ท่านเคยพบไหมว่า ในบางครั้งไม่สามารถปล่อยเรื่องราวในอดีตให้ผ่านพ้นไป หรือไม่สามารถยุติความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตลงได้? เมื่อไรที่รู้สึกเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะนึกถึงนิทานเซนที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง :

วันหนึ่ง ขณะกำลังเดินผ่านป่ารกชัฏ ชายคนหนึ่งได้พบเข้ากับเสือที่ดุร้ายตัวหนึ่ง เขาออกวิ่งสุดชีวิต โดยมีเสือไล่ตามมา

ชายคนนั้นวิ่งมาจนสุดขอบหน้าผา และเสือไล่มาเกือบจะทัน เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงจับเถาวัลย์เส้นหนึ่งไว้แน่นด้วยมือทั้งสอง แล้วไต่ลงไป

เมื่อไต่ลงไปได้ครึ่งทาง เขาได้แหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นเสือตัวนั้นยืนแยกเขี้ยวอยู่ข้างบน ครั้นก้มดูข้างล่างก็เห็นเสืออีกตัวหนึ่งคอยเขาอยู่ และกำลังส่งเสียงคำราม เขาถูกดักไว้ทั้งสองด้าน

หนูสองตัว ตัวหนึ่งสีขาวอีกตัวสีดำได้ปรากฏขึ้นที่เถาวัลย์เหนือศีรษะเขาขึ้นไป พวกมันกำลังแทะเถาวัลย์ที่เขาโหนตัวอยู่ ราวกับว่าไม่สนใจเขาเลย

เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้มันแทะต่อไป จะต้องถึงจุดหนึ่งที่เถาวัลย์ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเขาได้ มันจะต้องขาดและเขาจะต้องตกลงไป พยายามส่งเสียงไล่ แต่มันไม่ยอมไป

ในทันใดนั้น เขาสังเกตุเห็นสตรอเบอรีต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่ผนังหน้าผาไม่ห่างจากตัวเขานัก ลูกของมันอวบใหญ่และสุกแล้ว เขาโหนเถาวัลย์ไว้ด้วยมือข้างเดียว แล้วเอื้อมอีกมือไปเด็ดมันออกมา

ขณะที่มีเสืออยู่ทั้งข้างบนและข้างล่าง อีกทั้งหนูสองตัวกำลังแทะเถาวัลย์ที่เขาเกาะอยู่ ชายผู้นั้นได้ลิ้มรสสตรอเบอรี และพบว่ารสชาติของมันหอมหวานยิ่งนัก

นิทานเรื่องนี้เป็นทั้งหมดที่เกี่ยวกับขณะมีชีวิต ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยอันตราย ชายผู้นั้นก็ไม่ยอมให้อันตรายที่ยังไม่เป็นจริงทำให้เขาอ่อนเปลี้ย เขาสามารถฉวยโอกาสที่มีเพียงชั่วครู่สร้างความเพลิดเพลินได้

ในนิทานเต็มไปด้วยคำอุปมา ส่วนประกอบที่สำคัญทั้งหมดในนิทานเป็นตัวแทนที่มีความหมายลึกซึ้ง

เบื้องบนหน้าผาเป็นตัวแทนของอดีต เป็นที่ที่ชายคนนั้นได้อยู่มาแล้วและจากมา อาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางแห่งกาลเวลาส่วนบุคคล หมายถึงประสบการณ์และความทรงจำทั้งหมดจากการดำเนินชีวิตในอดีต

การไต่เถาวัลย์ย้อนกลับขึ้นไปบนหน้าผา คือการหวนระลึกถึงอดีต

เสือที่อยู่บนหน้าผา เป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นอันตรายแห่งการดำรงชีวิตในอดีตซึ่งมีมากมายเหลือเกิน ถ้าเราทำร้ายตัวเองอยู่เสมอเพื่อไม่ให้กระทำบางสิ่งรวมทั้งสิ่งที่ควรกระทำ หรือถ้าเราหมกมุ่นอยู่กับความเสียใจและความละอายใจต่อความผิดพลาดที่ได้กระทำไว้ นั่นคือเสือได้ทำให้เราบาดเจ็บด้วยเขี้ยวอันแหลมคมของมันเข้าแล้ว ถ้าเราไม่สามารถปล่อยวางประสบการณ์ด้านลบจากในอดีตซึ่งทำให้เราขวยเขินและหวาดกลัว หรือถ้าเรารู้สึกเหมือนเป็นผู้เคราะห์ร้ายเพราะเคยได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ หรือมีเบื้องหลังที่ไม่ดี นั่นคือเสือได้ทิ้งรอยกัดอันเจ็บปวดไว้ให้เรา

นอกจากนั้น เสือยังเป็นตัวแทนของความเป็นไปไม่ได้ในการที่จะย้อนกลับไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง บางครั้งเราปราถนาจะย้อนเวลากลับไปทำอะไรบางอย่างอีกสักครั้ง บางครั้งเรานึกถึงว่าเราน่าจะทำได้อย่างดีเลิศ ก็ต่อเมื่อโอกาสอันเหมาะสมได้ผ่านไปนานแล้ว บางครั้งเรานึกถึงการกระทำบางอย่างที่ทำให้คนที่เรารักต้องเสียใจ แต่มันย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้เสียแล้ว เพราะว่าเส้นทางแห่งกาลเวลาเป็นถนนที่เดินทางเดียว---เจ้าเสือที่น่าหวาดหวั่นตัวนั้นมันขวางทางอยู่ จะผ่านไปได้อย่างไร? มีแต่ตายลูกเดียว!

ด้านล่างของหน้าผาเป็นตัวแทนของอนาคต มันเป็นเมืองที่ไม่มีใครค้นพบ เป็นบทที่ยังไม่ได้เขียน อนาคตบรรจุไว้ด้วยความเพ้อฝันและความหวาดกลัว, ความปราถนา, ความผิดหวัง, ชัยชนะที่แอบแฝงและความพ่ายแพ้ที่เป็นไปได้, มันเป็นความลึกล้ำ มันเป็นอาณาจักรแห่งความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้

การไต่เถาวัลย์ลงไป ใกล้จะถึงพื้นล่างของหน้าผามากขึ้น คือการมองการณ์ไกล มุ่งหวัง และคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต

เสือที่อยู่ด้านล่างของหน้าผาเป็นตัวแทนของอันตรายอันเกิดจากการที่กังวลมากเกินไปในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้สูญเสียความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ หรือในการคงความสันติของจิตใจ

คนเราส่วนมากล้วนเคยมีประสบการณ์ในความวิตกกังวลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเกี่ยวกับการดำเนินการที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่นการแสดงปาถกถา หรือการสัมภาษณ์งาน เราคิดไปถึงทุกๆสิ่งกลัวว่าจะล้มเหลว ไม่สามารถนอนหลับให้สนิทได้ เนื่องจากวิตกกังวลเกี่ยวกับวันต่อไป

ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเหตุการณ์นั้นได้มาเยี่ยมเยียน? การที่เราไม่สามารถผ่อนคลายได้จะตัดเราออกจากคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการสร้างสรรค์ของเต๋า เราจึงไม่สามารถทำได้ดีที่สุดของเรา ไม่สามารถนำพลังงานที่เกี่ยวกับประสาทไปทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ นอกจากนั้นยังจะกลายเป็นคนที่มีความตึงเครียดและกดดัน เราได้ไต่เถาวัลย์ลงมาต่ำเกินไป และอยู่ใกล้เสือเกินไป จึงทำให้เกิดอันตราย

เสือที่อยู่เบื้องล่าง เป็นตัวแทนของวาระสุดท้ายแห่งความตายในที่สุด ความตายรอคอยพวกเราทุกคนอยู่ในอนาคตอย่างอดทน มันรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของมัน เมื่อเสือคำรามใส่ เราจะรู้สึกได้ถึงกระแสลมที่เย็นยะเยือกของความตาย

ตำแหน่งของชายคนนั้นที่อยู่ระหว่างเสือสองตัว เป็นตัวแทนของปัจจุบัน จงสังเกตุดูว่าเขาถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ในทำนองเดียวกันกับที่เราดำรงชีวิตเคว้งคว้างอยู่ระหว่าอดีตและอนาคต

สิ่งที่เราเรียกว่า “ขณะนี้” หรือ “ปัจจุบัน”นั้นเป็นความหมายที่ยากจะจำกัดความ เพราะว่าในทันทีที่ท่านชี้บอกออกไปว่า “ขณะนี้” มันได้เลื่อนผ่านนิ้วมือของท่านไปเสียแล้ว และไม่มี “ปัจจุบัน” อยู่ที่ตรงนั้นแล้ว ไม่ว่าท่านจะใช้ความพยายามสักแค่ไหนก็ไม่สามารถผูกมัดมันได้

“ปัจจุบัน” ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ เช่นเดียวกับเต๋า ไม่ว่าจะจับเวลาด้วยเครื่องมือที่มีความแม่นยำขนาดไหนก็ไม่สามารถจับสิ่งที่มีอำนาจลึกลับแห่งปัจจุบันได้

ถึงแม้ว่า “ปัจจุบัน” จะอยู่เหนือเงื้อมมือของเรา แต่ข้อความที่ดูเหมือนขัดแย้งกันของการดำรงอยู่กล่าวว่า “ปัจจุบันคือสิ่งที่มีอยู่แน่ๆ” ซึ่งที่จริงแล้วมันคือทั้งหมดที่เรามีอยู่ เพราะว่าท่านไม่สามารถมีอดีตหรืออนาคต อดีตได้ผ่านไปแล้วโดยไม่อาจทำให้กลับคืนได้ดังเดิม อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ส่วนปัจจุบันอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว มันเป็นของท่านอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข ไม่มีใครสามารถช่วงชิงไปจากท่านได้ ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจว่าจะใช้มันอย่างไร

เถาวัลย์ เป็นตัวแทนของชีวิตในโลกแห่งวัตถุ ในขณะที่ชายผู้นั้นจับเถาวัลย์แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง เหมือนเรายึดติดกับชีวิตทางกายอย่างดื้อรั้น สัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอดของเราบังคับให้ทำเช่นนั้นเพื่อชีวิตที่หวงแหน เราจะดิ้นรนไม่ยอมปล่อยมันไป

การไต่เถาวัลย์ลงมา เป็นการกระทำที่ไม่มีทางเลือก ชายผู้นั้นถูกเสือไล่ล่า เมื่อไม่มีทางเลือกจึงต้องไต่ลงมา เช่นเดียวกับเมื่อเราเกิดมาในโลกนี้แล้ว เราไม่มีทางเลือก นอกจากดำรงชีวิตให้รอดจากชั่วขณะหนึ่งไปยังชั่วขณะต่อไป ดังนั้นเถาวัลย์อาจเปรียบเสมือนเป็นปัจจัยประกอบที่สำคัญของสังสารวัฏฏ อันเป็นวงจรของการเกิดและตาย

หนูสองตัว เป็นตัวแทนของการเดินทางแห่งกาลเวลา หนูสีขาวเป็นสัญญลักษณ์ของกลางวัน หนูสีดำเป็นสัญญลักษณ์ของกลางคืน

เมื่อหนูแทะเถาวัลย์ทำให้สึกกร่อนลงเรื่อยๆ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าวงจรของวันและคืนได้นำเราเข้าไปใกล้ความตายทีละน้อยทีละน้อย เมื่อเถาวัลย์ขาด ชายผู้นั้นตกดิ่งลงสู่ความตายอย่างแน่นอน ในทำนองเดียวกัน เมื่อจำนวนวันและคืนได้ผ่านพ้นไปมากพอ ชีวิตร่างกายที่เรายึดมั่นอยู่ก็จะแตกดับ มันเป็นวาระสุดท้ายของความตาย เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวนั้น

ขณะที่ชายคนนั้นพยายามส่งเสียงไล่หนู เราก็พยายามหน่วงเหนี่ยวความชรา และป้องกันรักษาโรคอย่างจนตรอก

แต่หนูก็ไม่ยอมไป นั่นคือกาลเวลาไม่เคยคอยใคร ต่อให้พยายามอย่างไรก็ไม่เป็นผล เพราะว่าเวลาในแบบแปลนแห่งความตายของเราได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

ผลสตรอเบอรี เป็นตัวแทนของความงาม ความสุข กำลังกาย และความมีชีวิตชีวาที่มีอยู่ในขณะปัจจุบัน มันอยู่ที่นั่นเสมอ สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตลอดเวลา สำหรับผู้ที่มีความสามารถเข้าใจมันและมีประสบการณ์กับมัน

การเด็ดผลสตรอเบอรี คือการฉวยโอกาสในชั่วขณะ เมื่อท่านทำเช่นนั้น ท่านกำลังใส่ใจในปัจจุบัน จงเอาใจใส่โดยตรงต่อการไหลที่เคลื่อนผ่านท่าน และเลือกที่จะแช่ลงไปอย่างเต็มตัวในแม่น้ำแห่งความเป็นนิรันดร์ เสียแต่บัดนี้

การลิ้มรสผลสตรอเบอรี คือการเพลิดเพลินอย่างเต็มที่กับรสชาติของความเป็นจริง เมื่อได้ทำเช่นนั้นท่านจะเริ่มพอใจกับความมหัศจรรย์ของการดำรงอยู่ และสังเกตุเห็นความงดงามซึ่งมีให้เห็นอยู่เสมอไม่ว่าท่านจะมองไปที่ไหน นี่เป็นการเติมเต็มหัวใจของท่านด้วยความเบิกบานใจและความรู้สึกขอบคุณ

การเด็ดและลิ้มรสสตรอเบอรีอาจพูดง่ายแต่ทำยาก ตลอดเวลาคนส่วนมากมักมีปัญหาในการเข้าสู่สภาวะที่มีจิตใจจดจ่ออย่างทรงพลังเพื่อยอมให้เราได้ฉวยโอกาสเพียงชั่วขณะและได้ลิ้มรสความเป็นจริง เนื่องจากมีอุปสรรคหลายชนิดเข้ามาขัดขวาง

อุปสรรคชนิดที่หนึ่ง คือการขาดความรู้ตัว อุปสรรคชนิดนี้ผู้บ่มเพาะเต๋าสามารถเอาชนะได้ ผู้คนส่วนมากดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันด้วยการติดหล่มอยู่กับอดีต หรือวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต โดยไม่รู้ตัวว่าขุมทรัพย์แห่งปัจจุบันนั้นอยู่ที่พวกเขาแล้ว ในนิทานเรื่องนี้ ถ้าชายผู้นั้นมัวยุ่งอยู่กับการมองขึ้นมองลง เขาคงไม่ได้สังเกตุเห็นผลไม้หวานฉ่ำที่อยู่ใกล้ๆตัว

อุปสรรค์ชนิดที่สองนี้ยากกว่า และเรามักพบเป็นประจำ ลองพิจารณาดูจากนิทานเมื่อชายคนนั้นพบผลสตรอเบอรี แต่ถ้าขณะนั้นเขากังวลเกี่ยวกับเสือตัวที่อยู่ข้างบนและกลัวเสือตัวที่อยู่ข้างล่างมากเกินไป เขาจะไม่นึกอยากกินอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้จะรู้ว่าผลสตรอเบอรีอยู่ตรงไหน ก็ไม่สนใจแม้แต่จะเอื้อมมือไป

บางคนเมื่อเผชิญกับอุปสรรคเช่นนี้อาจกล่าวว่า “การเข้าใจคำอุปมาในนิทานเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่มันต่างจากการนำความเข้าใจไปใช้ปฏิบัติจริง ขณะนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าควรมีจุดมุ่งหมายอย่างไรในขณะมีชีวิต แต่นั่นแหละ ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ?”

ในนิทานได้ให้ร่องรอยเอาไว้แล้ว เมื่อชายคนนั้นได้เห็นผลสตรอเบอรี เขายึดเถาวัลย์เอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว อีกมือหนึ่งเอื้อมออกไป การกระทำเช่นนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญสองประการคือ ปล่อยออก และ เอื้อมออกไป

ชายคนนั้นจะไม่สามารถปลิดผลสตรอเบอรีได้เลย ถ้าเขายืนกรานที่จะยึดเถาวัลย์ด้วยมือทั้งสองข้าง ทั้งหมดที่ทำได้ก็แค่เบิ่งตามองเท่านั้น เพื่อที่จะได้รับรางวัลเขาจำเป็นต้องคลายมือข้างหนึ่ง แล้วปล่อยมันออกจากเถาวัลย์

ในการดำเนินชีวิตก็เช่นเดียวกัน เถาวัลย์เป็นตัวแทนของการดำรงอยู่ทางกายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ การยึดเถาวัลย์แน่นก็เหมือนกับการยึดมั่นถือมั่นในการเกี่ยวข้องกับวัตถุ ด้วยการยึดมั่นเช่นนั้นท่านจึงไม่สามารถปล่อยมันไปได้ นี่เป็นวิธีป้องกันมิให้ท่านมีความเบิกบานกับปัจจุบันที่ได้ผลแน่นอน

มันฟังดูง่ายๆเมื่อพูดเช่นนี้ แต่ลองนึกถึงผู้คนที่ท่านรู้จัก เขาจะเพ่งความสนใจอยู่แต่การหาเงินและการเก็บเงิน จนไม่มีเวลาให้ความเบิกบานกับชีวิต ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถผ่อนคลายได้ในเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจทำ ตัวอย่างเช่นในวันที่หยุดงาน พวกเขาก็ไม่สามารถหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงานได้ ตามภาษาในนิทานของเราเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า พวกเกาะตายคาเถาวัลย์

ส่วนสำคัญอีกประการที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือการเอื้อมมือออกไป การที่อยู่อย่างสบายก็อาจถือว่าเป็นความสบาย แต่ไม่ได้รับอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะได้รับผลสตรอเบอรีท่านจำเป็นต้องลองทำสิ่งที่นอกเหนือความคุ้นเคย เป็นการทดสอบเพื่อรางวัลที่เห็นอยู่ว่าไม่ไกลเกินเอื้อม

เต๋าปรากฏตัวของมันให้เห็นในการดำรงชีวิต และลักษณะสำคัญของการดำรงชีวิตก็คือการเจริญเติบโต ชีวิตกำลังสำรวจอาณาจักรใหม่ๆอยู่เสมอ กำลังฉกฉวยโอกาส และกำลังบรรลุผลสำเร็จอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าเราทำเช่นเดียวกันจะพบในไม่ช้าว่าชีวิตสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เราจะพบว่าการดำรงชีวิตในปัจจุบันนั้นง่ายดายและเบิกบาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อมีความทุกข์จงดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่และสนใจกับชั่วขณะนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้:

  • อะไรคือสิ่งที่ข้าพเจ้ายึดติด? มีอะไรบ้างที่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้? การยึดติดอะไรบ้างที่ข้าพเจ้ากำลังปราถนาจะปลดปล่อยเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด?

  • ข้าพเจ้ากำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่หรือ? พบผู้คนใหม่ๆ? ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน? มีสิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินอะไรบ้างที่ข้าพเจ้าสามารถศึกษาได้? มีสิ่งที่น่าสนใจให้ข้าพเจ้ารับมือบ้างใหม?

คำตอบของท่านจะชี้ทางให้ท่านดำเนินตาม จงวางแผนไปตามนั้น

ขณะที่ท่านปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้ เพื่อดำรงชีวิตด้วยการให้ความสนใจกับชั่วขณะนั้น จะพบว่ามันแสนง่ายที่จะยุติการหมกมุ่นอยู่กับอดีตหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต เมื่อท่านเบิกบานอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ จะพบว่าความทรงจำที่ทำให้ไม่พอใจหรือแม้กระทั่งทำให้เจ็บปวดจะไม่มีผลกับท่านอีกต่อไป ความเป็นกังวลหรือแม้แต่ความหวาดกลัวเกี่ยวกับเรื่องในอนาคตก็หมดไปด้วย

ท่านจะพบว่าปัจจุบันนั้นเป็นของขวัญที่มหัศจรรย์อย่างแท้จริง มันเป็นของขวัญอันน่าพิศวงที่บรรจุไว้ด้วยความสงบ ความพอใจ กำลังความสามารถ และความกระปรี้กระเปร่า มันเป็นกล่องที่เต็มไปด้วยสตรอเบอรีอันเลิศรส

คุณเริ่มที่จะตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ต้องการเท่านั้นจึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับดั่งเช่นของขวัญอันเป็นสิ่งที่ท่านต้องยอมรับมันและพอใจกับมัน ท่านอาจสงสัยว่ามีผู้ที่ไม่สามารถต้อนรับมันด้วยหรือ บางคนถึงขนาดไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามันเป็นการมอบให้พวกเขา พวกเขาไม่รู้ว่ามันเป็นสิทธิ์ที่มีมาแต่กำเนิดของพวกเขา อีกทั้งไม่เข้าใจคุณค่าที่เหลือเชื่อของมัน

จงเก็บรวบรวมความคิดของท่านกลับเข้าไปไว้ในตัวของท่านเอง มันได้เวลาเปิดกล่องของขวัญของท่านแล้ว

โดย ภ.ก.เกรียงไกร  เจริญโท