ห้วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ความเจริญ(วัตถุ)"วิ่ง"เข้ามาหา"เมืองปาย"อย่างรวดเร็ว แบบไม่ต้องได้ตั้งตัว จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่รักความสงบ รักธรรมชาติ ไม่กี่คนที่เข้ามาหลวงไหลไอและกลิ่นของ"เมืองปาย" มันช่างเหมือนเหยื่ออันโอชะของฉลามร้ายยามที่มันได้กลิ่นคาวเลือดในทะเล นายทุนท้องถิ่น นักธุรกิจต่างถิ่น โผทะยานเข้ามาที่ปาย บ้างเข้ามาเพื่อพัฒนาความเจริญให้ไปพร้อมกับวัฒนธรรมและธรรมชาติอันสวยงาน แต่ส่วนใหญ่กลับเห็นว่า"เมืองปาย"เป็นเพียงเหยื่ออันโอชะเท่านั้น รุมทึ้ง รุมแทะ ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมเริ่มเสื่อมลงไปอย่างเห็นได้ชัด

สอง-สามปีที่ผ่านมายิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะกระแสการท่องเที่ยวที่บูมกันอย่างหนักตามกระแสเงินทุนที่ทุ่มลงมา ป่าไม้หายไปอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกลับมีวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีเข้ามา "เรกเก้" การแต่งกายพื้นเมืองท้องถิ่นหายไปลีซอ มูเซอ กะเหรี่ยงที่เคยแต่งด้วยชุดประจำเผ่าของเขาหายไปไม่น้อยเหลือไว้แต่งในงานประเพณีเท่านั้น หรือไม่ก็งานที่ถูกจ้าง ถูกใช้ ให้มาแสดงให้นักท่องเที่ยวชม

วัฒนธรรมท้องถิ่ถูกรวบมาแสดงในเทศกาลท่องเที่ยวที่มีการโปรโมทกันอย่างหนัก มีการแสดงแทบทุกอย่างซึ่งผมถือว่าป็นการนำเอาวัฒนธรรม"มาขายกิน" ในขณะที่ประเพณีที่แท้จริง ในเทศกาลที่แท้กลับถูกละเลย

ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่เจ้าของกิจการการท่องเที่ยวต่างเฝ้าคอยความหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน นี่ก็เลยกลางปีมาแล้ว นักท่องเที่ยวก็ยังซบเซาอย่างเห็นได้ชัด พ่อค้า แม่ค้า เจ้าของห้องพักได้แต่ตั้งตารอ โดยเฉพาะธุรกิจเล็ก ๆ ราคาถูกที่สมัยก่อนเคยมีลูกค้าไม่ขาดสายปีนี้หายไปไหน ?

ต่างกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ที่เขามีระบบ มีการทำการตลาด ขายตรงต่างประเทศหรือเมืองใหญ่ ๆเขาไม่เดือดร้อน เพราะของเขาเข้าระบบไปแล้ว การลงทุนจึงไม่มีความเสี่ยงใด ๆ แต่ของเค้าแทบจะเรียกว่าบริการครบวงจรแล้วครับ ที่พัก อาหารการกินอยู่ในนั้น ดังนั้นจึงมาปายแบบที่แทบไม้ต้องจ่ายตังค์ให้คนปายเลย

ความเจริญที่เข้ามาที่ปาย ผมจึงอยากมองว่าเป็นธุรกิจและความเจริญที่ไม่ได้เลี้ยงปาย แต่อาจทำให้"เมืองปาย"นี้ตายต่างหาก !!