจอวิญญาณหรือผีแล้วต้องเจอแบบเละ ๆ แบบเละ ๆ ไม่พอชอบมาแลบลิ้นปลิ้นตา แถมยังชอบโผล่ตาแถวปลายขา ริมหน้าต่าง ค่อย ๆ โผล่หัวขึ้นมาหน้าขาว ๆ มีไฟส่องหน้าอีกต่างหาก
ผีนั้นต้องอยู่ที่วัด และต้องอยู่แถว ๆ ศาลาธรรมสังเวช เมรุ โลงเย็น ที่เก็บกระถางธูป
กระถางธูปไหว้พระไม่น่ากลัว กลัวแต่กระถางธูปจุดไหว้ผี
โต๊ะตัวนี้ปกติก็เป็นโต๊ะธรรมดา แต่ถ้าใครบอกว่าเคยใช้วางศพ โต๊ะตัวนี้ก็จะกลายเป็นโต๊ะไม่ธรรมดา
รถคันนี้ปกติก็เป็นรถธรรม แต่ถ้าใครบอกว่าเคยขนส่งศพ ก็กลายเป็นรถไม่ธรรมดา
ยิ่งรู้มากก็ยิ่งกลัวมาก
หมานั้นไม่มีชุดความรู้เรื่องผี แถมยังไม่รู้จักอีกว่าผืนดินที่มีต้นไม้เยอะ ๆ นั้นเรียกว่า “ป่าช้า” หมาก็เลยเดินไปเดินมาในป่าช้าได้สบาย
เจ้าผีที่แท้ ๆ ที่น่ากลัวนั้นจริง ๆ แล้วอยู่ในชุดความรู้ของเรานั้นเอง

รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
นอกจากความรู้ที่ไม่ดี ๆ เช่นผีที่ทำให้วุ่นวายกันแล้ว
ความรู้ดีเช่นเรื่อง “สุขภาพ” นี้ก็ทำให้ยิ่งวุ่นวายหน่ายหัวใจ
กินอันนี้แล้วก็เป็นอย่างนั้น ไม่กินอันนั้นแล้วจะเป็นอย่างนี้
ต้องทำอันนี้กี่นาที ทำอันนี้ได้ไม่เกินกี่น่าที อื่ม... รู้สึกว่าชีวิตนี้วุ่นวายจริง
ความรู้ ถ้ารู้แล้วดี รู้มาก ค่าเฉลี่ยอายุของคนในปัจจุบันก็น่าที่จะสูงกว่าคนเมื่อก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ความรู้แล้วผ่องถ่ายสู่สมองเช่นปัจจุบัน
การรู้ดีนั้นทำให้มีความรู้เยอะ ความวุ่นวายในชีวิตและจิตใจก็เยอะตาม
จิตเป็นนายกายนั้นเป็นบ่าว
จิตวุ่นเยอะ กายที่เป็นบ่าวนั้นก็ยิ่งวุ่นเยอะ วุ่นไปเยอะ ๆ หัวใจก็วายตาม
ยิ่งเหนื่อย ยิ่งหนัก ยิ่งวุ่น ก็ยิ่งวิ่งหาชุดความรู้ออกมากันมากขึ้นและมากขึ้น
วุ่นนับตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตามวุ่นจนถึงท่ามกลาง และยิ่งวุ่นมากเมื่อเบื้องปลาย
ต้องลองกลับมาใคร่ครวญดูให้ดีว่าวันนี้ที่เราต้องวิ่งวุ่นหาเงิน หาทองกันมากมายก็เพราะเจ้าชุดความรู้นี่หรือไม่...?
ที่เคยบอกเราว่า เมื่อมีเงินแล้วจะมีความสุข ไม่มีเงินแล้วจะมีความทุกข์
ต้องเรียนจบสูง ๆ จบมาแล้วต้องแต่งตัวดี ๆ ทำงานออฟฟิช ติดแอร์ เปรียบได้ดั่งกรรมกรห้องแอร์แต่แตกต่างกับกรรมกรอื่นแค่ชอบดื่มกาแฟ แล้วแกล้มขนมปัง
มีเงิน มีเกียรติแล้ว คนจะนับถือ
มีรูปงาม มีชื่อ แล้วจะสุขใจ
ได้ไปเมืองทำงานเมืองนอก เรียนมองนอก จะรวย รวยแล้วจะมีคนนับหน้าถือตา รวยแล้ว เด่นดังแล้ว จะมี “ความสุข...”
ถ้าลองประมวลชุดความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี เจ้าชุดความรู้นี้แหละคือ ต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย
รู้มากก็ยุ่งมาก รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง ไม่รู้ หรือรู้แล้วปล่อยวางได้ตัดเสียซึ่งความยุ่งและวุ่นวาย...
ทุกคำพูดคนคนที่กลอกเข้าหูเรานั้น หากเราขาดสติ ไม่มีสิ่งเครื่องกั้น รับไว้อย่างไม่ยั้งคิด สิ่งนั้นจะติด เกาะเกี่ยว มัดเกลียวจนกลายเป็นชุดความรู้
บุคคลอันตั้งตนอยู่ในสังคม ย่อมจะต้องเจอชุดความรู้แห่งกิเลสและตัณหาในสังคม บ่มเพาะ และหมักหมมให้ต้องสุขด้วยเงินและแร่ทอง
ความสุขของคนในสังคมทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้ชุดความรู้เรื่อง กาม กิน และเกียรติ
และชุดความรู้นั้นก็บอกว่า ใครที่ไม่ทำแบบนี้ มีศีล มีธรรม ไม่เดินตามกระแสน้ำแห่งสังคม คน ๆ นั้นผิดปกติ แปลก และ “บ้า” ไป

ยังไม่ต้องนับถึงเรื่องร้าย ๆ ที่เด็กวัยรุ่นในสังคมต่างวุ่นวายหาคู่ครอง ใช้ชีวิตครอบครัวตั้งแต่เด็ก
ถ้าลองนึกย้อนดูให้ดี ชุดความรู้เรื่องนี้นั้นมีอยู่มากมาย
เด็กไม่มีคู่นั้นดูแปลก ผิดปกติ
อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ที่วัยใกล้จะเลยวัยรุ่น ก็ต้องรีบเร่งขวนขวาย หาคู่ หาทุกข์มาให้จิตและกาย เพื่อให้เว้นวายจากสังคมที่นินทา
สังคมเขาก็อยู่เฉย ๆ สังคมนั้นพูดไม่ได้ ว่าเราไม่ได้ นินทาเราไม่ได้
เรานั้นเอง ชุดความรู้ของเรานั้นเอง ที่เราเก็บไว้ สั่งสมไว้ แล้วชุดความรู้นั้นมาเป็นบรรทัดฐานของชีวิต
เมื่อมีความรู้ เราก็ต้องนำความรู้นั้นมาทำชีวิตเราให้เหมือนกับคนอื่นเขา
ต้องมีเหมือนคนอื่นเขา ทำเหมือนคนอื่นเขา ไม่มีไม่ทำเหมือนคนหมู่มาก ต้องทำตามแบบ “ประชาธิปไตย”
สังคมนี้ บ้านเมืองนี้ จึงแปลกแตกต่างไปด้วย “ชุดความรู้”
คนเราแคร์สังคม แต่ไม่แคร์ความทุกข์กับตนที่จะเกิด
สังคมบอกว่าดี แต่แท้ ๆ แล้วตนก็รู้อยู่กับตนว่าไม่ดี แต่ก็เชื่อก็แคร์ชุดความรู้ของสังคม

เมืองไทยนั้นเป็นเมืองเปิด เปิดที่จะรับชุดความรู้ทุก ๆ อย่าง “ทั้งดี ทั้งชั่ว”
แต่ดีนั้นน้อยเกินไป
ชุดความรู้ทุกวันนี้จึงเป็นชุดความรู้ที่นำคนลงสู่หุบเหวแห่งความทุกข์
ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ
ชุดความรู้ในทุกวันนี้สอนคนให้ขวนขวายวิดน้ำจากบ่อน้ำทั้งบ่อเพียงเพื่อหาปลาตัวเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว เขานั้นทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย รู้ก็รู้อยู่ว่าไม่คุ้มค่า แต่ก็ยอมทำได้ เพราะใคร ๆ ในสังคมเขาก็ทำกัน
มนุษย์นั้นสมมติชุดความรู้เหล่านี้ขึ้นมาให้เป็นเครื่องผูกมัด เพื่อให้มนุษย์ที่สำคัญตนเองว่าประเสริฐนั้นเดินตาม และทำตาม
ท่านทั้งหลายโปรดลองใคร่ครวญชุดความรู้ทั้งหลายนี้ให้ดี และมี “ธรรม” เป็นเครื่องกั้น เครื่องกรองชุดความรู้ทั้งหลาย เพื่อให้ชีวิตเดินได้ด้วยธรรม...
ธรรมนั้นเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
เมื่อใดที่ท่านเจอทางตัน ประสบทุกข์ หาสุขจากชุดความรู้ที่มีอยู่ไม่ได้ ทั้งท่านหลายโปรดใช้ธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนใจเถิด เพื่อให้ใจสลัดเสียได้ซึ่งกิเลส ตัณหา ความเร่าร้อน ความทุกข์กาย ทุกข์ใจปล่อยวางเสียได้ซึ่งชุดความรู้ที่เคียงคู่อยู่กับความทุกข์…
แล้วไม่ทราบว่า ผู้เขียนกลัวผีมั้ยครับ
ผีที่เกิดจากชุดความรู้ที่มีอยู่คู่สังคมนั้นอย่างไรก็น่ากลัว
อันผีที่ในชุดความรู้คู่สังคม คืออะไร
ผีที่อยู่ในชุดความรู้คู่สังคมนั้น คือ ผีที่ใคร ๆ เขาเล่ากันสืบต่อกันมา ผีที่อยู่ในหนัง ผีที่อยู่ในละคร ผีที่ชอบแลบลิ้นปลิ้นตา ผีเหล่านี้ "น่ากลัว" เพราะ "คน" ทั้งหลายสร้างผีเหล่านี้ให้น่ากลัว...!
แต่ผีที่แท้นี่น่าสงสาร เป็นวิญญาณหรือดวงจิตที่ไม่สามารถไปที่ใดได้
เราทั้งหลายได้โปรดเมตตาดวงจิตทั้งหลายนี้เถิด เขารับทุกข์อย่างมากหลาย เราควรอยู่ร่วมกันฉันมิตร มีสิ่งใดก็ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ เมตตา กรุณาต่อกัน ท่านทั้งหลายโปรดมีเมตตากับดวงจิตทั้งหลายเหล่านี้เถิด...
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ครับ ผมไม่ได้มีโอกาสไปทำบุญช่วงเข้าพรรษานี้ แต่ได้อ่านบันทึกนี้ก็ได้รับธรรมเหมือนได้เข้าวัดครับ
ผมกลัวผีมากตอนเด็กๆ ปัจจุบันกลัวน้อยลงแล้ว แต่ยังกลัวอยู่เวลาดึก แต่ไปนี้จะนึกถึงบันทึกนี้เวลามีความกลัวเข้ามาในใจครับ
ส่วนผีในสังคมนั้น จะใช้แง่คิดในบันทึกนี้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมด้วยครับ
ความกลัวนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจาก "ความรู้"
เมื่อรู้หนึ่งก็กลัวสอง รู้สองก็กลัวสี่ เป็นมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ความกลัวนั้นเกิดจากสิ่งที่เรารู้หนึ่ง และเกิดจากสิ่งที่คิดวิตกกังวลไปเองนั้นอีกหนึ่ง
การที่เราจะหลุดพ้นจากความกลัวเสียได้เรานั้นจะต้องมีปัญญารู้แจ้ง (ภาวนามยปัญญา) รู้ซึ้งถึงต้นเหตุของความกลัว ซึ่งความกลัวทั้งหลายเหล่านั้นมีเหตุมาจาก "ความรู้"
ความรู้ที่ทำให้สร้างความกลัวให้เราได้นั้นคือความรู้ที่มีทางกำลังทางฝ่ายโลก คือ ความรู้ที่แฝงไปด้วยกิเลส ตัณหา เป็นความรู้ที่ส่งผ่ายออกมาจากผู้โฉด เขลา
ผู้โฉด คือซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากความรู้นั้น
ผู้เขลา คือ ผู้ที่รู้ไม่จริงแล้วตั้งตนเป็นผู้อ้างอิงแก่บุคคลทั้งหลายซึ่งความรู้
เมื่อสังคมนี้เกลื่อนกลอนไปด้วยผู้โฉด และผู้เขลา บุคคลที่ผูกมัดยึดตนไว้กับสังคมย่อมจะหลุดพ้นจากวังวนแห่งความกลัวมิได้เลย
เขาทั้งหลายย่อมดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว
กลัวที่จะไม่มีทรัพย์ แม้กระทั่งมีทรัพย์แล้วก็กลัวที่จะเสียทรัพย์
ความกลัวทั้งหลายเป็นความกลัวที่ไม่มีที่สิ้นสุด
"ศีล" นั้นเองจะทำให้มนุษย์ทั้งหลายหลุดพ้นจากความกลัวเสียได้ เพราะหยุดซึ่งการเบียดเบียนกัน
ถ้ามนุษย์ในสังคมมีศีลดี ธรรมงาม สังคมนี้จะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก
แต่นั่นก็เถอะ
หน้าที่เร่งด่วนของเรานั้นก็คือ ทำตนของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล งดเว้นเสียจากการเบียดเบียน คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
เมื่อทำอย่างนี้เสียได้ใจของเราจะอยู่เป็นสุข ตัดเสียได้ซึ่งความกังวลใจ
เมื่อเรานั้นหยุดเสียได้ซึ่งการเบียดเบียน เราย่อมมีมนุษย์ที่ดีเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติที่ดีซึ่งมีหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกัน
เมื่อใจเราสงบ หมดซึ่งความกังวลจากการเบียดเบียนนั้น จิตของเราย่อมมีสมาธิ
สมาธิที่มีศีลเป็นพื้นฐาน ย่อมเป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ทั้งท่านหลายจงเพียรสั่งสมสมาธิอันมีศีลเป็นพื้นฐานเถิด
สมาธิที่มีศีลเป็นพื้นฐานี้เอง จะช่วยทำให้เรานั้นเกิดปัญญาอันเป็นปัญญารู้แจ้ง (ภาวนามยปัญญา)
ปัญญาญาณนั้นย่อมเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างย่อมเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ครั้นเมื่อแสงสว่างยังสาดส่องพื้นปฐพีแล้วเราไม่กลัวผี อมนุษย์ หรือสัตว์หลายนั้นฉันใด
เมื่อใจของเราสว่างด้วยแสงแห่งปัญญาญารแล้วไซร้ ความกลัวนั้นย่อมมลายหายไปจากจิตใจชั่วนิรันดร์...
ฝึกหยุดยากกว่าฝึกก้าว มารับธรรมครับ
กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นร่วมครับ
วิธีแก้การกลัวผี
1.มั่นใจในศีล
2.แผ่เมตตาส่งกระแสความปรารถนาดีแบบไม่มีประมาณ (อัปมัญญาโญ)
3.เจริญอสุภะ
4.ป่าช้าไม่ได้อยู่ที่ไหน ป่าช้าอยู่ในกายเรา
5.ถ้ากลัวมากก็ให้นึกว่าเรานี่แหละ กายเรานี่แหละน่าเกลียดน่ากลัวกว่าผี เมื่อกายเราน่าเกลียดน่ากลัวกว่าผีแล้ว เราจะกลัวผีทำไม เราสิน่ากลัวกว่าผี
ผีมิได้หลอกเราดอก แต่เรานั่นแหละหลอกตัวเราเองต่างหาก
หลอกว่าเราดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ หลอกเราว่ารูปกายเรานี้เป็นของสวยงาม
ซึ่งแท้จริงแล้ว น่าเกลียดน่ากลัวกว่าผีตั้งเยอะ