เต๋าเต็กเก็ง บทที่ ๕๑ ในตอนท้าย กล่าวไว้ว่า

“ให้กำเนิดแต่มิได้ครอบครอง

บำรุงเลี้ยงแต่มิได้ถือเป็นความดี

มีความยิ่งใหญ่แต่มิได้เข้าบังคับบัญชา

นี่คือคุณความดีอันล้ำลึก”

ตามที่พรรณามานี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า พฤติการของเต๋าได้แทรกเข้าไปในขั้นตอนของการดำเนินชีวิตของเราอย่างไรบ้าง

  • ถึงแม้เต๋าจะเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่ง แต่เต๋าไม่ปราถนาที่จะเป็นเจ้าของสิ่งใดเลย
  • ถึงแม้กระบวนการของเต๋าจะมีส่วนร่วมในการทำงานของจักรวาล แต่เต๋าไม่โอ้อวดผลงานยอดเยี่ยมที่เต๋าประสบผลสำเร็จ
  • ถึงแม้เต๋าจะบำรุงเลี้ยงสรรพชีวิตไปจนตลอดชีวิต แต่เต๋ามิได้พยายามปกครองหรือมีอำนาจเหนือสรรพชีวิต

คำบรรยายเหล่านี้ดูเหมือนชัดเจนจริงๆ แต่ที่สงสัยคือทำไมจึงกล่าวว่า “เป็นคุณความดีอันล้ำลึก”

คุณสมบัติสำคัญของคุณความดีอันล้ำลึกตามคำบรรยายทั้งหมดนี้คือ เต๋าให้โดยที่มิได้มีความมุ่งหวังใดๆ

ถึงแม้เต๋าจะมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยอมรับใดๆ แต่ตอนกลางบทที่๕๑นี้ได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า

“ดังนั้นสรรพสิ่งจึงเทิดทูนเต๋า

  และยกย่องคุณธรรม

  เต๋าได้รับการเทิดทูน

   และคุณธรรมได้รับการยกย่อง

   มิใช่ด้วยการบังคับขู่เช็นของผู้ใด

   แต่เป็นไปด้วยตัวเอง”

เต๋าได้รับการเทิดทูน ถึงแม้ว่าเต๋าจะไม่ได้หวังผลตอบแทนหรือต้องการให้ปฏิบัติเป็นพิเศษแต่อย่างไร ตัวอย่างเช่น เต๋าปรากฏในสรรพชีวิตในฐานะที่เป็นชีวิต และสรรพชีวิตเก็บรักษาชีวิตนี้ไว้ภายในตัวของมัน นี่มิใช่เพราะสรรพชีวิตถูกบังคับให้ทำ แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ

เราจะเริ่มเข้าใจความหมายในเต๋าเต็กเก็งบทนี้ได้ลึกซึ้งขึ้น เมื่อนำทัศนของเหลาจื๊อไปประยุกต์ใช้กับการมีผลกระทบซึ่งกันและกันระหว่างตัวเรากับผู้อื่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเราเอาอย่างเต๋าด้วยการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน? เต๋าเต็กเก็งบทนี้ได้บอกเป็นนัยว่า เราจะได้รับรางวัลอย่างพอเพียง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หวังอะไร

นอกจากนี้เหลาจื๊อยังบอกอีกว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันเป็นกฏเกณฑ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกฏธรรมชาติที่ให้ผลแน่นอน เป็นสิ่งที่ยืนยันได้และรับรองได้ทั้งสิ้น

เราสามารถนำความคิดนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิต และนิทานเรื่องต่อไปนี้อาจทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น

ในกาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งหลงทางอยู่ในทะเลทราย น้ำในกระติกได้หมดไปเมื่อสองวันที่แล้ว เขารู้ดีว่าถ้ายังหาน้ำไม่ได้ภายในเร็วๆนี้ เขาต้องตายแน่

ชายคนนั้นได้เห็นกระท่อมอยู่เบื้องหน้า เขาคิดว่าเป็นภาพลวงตาหรือเกิดอาการประสาทหลอน แต่ไม่มีทางเลือก จึงมุ่งตรงไปที่กระท่อมนั้น เมื่อเข้าใกล้จึงแน่ใจว่าเป็นความจริง เขาได้ลากสังขารที่อิดโรยไปยังประตูด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย

ที่กระท่อมไม่มีคนอยู่และดูเหมือนได้ถูกปล่อยร้างมาช่วงระยะหนึ่ง ชายผู้นั้นเดินเข้าไปด้วยความหวังริบหรี่ว่าอาจจะเจอน้ำอยู่ข้างใน

หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกระท่อม มันคือเครื่องสูบน้ำที่มีท่อต่อลงไปใต้พื้นกระท่อม คงใช้สำหรับสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ใต้ดิน

เขาเริ่มทำการสูบน้ำ แต่ไม่มีอะไรออกมา หลังจากพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่บังเกิดผล ในที่สุดต้องยอมแพ้เพราะหมดแรงและล้มเหลว เขายอมแพ้อย่างสิ้นหวัง ดูประหนึ่งกำลังจะตายในที่สุด

ทันใดนั้นพลันเหลือบไปเห็นขวดใบหนึ่งวางอยู่ที่มุมกระท่อม บรรจุน้ำอยู่เต็มและมีจุกปิดเพื่อกันน้ำระเหย

เขาเปิดจุกขวดออกและกำลังจะดวดให้สมอยาก แต่สังเกตุเห็นฉลากที่ติดขวด เขียนด้วยลายมือว่า “จงใช้น้ำนี้ในการเริ่มต้นสูบน้ำ เมื่อใช้แล้วอย่าลืมเติมให้เต็มขวด”

ชายคนนั้นตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทำตามคำแนะนำด้วยการเติมน้ำเข้าไปในเครื่องสูบน้ำดี หรือว่าดื่มมันโดยไม่ต้องสนใจดี

จะทำอย่างไรดี? ถ้าเติมน้ำลงไปในเครื่องสูบน้ำแล้วใครจะรับประกันว่ามันจะทำงานได้? ถ้าเครื่องสูบน้ำมันเสียไปแล้วล่ะ? ถ้าท่อน้ำที่ต่อไว้มันรั่วล่ะ? ถ้าน้ำใต้ดินมันหมดไปแล้วล่ะ?

ทว่าบางทีคำแนะนำอาจจะถูก ลองเสี่ยงดูดีไหม? ถ้ามันผิดก็เท่ากับโยนน้ำขวดสุดท้ายทิ้งไป

เขาเทน้ำลงเครื่องสูบน้ำด้วยมือที่สั่นระริก จากนั้นหลับตา สวดวิงวอน แล้วเริ่มสูบน้ำ

ได้ยินเสียงโครกคราก แล้วมีน้ำไหลพุ่งออกมา มันมากจนเหลือใช้ เขาเพลิดเพลินอยู่กับกระแสน้ำที่เย็นและทำให้สดชื่น เขายังมีชีวิตอยู่ !

หลังจากดื่มน้ำจนอิ่มและรู้สึกสดชื่นดีแล้ว ได้มองไปรอบๆกระท่อม จึงพบดินสอและแผนที่แสดงปริมณฑล แผนที่ได้บอกให้รู้ว่ายังอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีอารยธรรม แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ได้รู้ว่ากำลังอยู่ที่ไหน และควรจะไปทางไหน

เขาเติมน้ำใส่กระติกจนเต็ม เพื่อใช้ในการเดินทาง จากนั้นได้เติมน้ำใส่ขวดและปิดจุกไว้อย่างเดิม ก่อนออกจากกระท่อม เขาได้เขียนข้อความต่อท้ายคำแนะนำว่า “เชื่อเถอะ, มันใช้ได้!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในการดำเนินชีวิตนั้นเราจะต้องให้ก่อนจึงจะได้รับอย่างเหลือเฟือ ที่สำคัญคือสอนให้รู้ว่า ความเลื่อมใสศรัทธามีบทบาทสำคัญในการให้ ชายผู้นั้นไม่รู้ว่าถ้าทำไปแล้วจะได้รับค่าตอบแทน แต่เขาได้ดำเนินต่อไปโดยไม่คำนึงถึง เขาโดดเข้าใส่ด้วยความศรัทธา

น้ำในนิทานเรื่องนี้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีๆในชีวิต มันเป็นพลังทางด้านบวกที่ทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้า มันอาจเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ อาจเป็นตัวแทนของเงิน ความรัก มิตรภาพ ความสุข ความนับถือ หรืออะไรก็ได้ที่ท่านเห็นว่ามีคุณค่า

เครื่องสูบน้ำแทนลักษณะการทำงานของกลไกแห่งกรรม จงให้น้ำ(สิ่งดีๆ)แก่มันบ้าง เพื่อให้มันทำงาน แล้วมันจะตอบสนองให้มากกว่าที่ท่านป้อนเข้าไป กลไกนี้จะดำเนินไปเป็นลักษณะวงกลมขนาดใหญ่ เป็นวิถีที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซึ่งในที่สุดจะกลับมาสู่จุดกำเนิด พลังของการหมุนเวียนนี้จะเก็บรวบรวมพลังเอาไว้ขณะที่มันเคลื่อนที่ไปเป็นวงกลม ดังนั้นในที่สุดมันจึงย้อนกลับมาด้วยขนาดที่ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ถ้าวงกลมนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์เหมือนกับวงโคจรของดาวนพเคราะห์ หรือวงจรของฤดู เราจะสามารถติดตามวิถีของมัน สังเกตุความก้าวหน้าของมัน และพยากรณ์ได้ก่อนที่วงจรจะสมบูรณ์ แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นกับกลไกแห่งกรรม เพราะว่ามันเป็นลักษณะทางอภิปรัชญา คลื่นกรรมนั้นวิถีของมันสามารถเข้าๆออกๆโลกทางรูปธรรมได้อย่างง่ายดาย และเมื่อมันเข้าสู่อาณาจักรทางนามธรรม เราจะมองไม่เห็นมัน

นี่คือทำไมตามปรกติเราจึงไม่สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ถ้าท่านทำกรรมแล้วได้รับผลเป็นการสรรเสริญในทันที ความสัมพันธ์ของกรรมเช่นนี้เข้าใจได้ง่าย เพราะว่าในกรณีนี้วงกลมค่อนข้างเล็ก

แต่ส่วนมากแล้ววงกลมจะใหญ่โตมาก ทำให้เราขาดเบาะแสของมัน บางทีท่านอาจสร้างกรรมดีเอาไว้โดยไม่มีไครรู้ ดังนั้นท่านจึงสันนิฐานว่าจะไม่มีผลเกิดขึ้นร่วมกับสาเหตุที่กระทำ ความจริงแล้วมีผลเกิดขึ้น แต่เป็นเพราะท่านได้เริ่มนำกลไกแห่งกรรมเข้าสู่อาณาจักรแห่งจิตใจ ท่านจึงไม่สามารถเห็นมันได้ มันทั้งหมดอยู่ที่นั่น กำลังรวบรวมพลังงาน และกำลังหาทางกลับมาหาท่าน ซึ่งจะมาถึงในไม่ช้านี้

ณ.ที่บางจุดในอนาคต กรรมชนิดบวกที่มองไม่เห็นนี้จะปรากฏในโลกทางรูปธรรมเมื่อวิถีแห่งวงกลมของมันกลับมาถึงท่าน เมื่อปรากฏเช่นนั้น มันจะดูประหนึ่งว่า ความลี้ลับได้ปรากฏให้เห็นจริง มันดูเหมือนกับว่าเป็นผลที่ปราศจากสาเหตุ ท่านอาจสงสัยเกี่ยวกับโชคดีเช่นนั้นว่ามันมาโดยบังเอิญ หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วตัวท่านเองนั่นแหละเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของมัน

ทีนี้ท่านคงจะพอมองเห็นแล้วว่าทำไมเหลาจื๊อจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “คุณความดีอันล้ำลึก” การทำงานของมันลึกลับและไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ถ้าเราเอาอย่างเต๋าด้วยการสร้างพลังทางด้านบวก ด้วยการให้โดยปราศจากความมุ่งหวัง จักรวาลจะตอบแทนด้วยสิ่งของจำนวนมาก สิ่งนี้จะเป็นจริงเสมอ ถึงแม้เราจะไม่สามารถเห็นการเชื่อมโยงระหว่างการให้แต่เดิมกับการตอบแทนที่ตามมาภายหลัง

ถ้าท่านพบว่าหลักการนี้ยากที่จะยอมรับ จะนำแนวความคิดพื้นฐานมาใช้ก็ได้ ตามความเป็นจริงระดับพื้นฐานกล่าวว่า สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน มิได้มีการแยกออกจากกันอย่างแท้จริง ไม่มีเส้นแบ่งเขตที่ถูกจำกัดวงไว้อย่างชัดเจนในระหว่างสรรพสิ่ง ถ้าเรายึดถือหลักการนี้ “คุณความดีอันลึกล้ำ” อาจไม่ดูประหนึ่งเป็นของแปลกประหลาดเหมือนก่อน ทุกทิ่งทุกอย่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นหนึ่งเดียวที่เราเรียกว่า “เต๋า” การแยกกันอยู่ที่เราสัมผัสรู้ในโลกทางรูปธรรมนั้นล้วนเป็นมายา

ตามเรื่องในนิทาน ชายคนนั้นได้เติมน้ำลงในเครื่องสูบน้ำ โดยไม่รู้ว่าความพยายามของเขาจะได้รับผลตอบแทน ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเอาอย่างเต๋าด้วยการบำรุงเลี้ยงผู้อื่น เราจะต้องกระทำไปโดยไม่มุ่งหวังที่จะได้รับรางวัลใดๆด้วย

ข้าพเจ้ายังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เคยมีเพื่อนคนหนึ่งบ่นให้ฟังเสมอว่า เขาให้ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยได้รับผลตอบแทนเลย เขาผิดหวังและขมขื่น

ในขณะนั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจปัญหาของเขา แต่บัดนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ในขณะที่เขาให้ผู้อื่นนั้น เขาทำไปด้วยความคาดหวังและความขมขื่น นี่เป็นวิธีที่เป็นผลให้เกิดการลัดวงจรของกลไกแห่งกรรม เขาไม่เข้าใจในหลักการนี้ จึงได้รับแต่ความคาดหวังและความขมขื่นเป็นรางวัล

หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น ท่านจะต้องเริ่มต้นด้วยการให้ความเคารพนับถืออย่างเหมาะสมกับผู้อื่นเสียก่อน โดยไม่พูดจาบ่ายเบี่ยงหรือมีความแคลงใจ

ถ้าท่านต้องการให้ผู้อื่นยอมรับผลงานของท่าน ท่านจะต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับในความสำเร็จของทุกคนที่อยู่รอบตัวท่าน เมื่อท่านยอมรับด้วยความจริงใจว่าผู้อื่นสมควรได้รับการยอมรับ ความเคารพนิยมของพวกเขาที่มีแก่ท่านจะเพิ่มขึ้นราวปาฏิหารย์

ถ้าท่านต้องการมิตรภาพในการดำเนินชีวิต ท่านจะต้องเริ่มต้นด้วยการทำตัวเป็นมิตรโดยไม่หวังอะไรตอบแทน แล้วท่านจะประหลาดใจที่ไมตรีจิตและความนิยมจะไหลบ่ามาหาท่านอย่างน่าภูมิใจ

ถ้าอยากให้ผู้อื่นเห็นความงามในตัวท่าน ท่านจะต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นความงามที่มีในตัวผู้อื่นเสียก่อน มันง่ายมากที่จะเห็นเมื่อท่านให้ความสนใจ ทุกๆคนรอบตัวท่านล้วนมีความงามในตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความงามที่เหนือกว่าความงามทางกาย เมื่อท่านสามารถเข้าใจในสิ่งนี้ และเริ่มต้นเห็นคุณค่าของมัน การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น ท่านจะกลายเป็นผู้ที่มีความงามอย่างแท้จริง

โดยทั่วไปแล้ว ความดีงามอะไรก็ตามที่ท่านต้องการได้รับจากการดำเนินชีวิต จงให้สิ่งนั้นกับผู้อื่นเสียก่อน ให้ด้วยความเบิกบานใจและด้วยความจริงใจ ปราศจากการคำนวนผลได้-ผลเสียดุจทำบัญชีงบดุล เพราะเมื่อเริ่มต้นวงจรแลกเปลี่ยนกันแล้ว กระบวนการแห่งเต๋าไม่เคยคดโกงใคร

ณ.จุดนี้ท่านอาจสงสัยว่า หลักการนี้ดูประหนึ่งเป็นคำพูดที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเอง เพราะถ้ารู้ว่าเราจะได้รับรางวัลตอบแทนมากมายอย่างแน่นอนด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นบวก นั่นมิใช่การมุ่งหวังหรือ? และจะไม่เป็นความมุ่งหวังที่ทำให้กระบวนการเกิดลัดวงจรหรือ?

ลองนึกถึงการเพาะเมล็ดไม้ดอกในสวน ที่อุปมาเหมือนกลไกแห่งกรรม แต่ละเมล็ดที่ท่านเพาะปลูกเป็นหนึ่งกระบวนการที่ท่านได้ลงมือกระทำ ท่านเข้าใจในหลักการที่ควบคุมการเติบโตของพืช และรู้ว่าที่ดินนั้นอุดมสมบูรณ์ดี ดังนั้นจึงรู้ว่าจะต้องเห็นผลเมื่อถึงเวลา ท่านไม่ได้รู้อย่างแน่ชัดว่าเมื่อไร หรือดอกไม้จะออกมาเป็นอย่างไร และนั่นคือความปลอดโปร่งสบายใจอย่างแท้จริง

การมีความมุ่งหวังในที่นี้หมายถึง การเปลี่ยนเป็นยึดติดกับสิ่งที่จะเกิดตามมาโดยเฉพาะเจาะจง ถ้าท่านยืนกรานว่าดอกไม้จะต้องบานในเวลาที่แน่นอน มีรูปดอกเป็นลักษณะอย่างนั้นแน่นอน ท่านจะต้องผิดหวังแน่ๆ ถ้าในภาวะที่ความคิดหนึ่งครอบงำจิตใจของท่านโดยที่ท่านไม่สามารถสลัดออกไปได้ ท่านก็จะนั่งอยู่ที่นั่นเพื่อเฝ้าดูไม้ดอกต้นนั้นเติบโต ส่วนที่เหลือในสวนของท่านต้องถูกปล่อยปละละเลยอย่างแน่นอน

กรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้เริ่มต้นด้วยพลังด้านบวกโดยไม่รู้แน่ชัดว่าผลจะปรากฏออกมาเมื่อไร และอย่างไร เนื่องจากท่านเข้าใจในกลไกแห่งกรรม และตระหนักรู้ว่ามันจะให้ผลในทางที่ดี ไม่ช้าก็เร็ว อย่างไรก็ดีท่านไม่ยึดติดกับผลที่ตามมาอย่างเฉพาะเจาะจง เพราะฉนั้นจึงไม่มีความมุ่งหวังเป็นพิเศษ

ขอเพียงเราเน้นที่ภาระกิจแห่งศรัทธาเหล่านี้คือ แค่รู้ว่าดินในสวนมีความอุดมสมบูรณ์ มีความศรัทธาในเมตตาที่เป็นมูลฐานแห่งจักรวาล เต๋าบำรุงเลี้ยงและปกป้องเรา โดยนัยที่แท้จริงแล้วโลกปราถนาให้เราประสบความสำเร็จ

สิ่งเดียวที่จำเป็นคือ กล้าที่จะรับผิดชอบ และเริ่มเดินเครื่องสูบน้ำ .......เชื่อเถอะ, มันใช้ได้ !

โดย ภ.ก.เกรียงไกร  เจริญโท