บัณฑิตจบใหม่ลุ้น "จีดีพี" ปี'51 โตเกิน 6% ชี้หากต่ำกว่า 5% มีสิทธิตกงานเกลื่อนแน่ รมว.คลัง หาช่องทางให้ ผู้จบใหม่ พร้อมตั้งงบ "ขาดดุล" เพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้หลักเกณฑ์การแจก "คูปองคนจน" ของ สศค. เป็นไปได้มากที่สุด
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า หากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ หรือ จีดีพี ในปีนี้ ต่ำกว่า 5% ก็มีโอกาสที่บัณฑิตจบใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานมีมากขึ้น
ซึ่งขณะนี้ได้ติดตามอยู่อย่างใกล้ชิด และรัฐบาลได้เตรียมการว่าจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มเติม และมีแนวทางที่หารายได้ทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง ทำให้บัณฑิตคนที่คิดเป็นนายตัวเองประกอบธุรกิจเล็ก ๆ ได้ "ปีนี้เราตั้งเป้าขยายตัวจีดีพี ไว้ 6% แต่ถ้าขยายตัวได้ต่ำกว่า 5% ก็จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งขยายตัวให้ได้ตามเป้า อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถเข้าสู่ระบบแรงงานได้ ก็ดูว่าจะทำอย่างไรให้เขามีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลเตรียมการโดยพิจารณาหลายมิติ ทั้งการเติบโตเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงาน ตลอดจนปัญหาอื่น ๆ"
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2552 ยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่า มีสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลก็ตาม ซึ่งจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 ช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ และมั่นใจว่าจะประกาศใช้ได้ทันในเดือน ต.ค.51
สำหรับกรณีที่มีการเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มงบประมาณขาดดุลนั้น มองว่าการขาดดุลงบประมาณปี 2552 ที่ตั้งไว้ 2.5% ของอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คงไม่สามารถทบทวนได้แล้ว แต่หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมในระหว่างปีงบ 2552 ก็สามารถจัดทำงบประมาณกลางปีได้
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนไปการจัดตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมก็อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถเป็นไปได้ โดยขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมการศึกษาไว้แล้วในการจัดทำงบประมาณกลางปีเพิ่มเติม แต่ต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน หากเศรษฐกิจซบเซา และมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังเพิ่มเติม ก็สามารถตั้งงบประมาณเพิ่มเติมได้ สำหรับมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้ทั้งมาตรการการเงินและมาตรการการคลังควบคู่กัน ซึ่งในปัจจุบันจะใช้นโยบายการเงินแบบเดิม ๆ ไม่ได้ และหากนโยบายการเงินมีข้อจำกัด ไม่สามารถดำเนินนโยบาย นโยบายการคลังจะเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยการให้ทุกคนมีรายได้จากการทำงาน มีรายได้เสริม แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ส่วนความคืบหน้าในการออกคูปองคนจน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คชอบ) โดยเชิญนักวิชาการ และผู้มีความรู้ความสามารถที่มีประสบการณ์ รู้ข้อมูลการทำคูปองช่วยเหลือ ผู้มีรายได้ต่ำ ในประเทศอื่น ๆ ที่ทำในโครงการลักษณะเดียวกันมาร่วมหารือ เพื่อจะได้ประเด็นที่กว้างขวางและรอบด้านมากขึ้น โดยที่ผ่านมา ได้มีการหารือการทำคูปองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เห็นชอบในหลักการร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปวิธีการช่วยเหลือที่ชัดเจนได้ ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เส้นแบ่งความยากจนที่ระดับใด ซึ่งจะต้อง
พิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้คนผู้ที่มีรายได้น้อยและต้องการความช่วยเหลือได้รับผลประโยชน์จริง ๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถสรุปได้ภายในเดือนนี้ "เรื่องหลักการแต่ละหน่วยงานตกลงร่วมกันได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องวิธีการให้ความช่วยเหลือ ต้องดูแลคนเดือดร้อนจริง ๆ ไม่ใช่ไปช่วยที่ไม่เดือดร้อน ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนพอสมควรแล้ว แต่ขอสรุปให้แน่นอนก่อน" นพ.สุรพงษ์ กล่าว
ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ได้เสนอให้ใช้ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยจากฐานข้อมูลประกันสังคม ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อตรวจสอบครอบครัวที่มีรายได้ น้อยกว่า 6,200 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับคูปอง 1 ใบต่อ 1 ครอบครัว ก็เป็นแนวคิดของหน่วยงาน สศค.ที่เสนอมา แต่ต้องรอสรุปร่วมกันอีกครั้ง
แนวหน้า โพสต์ทูเดย์ 12 กรกฎาคม. 2551