เวลาพูดคำว่า KM
หลายคนมักจะมองไปที่ "กระบวนการ"
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นหลัก ซึ่งใน "Model ปลาทู"
ก็คือส่วนที่เป็น "ตัวปลา"
หรือ Knowledge Sharing
นั่นเอง ถึงส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ค่อนข้างสำคัญ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการทำ KM ที่สมบูรณ์
ทั้งนี้เพราะยังขาดส่วนของ "หัวปลา" ยังขาด
Knowledge Vision
ที่สัมพันธ์และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร
หากไม่มี "หัวปลา"
กระบวนการที่เป็น "ตัวปลา" ก็อาจจะ "ไร้ค่า"
ในสายตาเชิงการบริหารองค์กร
ในขณะเดียวกัน KM ในบางหน่วยงาน ก็ยังเน้นกันแต่ที่การสร้าง
Knowledge Center
หรือศูนย์กลาง (ระบบ) สำหรับจัดเก็บความรู้แต่เพียงอย่างเดียว
ซึ่งก็ตรงกับส่วน "หางปลา" หรือ Knowledge Asset นั่นเอง....
จะเห็นได้ว่าการมีเพียง "ตัวปลา" หรือ
"หางปลา" นั้น ถึงบางท่านจะพูดว่าได้ทำ KM แล้ว
แต่ก็เป็น KM แค่บางส่วนเสี้ยว ....หาใช่ KM ที่สมบูรณ์
และมีพลังไม่ !!
ความเข้าใจที่ "ไม่สมบูรณ์" เกี่ยวกับ KM
....จะเห็นได้ว่าการมีเพียง "ตัวปลา" หรือ "หางปลา" นั้น ถึงบางท่านจะพูดว่าได้ทำ KM แล้ว แต่ก็เป็น KM แค่บางส่วนเสี้ยว ...หาใช่ KM ที่สมบูรณ์ และมีพลังไม่!
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย ศราวุธ จ้อน อยู่เกษม · 21 มี.ค. 2549
นางสาว เกศนี วัณณกุล · 21 มี.ค. 2549
Anonymous Anonymous · 21 มี.ค. 2549
เกียรติยศ · 21 มี.ค. 2549
เกียรติยศ · 21 มี.ค. 2549
ขอบคุณมาก
ตรงใจจริงๆ กับสิ่งที่เป็นอยู่ในบางหน่วยงาน และโดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวกับการศึกษา
ปัญหาที่เคยเจอคือพันธกิจและความกระจ่างกับพันธกิจขององค์กรตั้งบนฐานความจริงแค่ไหน ด้วย
เนื่องจากKMเป็นการจัดการหรือการบริหาร ดังนั้นวิสัยทัศน์จึงมีความสำคัญ และในการทำKMจึงต้องมีการทำหน้าที่ทางการบริหารให้ครบจึงจะทำให้KMไปได้อย่างมีผลดี
ภูมิปัญญา
เรากำลังคุยกันเรื่องที่ง่าย...เป็นเรื่องที่ยาก..หรือไม่?
หากย้อนนึก...ไปที่.."ภูมิปัญญา"...ของคนธรรมดา
ที่ไม่ใช่นักวิชาการ..หรือนักการศึกษาใดใด...ตามสังคมบัญญัติ
เขา..."จัดการความรู้"...ที่ถ่ายโอนกันมา
ชั่วลูกชั่วหลาน...ได้อย่างไร
มีหัวปลา...และหางปลา หรือไม่..?
หากไม่มี...
"ภูมิปัญญา"...ที่ถ่ายทอดกันมานั้น...ใช่ KM หรือไม่?
ถูกใจมากค่ะ กำลังกำหนดเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ของตัวเองเกี่ยวกับการจัดการความรู้ พอดี แต่ไม่ได้สร้างเป็นตัวปลานะคะ ใช้ Mind map สร้างตามจินตนาการของตัวเอง
อุปสรรคที่ตัวเองกำลังเผชิญ และรู้สึกยากลำบากในการจัดการความรู้ของตัวเองครั้งนี้ ก็คือ การกำหนดวิธีการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของสิ่งที่จะ ลปรร.
เริ่มตั้งแต่ ตั้งคำถามกับตัวเองถึงความน่าสนใจของประเด็นที่เราจะ ลปรร. เป็นสิ่งที่ต้องการรู้จริงในเวลานี้รึเปล่า เพื่ออะไร
จากนั้น แล้วเราจะได้ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ จนสามารถนำมา สังเคราะห์เป็น ความรู้ ได้ความต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันของเนื้อหาสาระ ความเป็นระบบ ระเบียบ สามารถรวบรวม อ้างอิง เป็นที่ยอมรับ เพื่อนำไปนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างแท้จริงได้แน่หรือ เสียเวลารึเปล่า
โดยส่วนตัวเห็นว่า มีบางประเด็นที่เสนออยู่บน blog เพื่อ ลปรร. หลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้รับการต่อยอด เนื่องจาก เราเองก็อยากนำเสนอเรื่องที่เราสนใจ และไม่ค่อยมีเวลาไปอ่านและทำความเข้าใจและ ลปรร. กับคนอื่นมากนัก หรืออาจเพราะเราไม่มีเวลามากพอ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น กลัวไม่ได้รับการยอมรับ
ฉะนั้น การจะ ลปรร. ให้ได้ประสิทธิผล อาจจะเริ่มต้นจากการให้ผู้ที่ต้องการ ลปรร. มีความเข้าใจถึงทิศทาง และเป้าหมายสำคัญๆของการ ลปรร. แล้วมีมาตรฐานของกระบวนการ ขั้นตอน ที่จะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างที่ปรารถนาได้อย่างไร
การสร้างวัฒนธรรม ของสังคม KM นับเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องชัดเจน แต่ยืดหยุ่น เพื่อให้เกิดการ ลปรร. ได้ออกมาเป็น "ความรู้" มีจุดยืน มีเป้าหมาย แต่ไม่มีที่สิ้นสุด
ข้อเท็จจริงอันนึงที่ค้นมาได้ และกำลังจะทดลองใช้กับตัวเอง และเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ ณ ที่นี้ ก็คือ
การจัดการความรู้ ที่สำคัญต้องมี เป้าหมาย ซึ่งกว่าจะถึงเป้าหมายก็ต้อง ผ่านการเรียนรู้ -- กระบวนการและเครื่องมือต่างๆ ซึ่ง blog ก็คือส่วนหนึ่ง -- การสื่อสารบน blog -- การนำไปใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง -- การวัดผล นี่สำคัญที่ตัวเองยังไม่เห็นว่าจะจัดการอย่างไรดี -- ผลตอบแทนที่ได้รับ (คือ ความรู้ใหม่)ซึ่งที่สุดเราก็ถึงอาจจะถึงเป้าหมาย
วัฒนธรรม และบริบทของแต่ละองค์กรแตกต่างกัน สำหรับตัวเองคิดว่าคงไม่ต้องรออะไรมองที่จุดที่ตนเองยืนอยู่ถ้าเห็นว่าสิ่งที่จะทำมีประโยชน์ต่อตัวเองและองค์กรมีช่องทางที่ทำได้ ก็ทำค่ะ แม้จะเป็น KM เพียงส่วนเสี้ยว โดยจะมองไปที่วิสัยทัศน์ขององค์กร และตัวเองเกี่ยวข้องตรงไหนจะได้ไม่ออกนอกเส้นทางแม้บางคร้งอาจหยุดพักชมดอกไม้ริมทางบ้าง แต่พอหายเหนื่อย Speed ก็จะดีชดเชยเวลาพักชมดอกไม้ได้
เรียน อาจารย์ประพนธ์ คะ
หนูได้รับกำหนดการ km จากอาจารย์เรียบร้อย
แล้วนะคะ แต่ยังไม่เห็นเอกสารหรือการนำเสนอแบบ
พาวเวอร์พอยท์ ของอาจารย์ ไม่ทราบว่าหนูเปิดเจอ
ในไฟล์ของอาจารย์ เรื่อง km มี 48 หน้า ใช่อันนี้หรือ
ไม่ จะได้copy
อัจฉรา.
เรียนอาจารย์ประพนธ์ ครูอ้อยเริ่มเข้าใจ KM แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
จริงด้วยค่ะน้องอ้อ ทุกส่วนย่อมมีความสำคัญในการทำ KM แบบมีชีวิตชีวา ทำแล้วมีความสุขนะคะ