สมานมิตร สมานฉันท์ พันธมิตร กับมิตรพันธะ

   กระบวนการเรียนรู้เชิงระบาดวิทยา ที่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักจัดการสุขภาพทุกท่านต้องมีทักษะ พื้นฐานสามารถมองภาพกระบวนการค้นหาที่มาของการเกิดทุกข์(โรคา)ได้ทันที   สามารถที่จะประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆได้อย่างผสมผสาน  เพื่อสรุปที่มาของการเกิดทุกข์(โรคา)เหล่านั้นให้ปรากฏชัดเจน แล้ววันนี้(วันที่เขียน)เป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนา ที่มีหลักอริยสัจ 4  มีคำว่าทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค   พอนำหลักการเหล่านี้มาคิด  ทำให้มองภาพแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่โดยแท้จริงแล้วก็มีหลักคิดที่คล้ายกัน เป็นเรื่องจริงๆ ที่ปฎิบัติจริง ก็จะพบกับความจริง ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด เพราะหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดให้มาก คิดง่ายๆ ปฏิบัติง่ายๆ มีกระบวนการปรับตนเองให้รู้จัก เป็นคนมีเหตุผล รู้จักพอประมาณ การสร้างภูมิต้านทานให้แก่ตัวเองในการดำรงชีพ โดยเสริมพลังชีวิตด้วยการมีศีล เข้าใจธรรมะ มีจริยธรรมและคุณธรรมประจำใจ  แล้วมันเกี่ยวพันอะไรกับเครือข่ายเครือญาติละ  

      ก่อนที่จะเชื่อมโยงไปที่เครือข่ายเครือญาติ  ก็ขอทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแบบคนบ้านๆสักเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าใจกันได้ง่ายๆขึ้น  เอาแบบคนบ้านๆ ที่มีอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก

      ณวันนี้ ความจริงของคนที่ขี่รถมอร์เตอร์ไซด์ ขี่รถยนต์อยู่บนถนน (สมัยก่อนใช้คำว่าคนเดินถนนแต่เด๋ยวนี้ไม่ใช่)   หลายๆท่านที่เรามองว่าเขามีรายได้จากผลผลิตค่อนข้างดี เพราะราคาปาล์มน้ำมัน ราคายางพารา ถือว่าดีทีเดียว ละครับ  แต่เมื่อเจาะลึกจริงๆ การพูดคำว่าจนนั้นเริ่มจะพูดประนามตัวเองน้อยลง  แต่กลับมาใช้คำว่าได้เท่าไรก็ไม่พอกับรายจ่าย

      ทุกสิ่งมันกลายเป็นความจำเป็นทุกอย่างไปเสียแล้ว  ก่อนหน้านี้เราจะต้องมีสิ่งที่เขามีให้ได้ มีรถมอร์เตอร์ไซด์ ก็ต้องมีรถยนต์ บ้านเล็กไปหน่อยต้องทำใหม่ให้ใหญ่ขึ้น ลูกๆเรียนหนังสือไกล้บ้านกลัวไม่ทันผู้อื่น ต้องให้เหมือนเพื่อนเขาต้องส่งไปเรียนในตัวเมือง อ้าวค่าอาหารลูกไปโรงเรียนรายวัน ค่าเทอม   พอหันมาในบ้านค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์บ้าน มือถือ  อ้าวงานในสวนทำไม่ไหวแล้วต้องมีลูกจ้างกรีดยาง งานแต่ง งานบวช งานกฐิน ผ้าป่า  ไอ้ย่า เขาค้นหาผู้ป่วยความดัน เบาหวาน ดันมีความดันอีก หมอนัดให้เอายาเป็นประจำ  กลายเป็นรายจ่ายเพิ่มพิเศษเข้าไปอีก

    ความเป็นคนมีเหตุผล ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของเศรษฐกิจพอเพียง หากเราปฏิบัติตรงนี้ไม่ได้ เราก้ไม่สามารถผ่านด่านเข้าไปสู่ความพอประมาณได้เลย  ดังนั้นวิธีเก็บข้อมูลรายรับรายจ่าย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยเก็บติดต่อกันสัก 3 เดือนเพื่อสามารถนำมาเฉลี่ยเป็นรายเดือนก็ยังดี เมื่อเริ่มเก็บก็จะเริ่มเกิดพื้นฐานการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของคนในครอบครัว ทันที

   ความพอประมาณก็จะเกิดตามขึ้นมาคือสามารถที่จะรู้ว่า สิ่งใหนที่เป็นรายจ่ายลดได้สิ่งใหนจำเป็นจริงๆ ลดไม่ได้ และความมีเหตุผลก็จะเชื่อมโยงไปที่การเพิ่มรายได้ ของครอบครัว ซึ่งปัจจัยหลักที่แต่ละครอบครัวต้องการก็คือการมีการออมทรัพย์  ภายใต้หลักเหตุผลนั้นเราจะเห็นว่า การเพิ่มรายได้นั้น เราจะเคลื่อนไหว หรือคิดอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องคิดกันในครอบครัว และหากต้องการให้มีรายได้เคลื่อนไหวจริงจังนั้น ต้องมีการแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนแรกก็คือแลกเปลี่ยนความคิด ระหว่างคนในชุมชนที่มีแนวคิดแนวทางปฏิบัติคล้ายกัน หรือไปในทิศทางเดียวกัน การแลกเปลี่ยนความคิดก็คือการเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมมือกันทำในสิ่งที่ตั้งใจจะทำด้วยความคิดเหมือนกัน เช่นต้องการปลูกต้นไม้ใช้สอยไว้ขายต้น ในอีก6 - 7 ปีข้างหน้า  การเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ การเลี้ยงผึ้งโพรง การเลี้ยงปลาไว้กิน เมื่อสิ่งที่เรามีไว้กิน เหลือกินก็แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ซื้อไปกินบ้าง  การมีกิจกรรม ก่อให้เกิดสมาธิ ที่ดีขึ้น การร่วมคิดร่วมทำ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดปัญญา และปัญญาคือภูมิต้านทาน ในการดำรงชีพ และผู้มีปัญญา ก็จะคำนึงถึงศีลธรรม     พุทธศาสนา ให้เราได้ไปวัด กันเดือนละ 4 วันคือ  8 ค่ำ กับ 15 ค่ำ ทั้งขึ้นทั้งแรม  ไปวัดเพื่อ รำลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทำบุญถวายปัจจัยเล็กๆน้อยๆตามอัทธยาศัย รับศีล 5 หรือศีล 8 ทำสมาธิ ให้ใจสงบ ก็จะเพิ่มปัญญาบารมี และสิ่งที่ตามมาก็คือความมีจริยธรรมและคุณธรรม ซึ่งก็จะเป็นต้นแบบให้คนรุ่นถัดไปปฏิบัติเป็นแบบอย่างรุ่นต่อรุ่น 

        โอ้โฮ อารัมภบท เสียยาวนาน เครือข่ายเครือญาติ จะเกี่ยวกันฉันใด วันนี้ชักง่วงละซิ ค่อยต่อวันหลังครับผม