ผู้คนคลาคล่ำ แต่ขอบอกว่าสะอาดมาก เขาไม่มีการทิ้งขยะเรี่ยราด เขาให้ความเคารพ นอบน้อมอย่างจริงจัง ขึ้นไปถึงก็มีอาการสงบ พากันจุดธูปเทียนบูชา เดินชมทิวทัศน์ แล้วนั่งสมาธิกัน นี่คือความแตกต่างจากการไปวัดของคนไทยส่วนใหญ่

ในโอกาสที่จะถึงเทศกาลงานบุญ “เข้าพรรษา” ท่านสมาชิกบล็อกหลายท่านได้ช่วยกันนำหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฝาก มาย้ำเตือน ให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติ สืบทอดหลักธรรมเพื่อยังความศานติสุขให้บังเกิดแก่ตนและชาวโลก ทำให้ผู้เขียนรำลึกถึงความประทับใจหลายประการคราเยือนพม่า ที่ได้เห็นชาวพม่าเป็นผู้ใฝ่ธรรม มีความเคารพนบนอบต่อพระรัตนตรัยอย่างยิ่งชนิดที่คนไทยไปเห็นแล้วต้องให้ความเคารพในความเชื่อมั่นศรัทธาของเขา รวมทั้งทึ่งในความอุดมสมบูรณ์ของประเทศนี้

สองปีมาแล้วที่ได้ไปเยือนพม่า หรือ เมียนมาร์ เป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นเพื่อนบ้านรั้วบ้านติดกันแท้ๆ แต่กว่าจะได้ไปสัมผัสดินแดนและชีวิตผู้คนก็นานเหลือเกินโชคดีที่ได้เดินทางไปกับชมรมท่องอุษาคเนย์ มีผู้รู้อย่างคุณธีรภาพ โลหิตกุล และ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ร่วมให้ความรู้และข้อมูลที่มากกว่าแค่การนำเที่ยวบันเทิง

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้นำภาพและเรื่องประทับใจบางส่วนมาฝากกัน จากการท่องอิระวดีแดนทอง ย่างกุ้ง-พระธาตุอินทร์แขวน-หงสาวดี-พุกาม-มัณฑะเลย์-อินเล(ไม่เน้นเล่าประวัติศาสตร์ค่ะ)

 

·         การเดินทางไปย่างกุ้งสะดวกมาก เพราะ สายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ พาบินราวชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว ในใจทุกคนมุ่งถึงการได้ไปนมัสการ มหาเจดีย์ชเวดากอง มีผู้เล่าว่าชาวพม่านำแก้วแหวนเพชรนิลจินดามากมายมาร่วมในการสร้างเจดีย์และบนยอดเจดีย์มีเพชรเม็ดใหญ่ที่พอใกล้ค่ำไปคอยดู ณ จุดหนึ่งบนลานเจดีย์จะเห็นแสงเพชรส่องประกายหลายสี คุณธีรภาพบอกว่า หลังจากที่มีแผ่นดินไหว(ครั้งใหญ่ที่เกิดสึนามิมหาภัย) จุดชมประกายเพชรได้เคลื่อนที่ไปมากทีเดียวตอนเย็นบริเวณที่เรียกว่า “ลานบุเรงนอง” จะมีคนมานั่งสมาธิกันเต็มไปหมด ลานนี้ในสมัยโบราณ พระเจ้าบุเรงนองต้องเดินทางมาอธิษฐานทุกครั้งก่อนออกทำสงคราม

 

·         เจดีย์ที่มองเห็นผ่านหน้าต่าง คือหน้าต่างห้องพักโรงแรมTraders ซึ่งอยู่บนถนน Sule Pagoda Road ถนนชื่อเดียวกับเจดีย์ คือ เจดีย์สุเล

 

 

·         ส่วนเจดีย์ทีเห็นเห็นเป็นกองอิฐของเจดีย์ที่ล้มตะแคงนี้ จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ที่วัดไหน เมืองไหน เรื่องก็จำไม่ได้(อาจเป็นที่วัดพระธาตุมุเตา ที่มีเจดีย์ชเวมอดอร์ อันเก่าแก่พอๆกับมหาเจดีย์ชเวดากอง) แม้กองเจดีย์ที่พังลงมา พระพม่าและชาวพม่าก็ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี พระไทยหลายวัดกลับชอบรื้อของเก่าทิ้ง สร้างใหม่

 

·         ความรู้สึกพอได้เห็นวัดและเจดีย์หลายๆแห่งคือ ชาวพม่านี่ชอบ “ทอง” จริงๆ ทุกอย่างทาสีทอง ยิ่งเคารพ หรือเห็นสำคัญมาก ยิ่งทาทองทับทั้งหมด เหลืองอร่ามไปหมด มิน่าถึงมีคำว่า “ชเว”ที่แปลว่า “ทอง” กับโบราณสถานสำคัญๆ

  • พระราชวังทองอร่าม เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ จำไม่ได้เสียแล้วว่าคืออะไร อยู่เมืองไหน

 

·         คณะของเรายังได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญที่นอกรายการคือ ไปใส่บาตรข้าวสุกพระ ๑๒๕๐ รูปและร่วมทำบุญแก่พระ ที่มาศึกษาพระธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง ลืมชื่อวัดเสียอีกแล้วค่ะ

 

 

·         ที่เห็นกำลังก้มหน้าก้มตากันอยู่คือกำลังฝน “ทานาคา” แก่นไม้เลื่องชื่อของพม่า เพื่อใช้ล้างพระพักตร์ “พระมหามัยมุนี” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ปางมารวิชัย และเป็นปูชนียสถานสำคัญสูงสุด ๑ ใน๓ และ ๑ ใน ๕ หรือ เบญจมหาบูชาสถาน ของชาวพม่า เราผู้หญิงไม่มีโอกาสเข้าใกล้ท่าน เพราะมี “เขตุสตรีห้ามเข้า” ขนาดมีแต่ผู้ชายเท่านั้นจึงจะเข้าไปปิดทองที่องค์ท่านได้ องค์ท่าน (ยกเว้นพระพักตร์)ก็ถูกปิดทองทั่วจนตะปุ่มตะป่ำไปหมด จนบางคนเรียกว่า “พระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม”

 

·         ทุกเช้า จะมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่สำคัญในการล้างพระพักตร์ สีพระทนต์ท่าน ผู้หญิงและชาวบ้านที่เข้าใกล้สัมผัสองค์พระไม่ได้จึงถวายผ้าขนหนู เขาจะพยายามไปกันแต่เช้าตั้งแต่ประมาณตีสาม เพื่อได้มีโอกาสนำผ้าของตนไปวางเป็นผืนแรก และไปฝนทานาคาเพื่อใช้ในการล้างพระพักตร์ แม้ตะกอนจากน้ำล้างพระพักตร์เขาก็ยังนำมารวม ปั้นเป็นก้อน ตากแห้งและแจกให้ผู้คนไปบูชา

       มีผู้เขียนบล็อกเฉพาะเรื่องนี้ไว้ คิดว่าเขาคงไม่น่าจะหวง เชิญตามไปชมภาพการล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีได้ที่

http://www.phuttawong.net/index.aspx?ContentID=ContentID-060629165603404

 

·         เมื่อได้ไปนมัสการ “พระธาตุอินทร์แขวน” ซึ่งอยู่บน เขาไจก์ทีโย เมืองไจโท เป็นเรื่องตื่นเต้นมาก เพราะไม่ใช่จะไปกันได้ง่ายๆ รัฐบาลพม่าเป็นผู้จัดระเบียบการขึ้นไป โดยต้องไปเปลี่ยนจากรถโค้ชของเรา ไปเป็นรถของรัฐบาลเพื่อขึ้นเขา ขอบอกว่าควรมีสุขภาพแข็งแรง เพราะต้องปีนขึ้นไปนั่งบนรถแบบรถบรรทุกที่เอากระดานวางเป็นที่นั่งหันหน้าไปทางหน้ารถ น้องๆรถคอกหมู แล้วทางก็วกวนขึ้นเขา ดีที่ไม่มีรถสวน เขาให้เดินรถทางเดียว

·         แล้วอย่านึกว่าถึงที่เลย เพราะทางที่เหลือ เขาไม่ให้รถขึ้น จะขึ้นไปถึงพระธาตุทำได้สองวิธี วิธีแรกเดินขึ้นเอง ซึ่งชาวพม่ามักใช้วิธีนี้ มีเส้นทางเดินคนละทางกับ การขึ้นโดยนั่งเสลี่ยงคานหาม ดูหน้าตาเสลี่ยงไม่ได้อลังการอย่างเสลี่ยงขุนนางหรือเจ้าหญิง แล้วดู คนแบกยิ่งน่าสงสาร แต่ไม่นั่งก็ไม่ได้ เพราะเราเดินไม่ไหวแน่ๆ เดินขึ้นใช้เวลาเป็นชั่วโมง นึกเสียว่าช่วยอุดหนุนให้เขามีอาชีพ

 

·         พระธาตุอินทร์แขวนนั้นเป็นก้อนหินสูงราว ๕.๕ เมตร มหัศจรรย์มากว่าตั้งอยู่ได้อย่างไร ส่วนฐานไม่ได้วางสนิทอยู่กับพื้นหน้าผาทั้งหมด มีส่วนที่แนบสนิทอยู่สักสองฟุตเท่านั้น และหากไปดันก็จะขยับได้ด้วย ทั้งๆที่เขาห้าม นานๆทีก็มีคนไปลอง สงสัยหากลองกันมากๆ คงร่วงหล่นลงด้านล่างสักวัน

 

 

·         ผู้คนคลาคล่ำ มีทุกเพศ ทุกวัย แต่ขอบอกว่าสะอาดมาก เขาไม่มีการทิ้งขยะเรี่ยราด เขาให้ความเคารพ นอบน้อมอย่างจริงจัง ขึ้นไปถึงก็มีอาการสงบ พากันจุดธูปเทียนบูชา เดินชมทิวทัศน์ แล้วนั่งสมาธิกัน นี่คือความแตกต่างจากการไปวัดของคนไทยส่วนใหญ่

 

·         แม้แต่การก้าวเท้าเข้าบริเวณวัดทุกวัด ไม่ว่าจะวัดเล็ก วัดใหญ่ เมื่อจะล่วงเข้าวัดจะต้องถอดรองเท้าตั้งแต่ประตูกำแพง ห้ามใส่แม้ถุงน่อง หรือถุงเท้า จะต้องเท้าเปลือยเปล่าจริงๆ! ไม่ว่าพื้นจะขรุขระด้วยกรวด จะร้อนฉ่า หรือเย็นเยียบเพียงใด เขาเคร่งครัดจริงๆ

 

·         พระธาตุอินทร์แขวนนี้มีตำนานยาวมาก ทั้งตำนานการเกิดของที่ตั้งพระธาตุอินทร์แขวน และตำนาน “เจ้าจันทน์ผมหอม” ที่คุณมาลา คำจันทร์ ได้นำมาสร้างเป็นวรรณกรรมเชิงกวีนิพนธ์เรื่อง “เจ้าจันทน์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน” ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน หรือ รางวัลซีไรท์ไปเมื่อปี ๒๕๓๔

     ขอยกเรื่องการไปชมวัดชเวนันดอ ซึ่งเดิมเป็นตำหนักไม้สักทองจำหลักลายทั้งหลังที่มัณฑะเล ทะเลเจดีย์ที่พุกาม และไปเห็นเขาทอผ้าใยบัวที่หมู่บ้านในทะเลสาปอินเล  ไว้เล่าครั้งหน้านะคะ