สิทธิในด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบัน
ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหารประเทศ
คือ มีสิทธิหลายประการ อาทิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐ และสิทธิกำหนดนโยบาย เป็นต้น
การปกครองและบริหารประเทศโดยรัฐมีความแตกต่างกันไปตามยุคสมัย ยุคใดที่เผด็จการครองเมือง สิทธิในการมีส่วนร่วมแทบทุกระดับก็จะลดน้อยถอยลงไป ยุคใดที่ปกครองโดยเน้นประชาธิปไตย สิทธิในการมีส่วนร่วมก็จะแทรกซึมไปในทุกระดับของรัฐและสังคม การบริหารบ้านเมืองโดยเน้นการผูกขาดอำนาจ รวมศุนย์อำนาจเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี การมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองในทุกระดับจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงมีบทบัญญัติกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองประการบริหารประเทศหลายมาตรา อาทิ
มาตรา 43 การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน
มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมนุมท้องถิ่นตั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสาธารณสุข
มาตรา 52 วรรคสอง การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยจะต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมเท่าที่จะทำได้
มาตรา 56 วรรคแรก สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา วรรคสองการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมต้องให้องค์การอิสระให้ความเห็น รวมถึงมาตรา57 ด้านผู้บริโภคที่ต้องมีองค์การอิสระให้ความเป็นในการตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ นอกจากนี้ยังมีสิทธิในการประชาพิจารณ์ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ในมาตรา59และ60 เรามีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฎิบัติราชการทางการปกครอง
มาตรา 61 เรามีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้แจ้งผล การพิจารณาภายในเวลาอันสมควรนอกจากในหมวดสิทธิเสรีภาพ ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นหน้าที่ของรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมืองการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
มาตรา 76 เรายังมีสิทธิในอีกหลายประการที่บัญญัติไว้ในหมวดอื่นๆของรัฐธรรมนูญ อาทิ
มาตรา 170 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
มาตรา 304 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมีสิทธิเข้าถอดถอนผู้มีอำนาจรัฐ เป็นต้น
ปัญหาให้การใช้สิทธิ
มีหลายประการ
ประการแรก บุคคลในรัฐบาล หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือภาครัฐส่วนใหญ่ยังไม่อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหาร เพราะเห็นว่าประชาชนยังไม่มีความรู้ ความสามารถ ยุ่งยากและทำให้การบริหารงานล่าช้า
ประการที่สอง ภาครัฐยึดแนวปฎิบัติว่าจะต้องมีกฎหมายลูกเสียก่อน สิทธิการมีส่วนร่วมต่างๆจึงจะมีผลในทางปฎิบัติ การใช้สิทธิมีส่วนร่วมส่วนใหญ่จึงอยู่ในภาวะชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมขนในการจัดการทรัทยากร กฎหมายลูกยังไม่ออกมา ทั้งในมาตรา 46 และมาตรา 56 องค์การอิสระที่ให้ความเห็นต่อโครงการที่อาจกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เกิดขึ้นรวมถึงสิทธิในการประชาพิจารณ์ มาตรา 56 เมื่อกฎหมายลูกยังไม่ออกมาก็ต้องไปใช้ระเบียบสำนักนายกรฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ซึ่งก็ยังมีปัญหา หลายประการ อาทิ องค์ประกอบ ของคณะกรรมการประชาพิจารณ์ เป็นต้น ปัญหาในทางปฎิบัติ โครงการพัฒนาของรัฐหลายโครงการดำเนินเดินหน้าต่อไป โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญในหลายมาตรายังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับและหน่วยงานรัฐปฎิบัติตามกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานตยโดยไม่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่รอบด้านในการตัดสินใจและไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมกฎหมายลูกหลายฉบับยังไม่ออกมา และจะมีการเร่งรัดอย่างไรให้กฎหมายบัญญัติทั้งหลายออกมามีผลบังคับใช้เสียที เพื่ออุดช่องโหว่ที่เกิดสภาพสุญญากาศอยู่ในขณะนี้
ประการที่สาม กฎหมายลูกที่ประกาศใช้แล้ว มักจะมีข้อกำหนดยุ่งยากและเคร่งครัด เช่นสิทธิเสนอกฎหมายที่ต้องใช้หลักฐานประกอบทั้งสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านด้วยซึ่งโดยทั่วไปประชาชนไม่ได้พกสำเนาทะเบียนบ้านติดตัว มีแต่บัตรประชาชนเท่านั้น โดยเฉพาะมีบทลงโทษผู้ริเริ่มใช้สิทธิมีส่วนร่วม เช่น การใช้สิทธิเสนอถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มีบทกำหนดโทษผู้ริเริ่มเสนอถอดถอนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะเข้าชื่อเสนอถอดถอนผู้มีอำนาจ ทั้งที่จริงมีกฎหมายอาญาที่กำหนดโทษในเรื่องแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานอยู่แล้วนอกจากอุปสรรคต่อการดำเนินการยังมีกฎหมายที่ระบุว่า การรวบรวมลายมือชื่อนั้น ผู้ริเริ่มต้องแสดงตัวต่อประธานวุฒิสภาพก่อนเริ่มรวบรวมลายมือชื่อประชาชน ฯลฯ ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการใช้สิทธิดังที่ยกตัวอย่างมา
สิทธิทางการศึกษา
สิทธิทางการศึกษาและเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิที่จะรู้ สิทธิที่สำคัญมากประการหนึ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้เลย ก็คือสิทธิที่จะเรียนรู้และศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิที่จะทำให้คนเราได้มีวิชาความรู้ ความคิด สติปัญญา ความสามารถในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตทางสังคม สิทธิการศึกษานี้ไม่ได้หมายความถึงเพียงแต่การได้รับการศึกษาในระบบ หรือการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่มีหลักสูตร การวัดและการประเมินผลที่แน่นอนเท่านั้น แต่รวมถึงการศึกษานอกระบบที่จัดนอกโรงเรียน มีความยืดหยุ่นมากกว่าและมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตามมนุษย์สามารถแสวงหาความรู้ได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะเรียนคบการศึกษาในระบบสูงเพียงใดก็ตามซึ่งสิทธิด้านการศึกษาได้บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
โดยทั่วไปในการศึกษาเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกระบบ วิชาความรู้ เป็นเพียงเงื่อนไขปัจจัยสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะทำให้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด นอกจากความรู้ ความสามารถอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือแล้ว ยังขึ้นกับเสรีภาพของครู-อาจารย์ และนักวิชาการเป็นคนสำคัญถ้าใครมาปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการอย่างไม่มีเหตุผลก็หมายความว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการและโอกาสในการพัฒนาความรู้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ได้รองรับเสรีภาพทางวิชาการไว้ในมาตรา42
นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางการศึกษาและเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิทั้งหลายทั้งปวงคือ สิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสาร เพราะเป็นสิทธิที่จะทำให้คนเราซึ่งเป็นพลเมือง ได้รู้ว่าทางการบ้านเมือง องค์กรทางเศรฐกิจและสังคมจะทำอะไร หรือกำลังทำอะไรสิ่งนั้นจะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตยมากน้อยเพียงใด สิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นสิทฑิที่จะทำให้คนเราหู-ตาสว่าง และปกป้องสิทธิของเราได้มากขึ้น การที่หน่วยงานรัฐจะทำสิ่งใดที่กระทบสิทธิของเราก็จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและพิจารณาอย่างรอบด้านมากขึ้น การจะเวนคืนที่ดินหรือการจะสร้างโครงการพัฒนาใด รัฐก็จะต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องเสียก่อน หรือถ้าหน่วยงานรัฐไม่แจ้งข้อมูลให้ทราบเราก็มีสิทฑิที่จะขอข้อมูลข่าวสารที่รัฐครอบครองได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งโครงการ ความจำเป็นต้องมีโครงการ แผนผัง แผนที่ รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม สิทธิดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญ 2540
กรณีศึกษา
สิทธิด้านการศึกษากับสิทธิในข้อมูลข่าวสาร
นางสุมาลี ลิมปโอวาท แม่ของเด็กหญิงณัฐนิช ลิมปโอวาท ผู้สมัครเพื่อสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอตรวจดูและถ่ายสำเนากระดาษคำตอบและบัญชีคะแนนของเด็กหญิงณัฐนิช และของนักเรียนผู้ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ป.1อีกจำนวน 120 คน แต่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ แจ้งว่าไม่เป็นเหตุอันสมควรที่จะดำเนินการให้ตามความประสงค์ได้
ต่อมานางมาลี ได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคมฯ คณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคมฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่านางสุมาลี มีสิทธิขอตรวจดูและถ่ายสำเนากระดาษคำตอบและบัญชีของเด็กหญิงณัฐนิชและของนักเรียนที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ป.1 จำนวน 120 คน จากมหาวิทยาลัยเกษตรฯได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติวิธีปฎบัติการทางปกครอง พ.ศ.2539 มิใช่กฎหมายที่คุ้มครองมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา15 (6)(7)
กรณีศึกษา ดังกล่าวจะช่วยทำให้การเข้าถึงโอกาสในการศึกษาเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีความถูกต้องและทำให้ระบบเส้นสายน้อยลง
ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้สิทธิมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือยังไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหารอย่างแท้จริง
เป็น Blog ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยเจอมา *0*