"ใน ๑๐๐ คน จักมีคนกล้าสัก  ๑ คน

            ใน ๑,๐๐๐ คน จักมีนักปราชญ์สัก  ๑ คน

          ใน ๑๐๐,๐๐๐ คน จักมีคนพูดจริงสัก ๑ คน

   ส่วนคนทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่ "

บทที่พระสวดในงานศพเพื่อใช้เตือนสติข้างต้นนี้ มีนัยอธิบายภาวะทางการเมือง อันเกิดมาจากการลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี มีสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า การรบครั้งที่ ๒ของพันธมิตรในครั้งนี้ มีแนวร่วมหายหน้าหายตาไปอย่างผิดปกติ แต่ถ้าได้พิจารณาตามบทแรกที่ว่า..ใน ๑๐๐ คนจะมีคนกล้า ๑ คน ก็จะเห็นว่าไม่แปลก เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ยากยิ่งกว่า ไม่ใช่สู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตรงๆแต่เป็นการสู้กับเงาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ยังมีฤทธิ์ มีอำนาจรัฐ พร้อมที่จะจัดการกับมันผู้ใดก็ได้ที่บังอาจขวางทาง และยังเชือดทั้งไก่ทั้งพญาอินทรีให้ลิงดูเป็นระยะๆ ไม่ว่าอดีต ผบ.ตร.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส อดีตอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ(ดีเอสไอ)

สุนัย มโนมัยอุดม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์เหล่านี้โดนกลั่นแกล้งด้วยข้อหาสารพัดที่จะยกเมฆมาได้

    การเล่นงานข้าราชการระดับบิ๊กๆ คนแล้วคนเล่า ทำให้ใครๆตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว แม้จะมีใครหาญกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะเห็นอยู่ว่าโจรได้เตรียมไฟเตรียมน้ำมันจะเผาบ้านเรือนอยู่แล้ว ฝ่ายเป็นกลาง(และกลัว)ก็จะรีบมาห้ามไม่ให้ทะเลาะกัน เดี๋ยวบ้านเมืองจะวุ่นวาย ในสถานการณ์ที่วิกฤติคับขัน จึงมีตำนานที่สร้างทั้ง วีรบุรุษ(คนกล้า)โมฆบุรุษ(คนกลัว)และเวรบุรุษ (คนโกง)
                                                         

    การต่อสู้ของประชาชนด้วยจิตด้วยใจ แทบจะสู้ด้วย ๒ มือแบ คงมีแต่หัวใจที่แกร่งกล้าที่รักชาติ-ศาสน์ -กษัตริย์ แล้วพากันออกมาต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ควบคุมสื่ออยู่ในมือ มีทั้งอำนาจมืด อำนาจสว่าง มีทั้งกุ๊ย-อันธพาล ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ พร้อมที่จะใช้สารพัดวิชามารเล่นงานกลั่นแกล้ง และออกข่าวบิดเบือนให้สังคมเกิดความเกลียดชังกับผู้ที่กล้าออกมาชุมนุม กล้าจะทนฝ่าเปลวแดดที่แผดเผา กล้าทนหนาวกับสายฝนที่กระหน่ำลงมาไม่รู้กี่ห่า ต้องกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะที่คนเรือนหมื่นต้องเข้าแถวยาวยืนรอกันอย่างทุกข์ทน มีพื้นถนนคอนกรีตเป็นทั้งที่นอนและเครื่องหล่อหลอมจิตวิญญาณให้เป็นนักต่อสู้และสู้ต่อนานนับๆเดือนๆ
                                                         

    การเคลื่อนพลนับแสนคนแต่ละครั้ง สร้างความระทึก และหวาดหวั่นใจให้แก่ผู้คนที่เฝ้าติดตามไปทั่วแผ่นดิน จุดแตกหักที่น่ากลัวที่สุด แต่กลับเป็นว่า การเผชิญหน้าของผู้คนเรือนแสนกลับอบอุ่น-สบม.(สบายมาก) ด้วยจิตใจที่กล้าหาญอย่างยิ่ง "กล้าที่จะไม่ใช้อาวุธ-ไม่ใช้ความรุนแรง-ไม่(พยายาม)ใช้แม้แต่คำพูดที่หยาบคาย จึงเป็น "สังคมสงคราม" ที่น่าชื่นชมยินดี ที่ใครได้สู้แล้วสบาย สู้กันจนตายจาก..ความชั่วร้ายที่มีอยู่ในตนและแผ่นดินไทย และสู้กันด้วยความภาคภูมิใจที่ได้..มาทำหน้าที่..ใช้หนี้แผ่นดิน..และทำบุญใหญ่ ก่อนที่จะได้ตายอย่างตาหลับ เพราะได้ลุกขึ้นมาสู้และเสียสละให้แก่แผ่นดิน ซึ่งเป็นการทำบุญที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ อันเป็นกรรมที่หาบุคคลในโลกนี้ทำได้ยากนักแลจนพระต้องเอามาใช้สวดและถามว่าจะหาบุคคลเช่นนี้มีหรือไม่?..เจริญธรรม..

                 
                       
                                 
          @_@..  ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนจงมีแด่มวลมนุษยชาติ..@_@